4th Floor, National Health Building 88/39 Tiwanon 14 Road Taradkwan, Muang District Nonthaburi 11000
Font Size
-
+
color contrast
C
C
C
Search
เมนู

สวรส.-คณะแพทย์ มช. เปิดบ้านศูนย์วิจัยคลินิก เสริมความร่วมมือรัฐ-เอกชน ยกระดับมาตรฐานวิจัยคลินิกไทยสู่สากล

          นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข และ ดร.ภญ.นพคุณ ธรรมธัชอารี ผู้จัดการงานวิจัยอาวุโส ร่วมประชุมวิชาการเนื่องในโอกาสครบรอบ 4 ปี ศูนย์วิจัยคลินิก คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ที่จัดขึ้นเพื่อส่งเสริมความร่วมมือ ระหว่างเครือข่ายภาครัฐและเอกชน พร้อมทั้งร่วมกันกำหนด Roadmap และตัวชี้วัด เพื่อยกระดับมาตรฐานงานวิจัยคลินิกของประเทศไทยสู่มาตรฐานสากล เมื่อวันที่ 27 ส.ค. 2569 ที่ผ่านมา ณ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ 

          นพ.ศุภกิจ กล่าวช่วงหนึ่งในการบรรยายหัวข้อ The Future of Clinical Trials: Integration Domestic Excellence for International Impact ว่า สวรส. และเครือข่ายที่เกี่ยวข้องได้ร่วมกันพัฒนาระบบนิเวศการวิจัยคลินิก (Clinical Research Ecosystem) เพื่อเสริมสร้างความพร้อมให้แก่ศูนย์วิจัยคลินิกในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข ทั้งด้านระบบและระเบียบการเงิน การพัฒนาศักยภาพบุคลากรด้านการวิจัยคลินิก การบริหารจัดการสัญญาวิจัย ตลอดจนการพัฒนาแพลตฟอร์มสนับสนุนการวิจัย อาทิ TRAiL และ Data Platform ซึ่งอยู่ระหว่างการดำเนินการเพื่อพัฒนาเป็นศูนย์กลางข้อมูลขนาดใหญ่สำหรับสนับสนุนการวิจัยคลินิก

          “หากเปรียบเทียบศูนย์วิจัยคลินิกในสังกัดกระทรวงสาธารณสุขกับศูนย์วิจัยในระดับนานาชาติ ขณะนี้เรายังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการพัฒนา เปรียบเหมือนกำลังอยู่ในวัยหัดเดิน ดังนั้นสิ่งแวดล้อมและระบบสนับสนุนที่ สวรส. พยายามสร้างขึ้น จึงมีเป้าหมายเพื่อเสริมความพร้อมให้ศูนย์วิจัยคลินิกในประเทศไทยสามารถเติบโตและพัฒนาศักยภาพได้อย่างต่อเนื่อง ตลอดจนก้าวทันประเทศเพื่อนบ้านและยกระดับขีดความสามารถของประเทศไทยในการรองรับการวิจัยคลินิกระดับนานาชาติ” ผู้อำนวยการ สวรส. กล่าว

          ด้าน ศ.พญ.ขวัญชนก ยิ้มแต้ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยคลินิกรามาธิบดี คณะแพทย์ศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า ปัจจุบันระยะเวลาในการทำวิจัยคลินิกในประเทศไทยใช้เวลาเฉลี่ยประมาณ 230 วัน ขณะที่ประเทศมาเลเซียใช้เวลาเพียงประมาณ 90 วัน สะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นในการปรับปรุงระบบและลดขั้นตอนกระบวนการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องให้มีความคล่องตัวมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้หากประเทศไทยสามารถ Streamline Process และลดระยะเวลาในการเริ่มต้นการวิจัยได้ จะช่วยเพิ่มความน่าสนใจให้ประเทศไทยเป็นแหล่งดำเนินการวิจัยทางคลินิกสำหรับบริษัทและหน่วยงานจากต่างประเทศ ซึ่งจะนำไปสู่การเพิ่มโอกาสด้านการลงทุนและการพัฒนาเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้องกับการวิจัยทางการแพทย์

          ขณะที่ รศ.(พิเศษ) นพ.สถิตย์ นิรมิตรมหาปัญญา ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและประเมินเทคโนโลยีทางการแพทย์ กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ได้นำเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูลโรงพยาบาลในสังกัดกรมการแพทย์ จำนวน 16 หน่วยงาน โดยประเมินตามกรอบ Six Building Blocks Model พบว่า มีหน่วยงานที่มีความพร้อมในระดับสูงจำนวน 9 แห่ง ซึ่งมีศักยภาพในการพัฒนาเป็นต้นแบบและขยายผลไปยังหน่วยงานอื่น อย่างไรก็ตาม ผลการวิเคราะห์ยังสะท้อนถึงความต้องการระบบสนับสนุนที่สำคัญ ได้แก่ ระบบการเงิน กำลังคน และระบบบริหารจัดการ เพื่อเสริมศักยภาพให้หน่วยงานสามารถทำหน้าที่เป็นแกนนำในการพัฒนาและขยายเครือข่ายการวิจัยคลินิกได้อย่างยั่งยืน

          นอกจากนี้ ศ.พญ.นันทนา กสิตานนท์ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยคลินิก คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้นำคณะผู้บริหารเยี่ยมชมศูนย์วิจัยคลินิก พร้อมแลกเปลี่ยนเรียนรู้เกี่ยวกับระบบการดำเนินงานและการบริหารจัดการศูนย์วิจัย เพื่อนำแนวทางและประสบการณ์ไปประยุกต์ใช้ในการพัฒนาศูนย์วิจัยคลินิกของโรงพยาบาลในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข รวมถึงเครือข่ายศูนย์วิจัยคลินิกที่อยู่ระหว่างการจัดตั้ง

          การสานพลังและความร่วมมือกันในครั้งนี้นับเป็นโอกาสสำคัญในการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ประสบการณ์ และแนวทางการพัฒนาระบบวิจัยคลินิก ตลอดจนสร้างความร่วมมือระหว่างเครือข่าย CRC ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อร่วมกันยกระดับศักยภาพโครงสร้างพื้นฐานด้านการวิจัยคลินิกของประเทศไทย และเพิ่มขีดความสามารถในการรองรับการวิจัยทางการแพทย์ในระดับนานาชาติต่อไป

รูปภาพเพิ่มเติม

แสดงความคิดเห็น

เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้ เราใช้คุกกี้เพื่อให้ท่านได้รับประสบการณ์การใช้งานที่ดีที่สุดบนเว็บไซต์ของเรา โปรดศึกษาเพิ่มเติมที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว
ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

จัดการความเป็นส่วนตัว
คุกกี้ที่มีความจำเป็น
(Strictly Necessary Cookies) เปิดใช้งานตลอด

คุกกี้ประเภทนี้มีความจำเป็นต่อการให้บริการเว็บไซต์ของ สวรส เพื่อให้ท่านสามารถเข้าใช้งานในส่วนต่าง ๆ ของเว็บไซต์ได้ รวมถึงช่วยจดจำข้อมูลที่ท่านเคยให้ไว้ผ่านเว็บไซต์ การปิดการใช้งานคุกกี้ประเภทนี้จะส่งผลให้ท่านไม่สามารถใช้บริการในสาระสำคัญของ สวรส. ซึ่งจำเป็นต้องเรียกใช้คุกกี้ได้