งานวิจัยมาใหม่แนะนำ
การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินบทบาท ความพร้อม อุปสรรค และโอกาสของร้านยาในการให้บริการตรวจคัดกรองด้วยตนเอง (self-test) และบริการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรค (PP) ภายใต้การกำกับของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ซึ่งได้ขยายสิทธิประโยชน์ให้ประชาชนทุกสิทธิสามารถเข้ารับบริการดังกล่าวที่ร้านยา ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2566 การวิจัยใช้ระเบียบวิธีแบบผสมผสาน โดยวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณปีงบประมาณ 2567–2568 ผลการสำรวจประชาชน 1,021 ราย การสำรวจเภสัชกรร้านยา 400 ราย การสำรวจกลุ่มเสี่ยง 452 ราย และการสัมภาษณ์ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องหลายภาคส่วน ผลการศึกษา พบว่าปริมาณบริการส่วนใหญ่มีการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย ยกเว้น OV-ATK ซึ่งมีอัตราเติบโตสูง ขณะที่บริการ HPV test ยังมีผู้รับบริการในระดับต่ำและมีความแตกต่างระหว่างเขตอย่างชัดเจน ประชาชนให้ความสนใจ self-test มากขึ้นหากมีการสนับสนุนค่าใช้จ่าย แต่การรับรู้สิทธิประโยชน์ที่ร้านยายังอยู่ในระดับต่ำ (<35%) และประชาชนส่วนใหญ่ยังไม่สามารถระบุร้านยาที่ให้บริการได้ ด้านบริการ PP ประชาชนยังคงนิยมรับบริการผ่านโรงพยาบาลเป็นหลัก ร้านยา หน่วยบริการสุขภาพ และองค์กรวิชาชีพสะท้อนอุปสรรคสำคัญ ได้แก่ ขั้นตอนการให้บริการที่ซับซ้อน ระบบยืนยันตัวตนที่สร้างความกังวล ความไม่เสถียรของระบบเทคโนโลยี และโครงสร้างค่าตอบแทนที่ไม่สอดคล้องกับภาระงานจริง ขณะที่เภสัชกรมีความรู้เพียงพอในบางชุดตรวจ เช่น OV-ATK แต่ยังต้องการพัฒนาความรู้ชุดตรวจอื่น ๆ สำหรับบริการที่มีความเร่งด่วน เช่น PrEP/PEP ร้านยามีศักยภาพเพิ่มการเข้าถึงบริการ แต่จำเป็นต้องเริ่มในรูปแบบนำร่องร่วมกับเครือข่าย NGO ห้องปฏิบัติการ และโรงพยาบาล ภายใต้ระบบข้อมูลและเส้นทางการส่งต่อที่ชัดเจน องค์กรวิชาชีพมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนร้านยาให้เข้าร่วมเป็นเครือข่ายบริการภายใต้ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ผ่านการกำหนดมาตรฐาน การพัฒนาศักยภาพเภสัชกร การจัดทำหลักฐานเชิงประจักษ์ และการบูรณาการเทคโนโลยีเพื่อยกระดับคุณภาพบริการ อย่างไรก็ตาม ยังมีอุปสรรคด้านโครงสร้าง ระบบสนับสนุน และแรงจูงใจที่จำเป็นต้องได้รับการแก้ไข การประเมินผลตอบแทนทางสังคมจากการลงทุน (Social Return on Investment: SROI) พบว่าโครงการวิจัยนี้มีความคุ้มค่าเชิงสังคมสูง (SROI = 5.71) การศึกษานี้พบว่าร้านยามีศักยภาพในการเป็นช่องทางให้บริการตรวจคัดกรองด้วยตนเองและบริการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรค โดยเฉพาะในกลุ่มวัยทำงานและวัยเจริญพันธุ์ อย่างไรก็ตาม ในบริบทปัจจุบัน ร้านยายังคงทำหน้าที่เป็นช่องทางเสริมมากกว่าช่องทางหลักของระบบบริการ การขยายบทบาทของร้านยาให้เกิดผลในระดับระบบ จำเป็นต้องดำเนินควบคู่กันทั้งด้านอุปสงค์และอุปทาน โดยเพิ่มการสื่อสารสิทธิที่ชัดเจน ออกแบบสิทธิประโยชน์ให้ตอบโจทย์ และปรับโครงสร้างค่าตอบแทน ระบบข้อมูล และมาตรฐานการให้บริการให้ปฏิบัติได้จริง ควบคู่กับการสร้างเครือข่ายส่งต่อและระบบกำกับติดตาม หากคงนโยบายไว้ ควรเร่งขับเคลื่อนมาตรการเชิงโครงสร้างอย่างเป็นระบบและประเมินผลตามกรอบ RE-AIM (Reach (การเข้าถึง), Effectiveness (ประสิทธิผล), Adoption (การยอมรับ), Implementation (การนำไปใช้) และ Maintenance (การบำรุงรักษา)) และ SROI อย่างต่อเนื่อง ขณะที่กรณียุตินโยบาย ควรกำหนดแผนถอนนโยบายแบบค่อยเป็นค่อยไป พร้อมติดตามผลกระทบต่อการเข้าถึง ความเหลื่อมล้ำ และภาระของหน่วยบริการหลัก เพื่อใช้เป็นฐานข้อมูลในการทบทวนนโยบายในอนาคต การศึกษาพบว่าร้านยามีศักยภาพเป็นช่องทางเสริมในการให้บริการตรวจคัดกรองด้วยตนเองและบริการส่งเสริมสุขภาพ โดยเฉพาะในกลุ่มวัยทำงานและวัยเจริญพันธุ์ การขยายบทบาทในระดับระบบจำเป็นต้องดำเนินควบคู่ทั้งด้านอุปสงค์และอุปทาน ผ่านการสื่อสารสิทธิที่ชัดเจน การออกแบบสิทธิประโยชน์ โครงสร้างค่าตอบแทน ระบบข้อมูล และมาตรฐานบริการที่ปฏิบัติได้จริง ควบคู่กับเครือข่ายส่งต่อและระบบติดตามประเมินผล
คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น
คุกกี้ประเภทนี้มีความจำเป็นต่อการให้บริการเว็บไซต์ของ สวรส เพื่อให้ท่านสามารถเข้าใช้งานในส่วนต่าง ๆ ของเว็บไซต์ได้ รวมถึงช่วยจดจำข้อมูลที่ท่านเคยให้ไว้ผ่านเว็บไซต์ การปิดการใช้งานคุกกี้ประเภทนี้จะส่งผลให้ท่านไม่สามารถใช้บริการในสาระสำคัญของ สวรส. ซึ่งจำเป็นต้องเรียกใช้คุกกี้ได้