ชั้น 4 อาคารสุขภาพแห่งชาติ เลขที่ 88/39 ถ.ติวานนท์ 14 ต.ตลาดขวัญ อ.เมือง จ.นนทบุรี 11000
ขนาดตัวอักษร
-
+
ความตัดกันของสี
C
C
C
icon-lang-thภาษาไทย
ค้นหา
เมนู
จำนวนผู้อ่าน : 44 คน
การศึกษาเพื่อประเมินผลกระทบล่วงหน้าที่จะเกิดขึ้นกับภาคส่วนต่าง ๆ หากมีการดำเนินร่างนโยบายแห่งชาติด้านราคายา
นักวิจัย :
ศนิตา หิรัญรัศมี , ชะอรสิน สุขศรีวงศ์ , ถิรพิชญ์ เจือจันทร์ , กุสาวดี เมลืองนนท์ , ตวงรัตน์ โพธะ , ปรุฬห์ รุจนธำรงค์ , สุรศักดิ์ สุนทร , สิริวัฒน์ สุวัฒนปรีดา ,
ปีพิมพ์ :
2569
สนับสนุนโดย :
สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข
วันที่เผยแพร่ :
18 พฤษภาคม 2569

การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินผลกระทบล่วงหน้าของ (ร่าง) นโยบายแห่งชาติด้านราคายา ซึ่งพัฒนาขึ้นภายใต้โครงการวิจัย “การสำรวจสถานการณ์ราคายาและออกแบบนโยบายราคายาของประเทศไทย” โดยมุ่งคาดการณ์และวิเคราะห์ผลกระทบทางตรงและทางอ้อม ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว ต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในระบบยา ครอบคลุมระดับองค์กร ระดับสังคม และระดับนโยบาย รวมถึงผลกระทบต่อกฎหมาย การวิจัยนี้ใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน โดยการศึกษาเชิงคุณภาพมุ่งวิเคราะห์ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เพื่อจัดทำแผนที่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียและแผนที่ผลกระทบ ผ่านกระบวนการทบทวนวรรณกรรม การสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้เชี่ยวชาญและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย รวมถึงการประชุมกลุ่มย่อยกับผู้เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ มีการตรวจสอบความถูกต้องและความน่าเชื่อถือของข้อมูลด้วยวิธีการตรวจสอบแบบสามเส้า สำหรับการศึกษาเชิงปริมาณ ใช้เทคนิคการคัดเลือกยาแบบ tracer ครอบคลุมยาหลายประเภท ได้แก่ ยาต้นแบบ ยาราคาแพง ยาชื่อสามัญที่มีปริมาณการใช้สูง ยาชื่อสามัญตัวแรก และยานวัตกรรม โดยใช้ข้อมูลการนำเข้ายาและข้อมูลการจัดซื้อยาของโรงพยาบาลรัฐในช่วงปี พ.ศ. 2561–2565 เพื่อนำมาจำลองสถานการณ์และประเมินผลกระทบต่อระดับราคาและภาระงบประมาณด้านยา ผลการสัมภาษณ์เชิงลึกในกลุ่มผู้มีส่วนได้เสียที่เป็น key informants ทั้ง 3 กลุ่มในระบบยา ได้แก่ (1) กลุ่มผู้ผลิตและผู้นำเข้า (2) กลุ่มผู้เกี่ยวข้องกับการจัดซื้อ ผู้จ่ายเงิน และผู้ใช้ยา และ (3) กลุ่มผู้กำหนดนโยบายและผู้กำกับดูแล และการทำ focus group พบว่า ข้อเสนอสำหรับมาตรการใน (ร่าง) นโยบายแห่งชาติด้านราคายา และการจัดโครงสร้างองค์กรในการกำกับดูแลราคายา ควรปรับเปลี่ยน เนื่องจากปัญหาสำคัญที่สุดของกลไกการควบคุมราคายาปัจจุบัน คือความซ้ำซ้อนของกระบวนการต่อรองราคาที่เกิดขึ้นในหลายขั้นตอน รวมถึงกระบวนการทำงานที่ซับซ้อนและล่าช้า และการจัดการองค์กรที่ดูแลที่ขาดเอกภาพ และลดประสิทธิภาพของระบบโดยรวม เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว การศึกษานี้เสนอกรอบนโยบาย 3 เสาหลัก (Three-Pillar Policy Framework) ประกอบด้วย (1) การต่อรองราคาแบบครั้งเดียวในระดับประเทศ (One-Shot Price Negotiation Model) เพื่อลดความซ้ำซ้อนและเพิ่มความชัดเจนในการกำหนดราคา (2) การจัดตั้งหน่วยงานกลางกำกับและต่อรองราคายาในลักษณะหน่วยงานเดียว (single authority) เพื่อสร้างเอกภาพในการตัดสินใจ และเพิ่มความโปร่งใส และ (3) การปฏิรูประบบการประเมินความคุ้มค่าและกระบวนการราคากลางให้กระชับและมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเปิดให้ภาคเอกชนจัดทำการประเมินภายใต้มาตรฐานกลาง ใช้กลไกพิจารณาแบบเร่งรัด และปรับกระบวนการพิจารณาราคากลางให้เน้นเฉพาะกรณีที่ไม่เข้าเกณฑ์ นอกจากนี้ การศึกษานี้เสนอให้ใช้แนวคิดการแบ่งกลุ่มยาเพื่อเลือกเครื่องมือและมาตรการด้านราคาให้เหมาะสมกับลักษณะของยาแต่ละประเภท ได้แก่ ยาต้นแบบราคาแพง ยาที่อยู่ภายใต้สิทธิบัตร ยากำพร้า และยากลุ่ม Me-too ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่าการปฏิรูประบบราคายาแห่งชาติจำเป็นต้องดำเนินการเชิงโครงสร้าง โดยลดความซ้ำซ้อน สร้างเอกภาพในการบริหารจัดการ และใช้หลักฐานเชิงประจักษ์และเศรษฐศาสตร์สุขภาพเป็นฐาน เพื่อให้ระบบราคายามีประสิทธิภาพ เป็นธรรม โปร่งใส และยั่งยืนในระยะยาว


ลิงก์ต้นฉบับ : https://kb.hsri.or.th/dspace/handle/11228/6436

เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้ เราใช้คุกกี้เพื่อให้ท่านได้รับประสบการณ์การใช้งานที่ดีที่สุดบนเว็บไซต์ของเรา โปรดศึกษาเพิ่มเติมที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว
ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

จัดการความเป็นส่วนตัว
คุกกี้ที่มีความจำเป็น
(Strictly Necessary Cookies) เปิดใช้งานตลอด

คุกกี้ประเภทนี้มีความจำเป็นต่อการให้บริการเว็บไซต์ของ สวรส เพื่อให้ท่านสามารถเข้าใช้งานในส่วนต่าง ๆ ของเว็บไซต์ได้ รวมถึงช่วยจดจำข้อมูลที่ท่านเคยให้ไว้ผ่านเว็บไซต์ การปิดการใช้งานคุกกี้ประเภทนี้จะส่งผลให้ท่านไม่สามารถใช้บริการในสาระสำคัญของ สวรส. ซึ่งจำเป็นต้องเรียกใช้คุกกี้ได้