สถานการณ์ความไม่สงบที่เกิดขึ้นต่อเนื่องยาวนานกว่า 2 ทศวรรษใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ (ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส) ประกอบกับบริบททางสังคม ศาสนา และวัฒนธรรมของพื้นที่ ทำให้นอกจากจะส่งผลกระทบต่อความปลอดภัย รายได้ การประกอบอาชีพ และความไว้วางใจของผู้คนต่อภาครัฐแล้ว ยังทำให้เกิดข้อจำกัดในการจัดบริการสุขภาพ จนอาจทำให้บางประเด็นกลายเป็นปัญหาสุขภาพที่สำคัญของพื้นที่ โดยเฉพาะบริการสุขภาพระดับปฐมภูมิ อย่างเรื่องวัคซีนในเด็ก การคัดกรองมะเร็งปากมดลูก และการแก้ไขปัญหาทุพโภชนาการในเด็กปฐมวัย โดยข้อมูลจากสำนักงานพัฒนาระบบข้อมูลข่าวสารสุขภาพ (HISO) ระบุว่า 5 ปีหลังสุด (ปี 2564, 2565, 2566, 2567, 2568) จ.ปัตตานี คือจังหวัดที่มีการได้รับวัคซีนครบตามเกณฑ์ในเด็กอายุ 1 ปี 2 ปี 3 ปี และ 5 ปี รั้งท้ายสุดจากทั้งหมด 76 จังหวัด[1]
แม้องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ทั้ง 3 จังหวัดจะมีการรับถ่ายโอนโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) จากกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เพื่อให้สามารถจัดบริการสุขภาพระดับปฐมภูมิได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดย อบจ.ปัตตานี มีการรับถ่ายโอน รพ.สต. ครบทั้ง 130 แห่ง ส่วน อบจ.นราธิวาส รับถ่ายโอน รพ.สต. มาแล้ว 97 แห่ง จากทั้งหมด 111 แห่ง และ อบจ.ยะลา รับถ่ายโอน รพ.สต. มาแล้ว 38 แห่ง จากทั้งหมด 78 แห่ง[2] แต่ด้วยบริบทของพื้นที่ส่งผลให้การบริหารจัดการยังคงต้องเผชิญข้อจำกัดในหลากหลายมิติ เช่น ความพร้อมบุคลากร การมีส่วนร่วมของประชาชนที่มีความหลากหลาย ฯลฯ และที่สำคัญคือ การขาดงานวิจัยเชิงลึกที่จะสะท้อนข้อจำกัดเชิงบริบทต่อการจัดบริการ เพื่อเติมเต็มจิ๊กซอว์ข้อมูลวิชาการที่ขาดหายไป รวมถึงพัฒนาต้นแบบการจัดบริการสุขภาพปฐมภูมิของ รพ.สต. ใน 3 ประเด็นดังกล่าว ดร.ซอฟียะห์ นิมะ จากสถาบันนโยบายสาธารณะ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ม.อ.) วิทยาเขตหาดใหญ่ เครือข่ายวิจัยของสถาบันวิจัยระบบสาธารรสุข (สวรส.) และคณะ จึงได้ทำการศึกษาวิจัยเรื่อง “การพัฒนานโยบายสาธารณะในการจัดการระบบบริการสุขภาพสำหรับ รพ.สต. ที่ถ่ายโอนไปยัง อบจ. ต่อความครอบคลุมวัคซีนในเด็ก การคัดกรองมะเร็งปากมดลูก และปัญหาทุพโภชนาการในเด็กปฐมวัย ในสามจังหวัดชายแดนใต้” โดยได้รับการสนับสนุนทุนวิจัยจาก สวรส. รวมถึงล่าสุด หลังจากการเดินหน้าวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมในพื้นที่เป็นเวลากว่า 10 เดือน ทีมวิจัยได้มีการนำเสนอข้อค้นพบ พร้อมกับเปิดให้ผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหลากหลายภาคส่วน ร่วมให้ความเห็นต่อผลการศึกษาและข้อเสนอแนะเชิงนโยบายของโครงการวิจัยฯ ในการประชุมนำเสนอผลการศึกษาที่ สวรส. ร่วมกับ สถาบันนโยบายสาธารณะ ม.