การมีผลบังคับใช้ของ พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568 ตั้งแต่วันที่ 8 พ.ย. 2568 นับเป็นการปฏิรูประบบควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ครั้งสำคัญของไทย เนื่องจากมีการเพิ่มความก้าวหน้าของการควบคุมในหลายประเด็นสำคัญ ซึ่งกฎหมายฉบับเดิมอาจยังคิดไปไม่ถึง ทั้งการขยายนิยามให้ครอบคลุมสื่อยุคใหม่ การคุ้มครองเด็ก เยาวชน และกลุ่มเปราะบาง การกำหนดพื้นที่เวลาการขาย เช่น การเปิดให้ขายได้ตั้งแต่ 11.00-24.00 น. ตลอดจนการเพิ่มบทลงโทษ และความรับผิดชอบทางแพ่งของผู้ประกอบการ
อย่างไรก็ตาม พ.ร.บ.ดังกล่าว ถือเป็นกฎหมายแม่ที่เน้นการระบุในเชิงหลักการภาพใหญ่ที่ควรปฏิบัติ ซึ่งยังต้องการความชัดเจนในการตีความ และทำให้เกิดผลได้จริงในทางปฏิบัติ ด้วยการอาศัยกฎหมายลูกหรือกฎหมายลำดับรอง อันได้แก่ กฎกระทรวง ประกาศ หรือระเบียบปฏิบัติ ฉะนั้น ภายในปี 2569 นี้ จึงเป็นจุดเปลี่ยนผ่านที่สำคัญของการกำหนดทิศทางการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ภายใต้บริบทใหม่
สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) จึงสนับสนุนทุนวิจัยให้เกิดการศึกษาในหัวข้อ “โครงการวิจัยเชิงระบบเพื่อสนับสนุนการจัดทำกฎหมายลำดับรองภายใต้ร่างพระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568” โดยมี รศ.ดร.นพ.พลเทพ วิจิตรคุณากร ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยปัญหาสุรา คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ม.อ.) เป็นหัวหน้าโครงการวิจัย เพื่อพัฒนาข้อเสนอเชิงนโยบายในการออกกฎหมายลำดับรองที่จะช่วยสร้างความเข้าใจที่ตรงกันในทุกภาคส่วนเกี่ยวกับการตีความ อันจะนำไปสู่การบังคับใช้จริงในชีวิตประจำวัน โดยล่าสุดมีการเปิดเผยข้อค้นพบสำคัญของงานวิจัยภายในงานแถลงข่าว “แนวทางการสื่อสาร การให้ข้อมูล การสนับสนุนกิจกรรมสังคม และประชาสัมพันธ์เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ภายใต้เจตนารมณ์กฎหมาย และหลักการคุ้มครองเด็ก เยาวชน และสังคม” ที่จัดขึ้นโดย สวรส. ร่วมกับ คณะแพทยศาสตร์ ม.อ. เมื่อวันที่ 13 ก.ค. 2569 ณ โรงแรมเบสเวสเทิร์น จตุจักร กทม.
รศ.ดร.นพ.พลเทพ กล่าวว่า การศึกษาวิจัยครั้งนี้มีกระบวนการสำคัญ 4 กระบวนการ ได้แก่ 1) การวิเคราะห์ช่องว่างและความแตกต่าง ระหว่าง พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2551 กับฉบับแก้ไข พ.ศ. 2568 เพื่อดูข้อแตกต่าง พร้อมทั้งร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ (สคอ.) ระบุประเด็นที่จำเป็นต้องจัดทำกฎหมายลำดับรอง 2) การสังเคราะห์หลักฐานเชิงวิชาการในประเด็นเหล่านั้น 3) การรับฟังความคิดเห็นจากภาคส่วนต่าง ๆ ในพื้นที่ 4 จังหวัด ได้แก่ ขอนแก่น เชียงราย ฉะเชิงเทรา และ สุราษฎร์ธานี เพื่อดูความเป็นไปได้ในการปฏิบัติจริง และ 4) การจัดทำข้อเสนอสำหรับการยกร่างกฎหมายลำดับรอง