อ. วิทยาเขตหาดใหญ่ จัดขึ้น โดยมีผู้แทนจากหน่วยงานต่าง ๆ ร่วมอภิปราย อาทิ กรมอนามัย สธ. สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ส่วนกลาง/สปสช. เขต 12 สงขลา สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนใต้ (ศอ.บต.) สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนราธิวาส สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดปัตตานี และ อบจ.ปัตตานี เมื่อวันที่ 2 ก.ย. 2569 ที่ผ่านมา ณ โรงแรมแกรนด์ ริชมอนด์ จ.นนทบุรี
ดร.ซอฟียะห์ ในฐานะหัวหน้าโครงการวิจัยฯ เล่าถึงรายละเอียดของการศึกษาวิจัยว่า งานวิจัยแบ่งการศึกษาออกเป็น 4 ระยะ ได้แก่ 1) การศึกษาบริบทและช่องว่างการจัดบริการ 3 ประเด็น (วัคซีนในเด็ก การคัดกรองมะเร็งปากมดลูก และปัญหาทุพโภชนาการในเด็กปฐมวัย) 2) พัฒนาต้นแบบการจัดบริการสุขภาพของ รพ.สต. ถ่ายโอน ผ่านการถอดบทเรียนจาก รพ.สต. ถ่ายโอนที่มีการจัดบริการได้ดี 15 แห่ง 3) ขยายผลโมเดลต้นแบบและปรับใช้ให้เหมาะสมกับบริบทพื้นที่ใน รพ.สต. ถ่ายโอนอีก 15 แห่ง และ 4) สังเคราะห์ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายที่สอดคล้องกับบริบทเฉพาะของพื้นที่
สำหรับระยะที่ 1 จากการศึกษาบริบทและช่องว่าง โดยเริ่มจากบริบทสถานการณ์การถ่ายโอน รพ.สต. ให้ อบจ. โดยจังหวัดยะลาถ่ายโอน 48% นราธิวาส 87% ปัตตานี 100% ส่วนช่องว่างพบว่า การเพิ่มความครอบคลุมวัคซีนเด็กไม่ควรเน้นเฉพาะการจัดหาวัคซีน หรือการให้บริการในสถานบริการ แต่จำเป็นต้องพัฒนาระบบติดตามกลุ่มเป้าหมาย การแจ้งเตือน การจัดบริการเชิงรุก และการออกแบบบริการให้สอดคล้องกับข้อจำกัดด้านเวลา การเดินทาง และความปลอดภัยของพื้นที่ ส่วนเรื่องการคัดกรองมะเร็งปากมดลูก ต้องพัฒนารูปแบบบริการ โดยปรับวิธีการให้บริการให้เหมาะสมกับวิถีชีวิต วัฒนธรรม ความเชื่อ และความสะดวกของประชาชนในพื้นที่ ซึ่งมีแนวทางสำคัญคือ การใช้ทีมบุคลากรผู้หญิงเป็นผู้ให้บริการ การจัดบริการที่เอื้อต่อความเป็นส่วนตัวและความสะดวกของสตรีมุสลิม รวมถึงทำให้ผู้รับบริการสามารถเก็บตัวอย่างสิ่งส่งตรวจได้ตามความพร้อม และประสานกับอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) เพื่อเก็บชุดตรวจในกรณีผู้รับบริการไม่สะดวกรับในสถานบริการ ส่วนเรื่อง การแก้ไขปัญหาทุพโภชนาการ จำเป็นต้องเชื่อมโยงข้อมูลสุขภาพกับการทำงานเชิงรุกในระดับครัวเรือนและชุมชน โดยเฉพาะการค้นหาเด็กกลุ่มเสี่ยง การติดตามต่อเนื่อง และการเยี่ยมบ้าน ซึ่งเป็นกลไกสำคัญที่จะช่วยให้ รพ.สต. สามารถเข้าถึงครอบครัวและบริบทที่มีผลต่อภาวะโภชนาการของเด็กได้มากกว่าการรับบริการที่สถานบริการเพียงอย่างเดียว