จากการวิเคราะห์ความแตกต่างพบอยู่ 5 ประเด็นสำคัญที่ต้องออกกฎหมายลำดับรองมาเพื่อควบคุม หรือทำให้มีความชัดเจน ได้แก่ 1) การพิจารณาการมีส่วนได้ส่วนเสียของกรรมการ และการมอบอำนาจของคณะกรรมการควบคุมระดับจังหวัด 2) การควบคุมการขายและดื่ม เช่น การตรวจสอบอาการมึนเมา 3) การผ่อนปรนการควบคุมโฆษณาและกิจกรรมทางการตลาด 4) การควบคุมช่วงเวลาและสถานที่การขายและดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และ 5) ระบบบำบัดและเยียวยา ทั้งนี้จากประเด็นสำคัญดังกล่าว ทีมวิจัยจึงนำมาสังเคราะห์กับหลักฐานเชิงวิชาการ โดย รศ.ดร.นพ.พลเทพ เผยข้อค้นพบสำคัญว่า 1) เรื่องการมอบอำนาจให้จังหวัดเป็นผู้ดำเนินการ การมอบอำนาจให้จังหวัดดำเนินการมีประเด็นที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ หากผู้นำจังหวัดให้ความสำคัญกับการป้องกันปัญหาสุขภาพในพื้นที่ การควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ก็มีแนวโน้มดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพ แต่หากให้ความสำคัญกับผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจเป็นหลัก อาจทำให้มาตรการคุ้มครองสุขภาพอ่อนแอลง กฎหมายลำดับรองจึงควรออกแบบให้มี 3 เสาหลักควบคู่กัน ได้แก่ มาตรฐานขั้นต่ำที่ทุกจังหวัดต้องปฏิบัติตาม คู่มือและหลักเกณฑ์ก่อนการมอบอำนาจ และกลไกส่วนกลางในการกำกับติดตาม ตรวจสอบ และทบทวนมติของจังหวัด
2) การตรวจสอบอาการมึนเมา พบว่า ผู้ขายและสถานประกอบการยังขาดการอบรมการประเมินที่เป็นระบบ และร้านค้ารายย่อยมีความกังวลในความคลาดเคลื่อน ความขัดแย้ง และความปลอดภัย จึงทำให้ต้องมีการกำหนดเกณฑ์การสังเกตที่ชัดเจน เข้าใจง่าย และลดความต่างของการใช้ดุลยพินิจ โดยควรมีการอบรมผู้ขายที่เชื่อมกับการออกหรือต่อใบอนุญาต และควรมีการปรับข้อกำหนดประเภทสถานประกอบการ ตลอดจนควรมีการคุ้มครองผู้ขายที่ปฏิเสธโดยสุจริต
3) การผ่อนปรนการควบคุมโฆษณาและกิจกรรมทางการตลาด ซึ่งมีประเด็นที่ควรมีการกำกับควบคุม หรือทำให้ชัดเจน อาทิ ขอบเขตในการตีความข้อมูลข้อเท็จจริงที่ใช้ในการสื่อสาร การนิยามผู้ที่มีชื่อเสียง/อิทธิพลบนสื่อสังคมออนไลน์ ตราเสมือนหรือสิ่งที่มีลักษณะที่อาจทำให้เข้าใจได้ว่าหมายถึงการโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยการพิจารณาตราเสมือน (virtual brand) ไม่ควรดูเฉพาะว่ามีการใช้ชื่อหรือโลโก้ของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์โดยตรงหรือไม่ แต่ต้องพิจารณาองค์ประกอบการสื่อสารทั้งหมด เป็นต้น ส่วนข้อมูลที่ควรสื่อสารได้ ได้แก่ แหล่งกำเนิด วัตถุดิบ ส่วนประกอบ กระบวนการผลิต ปริมาณบรรจุ ปริมาณแอลกอฮอล์ มาตรฐานการผลิต และข้อมูลบนฉลาก โดยต้องไม่มีถ้อยคำอวดอ้างหรือทำให้เกิดความอยากทดลอง สำหรับข้อมูลเกี่ยวกับราคา สถานที่จำหน่าย รสชาติ รางวัล ภาพบรรจุภัณฑ์ หรือเรื่องราวของผลิตภัณฑ์ ควรพิจารณาให้สื่อสารได้เฉพาะภายใต้เงื่อนไข เช่น มีหลักฐานรองรับ มีคำเตือน มีระบบยืนยันอายุ และใช้ช่องทางที่ควบคุมกลุ่มเป้าหมายได้จริง