ขณะที่ระยะที่ 2 เป็นการสังเคราะห์ข้อค้นพบจาก รพ.สต. ที่มีผลการดำเนินงานที่ดีจำนวน 15 แห่ง จาก อบจ.ปัตตานี อบจ.ยะลา และอบจ.นราธิวาส เพื่อพัฒนาเป็น Best Practice Model ซึ่งพบว่าหัวใจสำคัญคือ การปรับระบบบริการจากการตั้งรับเป็นการทำงานเชิงรุกมากขึ้น การวางแผนบริการตามบริบทพื้นที่โดยใช้ข้อมูลอย่างละเอียด การติดตามกลุ่มเป้าหมาย การทำงานเป็นทีม และการสร้างความร่วมมือระหว่างหน่วยงานและภาคีเครือข่ายในพื้นที่ ซึ่งแต่ละ รพ.สต. สามารถปรับใช้ได้ตามสภาพปัญหา ทรัพยากร และข้อจำกัดของพื้นที่ตัวเอง
“รพ.สต. ทั้ง 15 แห่ง มีการลงพื้นที่ให้บริการเชิงรุกได้อย่างเต็มที่ เพราะทาง อบจ. จะเป็นผู้ประสานงานในพื้นที่ และดูแลรักษาความปลอดภัย เพื่อกรุยทางให้เจ้าหน้าที่ รพ.สต. ได้ลงไปให้บริการ ซึ่งตรงนี้ถือเป็นกลยุทธ์วิธีหนึ่งที่ช่วยได้อย่างดี รวมถึงยังมีการใช้ Data Driven โดยดู baseline เดิมของตัวเอง ว่าเด็กที่ยังไม่ได้รับวัคซีน คนที่ยังไม่ได้รับการคัดกรองมะเร็งปากมดลูก และเด็กที่มีปัญหาเตี้ยแคระแกร็นอยู่ตรงไหนบ้าง จากนั้นทำเป็นแผนที่เดินดินสำหรับลงพื้นที่ไปให้บริการ รวมทั้งมีการนัดหมายกับประชาชนอย่างชัดเจนในการรับบริการ โดยถ้าไม่สะดวกมารับบริการ จะมีการลงพื้นที่เชิงรุก ตลอดจนประสานกับ อสม. และผู้นำศาสนาให้ช่วยทำความเข้าใจกับบางคนที่ปฏิเสธวัคซีน” ดร.ซอฟียะห์ อธิบายเสริม
ในระยะที่ 3 ดร.ซอฟียะห์ บอกว่า ได้มีการขยายผลจากโมเดลต้นแบบแล้วใน รพ.สต. ถ่ายโอน 15 แห่ง รวมแล้วจะมี รพ.สต. ที่ได้ใช้โมเดลต้นแบบรวม 30 แห่ง ซึ่งขณะนี้ รพ.สต. แต่ละแห่งมีการพัฒนาแผนปฏิบัติการ รวมถึงทำโครงการเสนอกองทุนหลักประกันสุขภาพท้องถิ่น/พื้นที่ (กปท.) แล้ว และกำลังเตรียมดำเนินการ ซึ่งหลังจากนี้จะมีการติดตามประเมินผล พร้อมเทียบกับข้อมูลระหว่างการจัดบริการทั้ง 3 เรื่องก่อนถ่ายโอนมายัง อบจ. กับหลังถ่ายโอนมายัง อบจ. และใช้ต้นแบบการจัดบริการสุขภาพที่โครงการวิจัยพัฒนาขึ้น ว่าได้ผลลัพธ์เป็นอย่างไร และจากทั้งหมดจึงนำมาสู่ผลระยะที่ 4 ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเบื้องต้นที่คณะผู้วิจัยได้สังเคราะห์ออกมา ได้แก่ 1) อบจ. และ รพ.สต. ควรร่วมกันวิเคราะห์ปัญหาและกำหนดแผนบริการตามบริบทของแต่ละพื้นที่ โดยพิจารณาปัจจัยด้านความปลอดภัย การเดินทาง วิถีชีวิต วัฒนธรรม และกลุ่มประชากรเปราะบาง 2) จัดให้มีระบบข้อมูลและติดตามกลุ่มเป้าหมายรายบุคคล และพัฒนาระบบทะเบียนกลุ่มเป้าหมายสำหรับวัคซีนเด็ก การคัดกรองมะเร็งปากมดลูก และภาวะโภชนาการเด็ก พร้อมกับมีระบบแจ้งเตือนและติดตามต่อเนื่อง 3) ควรสนับสนุนให้ รพ.