ในขณะที่การเล่าเรื่องแบรนด์เชิงอารมณ์ การเชื่อมการดื่มกับความสนุก ความสำเร็จ มิตรภาพ กีฬา ดนตรี คอนเสิร์ต ปาร์ตี้ หรือสถานบันเทิง รวมถึงการใช้ผู้มีชื่อเสียง อินฟลูเอนเซอร์ และตราเสมือนเพื่อสร้างภาพจำ ควรได้รับการควบคุมอย่างเข้มงวด โดยเฉพาะเมื่อเผยแพร่ผ่านแพลตฟอร์มที่เด็กและเยาวชนเข้าถึงได้ง่าย ซึ่งผลการศึกษายังเสนอให้กฎหมายลำดับรองกำหนดประเด็นสำคัญอย่างน้อย 6 เรื่องให้ชัดเจน ได้แก่ นิยามของข้อมูลข่าวสาร ความรู้ ประชาสัมพันธ์ เส้นแบ่งระหว่างข้อเท็จจริงกับการจูงใจ หลักเกณฑ์สำหรับผู้มีชื่อเสียงและอินฟลูเอนเซอร์ เงื่อนไขของการสื่อสารทางวิชาการหรือในวงจำกัด แบบตรวจสอบการใช้ตราเสมือน และหลักเกณฑ์สำหรับกิจกรรมเพื่อสังคมที่ต้องไม่กลายเป็นการส่งเสริมแบรนด์หรือการบริโภคโดยอ้อม
4) การควบคุมช่วงเวลาและสถานที่การขายและดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ผลการสำรวจประชากรจำนวน 2,445 คน ผู้ประกอบการ 378 คน และนักท่องเที่ยว 1,238 คนจาก 12 จังหวัดทั่วประเทศ พบว่า ประชาชน 41.4% ไม่เห็นด้วยกับการขยายเวลาขายแอลกอฮอล์ในช่วง 14.00-17.00 น. (เห็นด้วยเพียง 31.3%) รวมถึงมี 43.3% ที่มองว่าจะเกิดผลเสียมากกว่าผลดี ส่วนด้านมุมมองของนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติประมาณ 70% รู้สึกว่าไม่ได้มีผลต่อการตัดสินใจในการมาเที่ยว ขณะที่ผู้ประกอบการ 69.5% มองว่ายอดขายไม่ได้เพิ่มขึ้น มีเพียง 6.9% ที่ยอดขายเพิ่มขึ้น แต่ตรงนี้อาจสะท้อนไม่ได้อย่างตรงไปตรงมา เนื่องจากเศรษฐกิจที่ไม่ดีก็เป็นอีกปัจจัยด้วย เหล่านี้ทำให้ควรมีมาตรการป้องกันแบบต่างประเทศ เช่น การจำกัด 2 ด้าน อย่างทุกจังหวัดหรือเฉพาะจังหวัดท่องเที่ยว การเพิ่มอายุห้ามซื้อเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ การมีระบบประเมินและติดตามผล
5) ระบบบำบัดและเยียวยา พบว่า การบำบัดรักษาของไทยยังมีประสิทธิภาพไม่มากนัก และยังเป็นการยึดโรงพยาบาลเป็นศูนย์กลาง เน้นทำงานเชิงรับ และขาดการเชื่อมต่อกับชุมชนหลังการรักษา ดังนั้นกฎหมายลำดับรองตามมาตรา 33 ของ พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ฯ จะต้องมีการยกระดับให้ชุมชนเป็นฐานของระบบฟื้นฟู ที่รับรองสถานะทางกฎหมายและมีงบประมาณ เพื่อขับเคลื่อนกลไกของชุมชน รวมถึงต้องกำหนดเจ้าภาพให้ชัดเจนในทุกระดับ
ด้าน ผศ.ดร.จรวยพร ศรีศศลักษณ์ รองผู้อำนวยการ สวรส. กล่าวว่า การประกาศใช้ พรบ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ฯ ซึ่งเป็นกฎหมายแม่เป็นเพียงจุดเริ่มต้น ส่วนสิ่งที่จะทำให้เจตนารมณ์ของกฎหมายเกิดผลจริง คือ กฎหมายลำดับรอง หลักเกณฑ์ และเครื่องมือที่ทุกฝ่ายสามารถนำไปปฏิบัติได้อย่างชัดเจนภายใต้มาตรฐานเดียวกัน สวรส. จึงสนับสนุนงานวิจัยเชิงระบบที่ไม่ได้พิจารณาเฉพาะตัวบทกฎหมาย แต่รวบรวมหลักฐานทางวิชาการ ประสบการณ์ของผู้ปฏิบัติงาน และความคิดเห็นของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหลายภาคส่วน เพื่อให้ข้อเสนอมีทั้งความถูกต้อง ความเป็นธรรม และความเป็นไปได้ในการนำไปใช้จริง ซึ่งถ้านิยามและเกณฑ์ไม่ชัดเจน อาจเกิดการตีความต่างกัน ผู้ประกอบการไม่ทราบขอบเขตที่ทำได้ และเจ้าหน้าที่ต้องใช้ดุลพินิจเป็นรายกรณี งานวิจัยจึงมุ่งแปลงหลักการของกฎหมายเป็นแนวปฏิบัติที่ตรวจสอบได้ โดยให้ความสำคัญสูงสุดกับการป้องกันผลกระทบต่อเด็ก เยาวชน และผู้ที่ไม่ดื่มแอลกอฮอล์