สต. มีแผนบริการเชิงรุก และระบบทีมสำหรับพื้นที่เสี่ยง รวมทั้งใช้การเยี่ยมบ้านเป็นกลไกติดตามเด็กที่ได้รับวัคซีนไม่ครบ เด็กที่มีปัญหาทุพโภชนาการ และกลุ่มที่เข้าไม่ถึง 4) การพัฒนารูปแบบบริการคัดกรองมะเร็งปากมดลูกที่สอดคล้องกับบริบทสตรีมุสลิม เช่น การคำนึงถึงความเป็นส่วนตัว ความไว้วางใจ ฯลฯ 5) สร้างกลไกความร่วมมือระหว่าง อบจ. รพ.สต. องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) และชุมชน รวมถึงกำหนดบทบาทและกลไกการทำงานร่วมกันอย่างชัดเจน โดยเฉพาะการใช้ทรัพยากรและงบประมาณจากกองทุนสุขภาพระดับพื้นที่ เพื่อสนับสนุนแผนปฏิบัติการของ รพ.สต. เช่น สภาสันติสุขตำบล คณะกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิตระดับตำบล (พชต.) ฯลฯ 6) การพัฒนาศักยภาพบุคลากรและทีมสุขภาพปฐมภูมิ โดยสนับสนุนทักษะด้านการทำงานเชิงรุก การใช้ข้อมูล การจัดการกลุ่มเป้าหมาย การสื่อสารความเสี่ยง การดูแลแบบพหุวัฒนธรรม และการทำงานร่วมกับชุมชน และ 7) จัดให้มีระบบติดตามและประเมินผลหลังการถ่ายโอน รพ.สต. มายัง อบจ. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรกำหนดตัวชี้วัดร่วมที่สะท้อนทั้งผลลัพธ์สุขภาพและความเข้มแข็งของระบบ เช่น ความครอบคลุมวัคซีน การเข้าถึงการคัดกรองมะเร็งปากมดลูก ภาวะโภชนาการในเด็ก
“หลังจากจบโครงการวิจัยนี้แล้ว วางแผนไว้ว่าในปี 2570 จะทำอีกโครงการวิจัยหนึ่งเป็นเฟส 2 เพื่อติดตามประเมินผลว่ามีการนำต้นแบบที่ถูกพัฒนาขึ้นไปใช้ประโยชน์ หรือขยายผลจริงในพื้นที่ให้ดีขึ้นกว่าเดิมอย่างไรบ้าง โดยจะเทียบข้อมูลว่า จากปี 2565, 2566 และ 2567 ให้บริการได้ประมาณเท่าไหร่ และปี 2569, 2570 และ 2571 มีทิศทางที่ดีขึ้นไหม” ดร.ซอฟียะห์ กล่าว
ผศ.ดร.จรวยพร ศรีศศลักษณ์ รองผู้อำนวยการ สวรส. กล่าวว่า พื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้มีลักษณะเป็นสังคมพหุวัฒนธรรม การดำเนินงานด้านสุขภาพจึงไม่สามารถใช้รูปแบบการจัดบริการเช่นเดียวกับพื้นที่ทั่วไปได้ทั้งหมด แต่จำเป็นต้องออกแบบระบบสุขภาพให้สามารถตอบสนองต่อความหลากหลายทางวัฒนธรรมและศาสนาได้อย่างเหมาะสม บางสถานการณ์ที่เกิดขึ้นใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ ส่งผลกระทบต่อระบบสุขภาพในหลายมิติ โดยเฉพาะด้านกำลังคนทางสุขภาพ เนื่องจากมีบุคลากรทางการแพทย์ลาออกหรือย้ายออกจากพื้นที่ ส่งผลให้การบริหารจัดการและการจัดบริการสุขภาพมีความซับซ้อนและยากลำบากมากยิ่งขึ้น การแก้ไขปัญหาทุพโภชนาการในเด็ก ทั้งภาวะน้ำหนักเกินและภาวะเตี้ย ตลอดจนข้อจำกัดในการเข้าถึงบริการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคหรือวัคซีน รวมถึงการเข้าถึงบริการสุขภาพของสตรี โดยเฉพาะบริการตรวจคัดกรอง ซึ่งจำเป็นต้องคำนึงถึงวิถีชีวิต ความเชื่อ และหลักปฏิบัติทางศาสนาอิสลาม ปัญหาเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงประเด็นสุขภาพรายบุคคล แต่มีความสัมพันธ์กับการเข้าถึงบริการ การจัดบริการสุขภาพ และบริบททางสังคม ซึ่งการถ่ายโอน รพ.สต. ให้ อบจ. ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงสำคัญของระบบสุขภาพ ที่ต้องมีการปรับระบบให้สามารถดำรงอยู่และตอบสนองต่อบริบทของพื้นที่ได้อย่างเหมาะสม รวมถึงข้อจำกัดในการปฏิบัติงานของบุคลากร ที่จำเป็นต้องมีนโยบายสาธารณะที่มีการเชื่อมโยงการทำงานระหว่างหน่วยงานด้านสุขภาพ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ชุมชน และภาคีที่เกี่ยวข้อง
ผศ.ดร.จรวยพร กล่าวต่อว่า หลังจากนี้ คณะผู้วิจัยจะนำข้อเสนอแนะและความคิดเห็นไปพัฒนาข้อเสนอเชิงนโยบาย และเมื่อทุกอย่างเสร็จเรียบร้อย จะมีการนำเสนอข้อมูลต่อผู้เกี่ยวข้องในการกำหนดนโยบาย เช่น อนุกรรมการบริหารภารกิจถ่ายโอนด้านสาธารณสุขให้แก่ อปท. อนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาการถ่ายโอน รพ.สต. ให้แก่ อบจ. ในคณะกรรมาธิการการกระจายอำนาจ การปกครองส่วนท้องถิ่น และการบริหารราชการรูปแบบพิเศษ สภาผู้แทนราษฎร
อนุกรรมาธิการศึกษาการพัฒนาประสิทธิภาพ และความยั่งยืนทางการเงินของโรงพยาบาลรัฐ ในคณะกรรมาธิการการสาธารณสุข วุฒิสภา อนุกรรมาธิการศึกษาโครงสร้างระบบบริหารจัดการด้านการสาธารณสุขของประเทศไทย ในคณะกรรมาธิการการสาธารณสุข สภาผู้แทนราษฎร เพื่อผลักดันให้ผลลัพธ์ที่ได้จากงานวิจัยนำไปสู่การใช้ประโยชน์ได้จริง
ในช่วงที่มีการเปิดให้ผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมให้ความเห็น และข้อเสนอต่อผลการศึกษา และข้อเสนอเชิงนโยบายของโครงการวิจัยนี้ มีความเห็นที่น่าสนใจ เช่น ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายควรกำหนดให้ชัดเจนว่า ทั้งหน่วยงานในระดับนโยบาย และระดับพื้นที่ควรมีการดำเนินการปรับปรุง หรือสนับสนุนการดำเนินการของ รพ.สต. ถ่ายโอนอย่างไรบ้าง เพื่อช่วยแก้ไขปัญหาให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ต้นแบบการจัดระบบบริการสุขภาพของ รพ.สต. ถ่ายโอน ที่ได้จากงานวิจัยในครั้งนี้ ควรเพิ่มการนำเสนอแนวทางที่แตกต่างจากการจัดระบบบริการสุขภาพเดิมตอนที่ รพ.สต. ยังอยู่กับ สธ. เพื่อนำไปสู่การแก้ไขที่ปัญหาที่ดีขึ้น การกำหนดประเด็นปัญหาเรื่องภาวะทุพโภชนาการ ควรมีการกำหนดให้เห็นปัญหาที่ชัดเจน เช่น ปัญหาเตี้ย แคระแกร็น ผอม อ้วน ฯลฯ เพื่อการแก้ปัญหาที่ตรงประเด็นมากขึ้น
...............................
ข้อมูลจาก