ผศ.ดร.จรวยพร กล่าวต่อว่า ข้อเสนอที่ได้จากโครงการวิจัยในครั้งนี้ สวรส. จะส่งต่อให้กับ สคอ. กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข เพื่อให้เสนอต่อคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และคณะกรรมการนโยบายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แห่งชาติ ในการพิจารณาใช้เป็นข้อมูลประกอบการจัดทำกฎหมายลำดับรองทันที โดยไม่ต้องรอให้โครงการวิจัยจบก่อน เพื่อให้เท่าทันกับสถานการณ์ และทยอยดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้อง ข้อเสนอที่จัดทำขึ้นภายใต้โครงการวิจัยนี้ได้ใช้กระบวนการวิชาการเข้าไปสนับสนุนเพื่อให้ได้ร่างกฎหมายลำดับรองเพื่อให้คณะอนุกรรมการด้านกฎหมาย ภายใต้คณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ได้พิจารณาก่อน โดยขณะนี้มีการจัดทำข้อเสนอร่างกฎหมายลำดับรองแล้วทั้งหมด 8 ฉบับ เช่น เกณฑ์ประเมินความมึนเมา สถานที่การจำหน่ายแอลกอฮอล์ การปลดล็อกช่วงเวลาห้ามดื่มแอลกอฮอล์ ฯลฯ
“กระบวนการเหล่านี้จะช่วยให้การออกกฎหมายเพื่อควบคุมเรื่องต่าง ๆ ทำได้เท่าทันกับสถานการณ์ ภายใต้การใช้งานวิชาการมาสนับสนุน ซึ่งมีหลักฐานเชิงประจักษ์ ตลอดจนมีการรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกภาคส่วน เพื่อให้ข้อเสนอกฎหมายลำดับรองที่เกิดจากโครงการวิจัยครั้งนี้ถูกนำไปใช้ได้จริงอย่างเป็นรูปธรรม และสอดรับบริบทความเป็นจริงในสังคม ทั้งเรื่องสิทธิสุขภาพประชาชน สิทธิของผู้บริโภค การประกอบธุรกิจ การทำงานของเจ้าหน้าที่ และการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีการสื่อสาร” รองผู้อำนวยการ สวรส. กล่าว
นอกจากนี้ภายในงานยังมีการจัดเวทีเสวนาในหัวข้อ “การสื่อสารข้อมูลผลิตภัณฑ์ในช่วงเปลี่ยนผ่านกฎหมาย: ทำได้อย่างไรให้ปลอดภัยและไม่กระทบเยาวชน” ซึ่งมีผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายภาคส่วนเข้าร่วมเป็นวิทยากร ได้แก่ น.ส.ชนกธิดา ศิริวัตร รองผู้อำนวยการ สคอ. ผศ.ดร.ศรีรัช ลาภใหญ่ อาจารย์ประจำคณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล รศ.ดร.ภาณุมาศ ขัดเงางาม นักวิชาการอิสระด้านกฎหมายมหาชน และอดีตประธานกรรมการวิชาการด้านนิติศาสตร์มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช และ ผศ.ดร.บุญอยู่ ขอพรประเสริฐ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกริก
อีกทั้งยังมีการเปิดให้ตัวแทนจาก 3 ฝ่าย ประกอบด้วย นายธีรภัทร์ คหะวงศ์ ผู้จัดการเครือข่ายสร้างเสริมสุขภาพเยาวชน (ขสย.) นายชินท์ณภัทร โต๊ะเส็น ประธานสภาเด็กและเยาวชนแห่งประเทศไทย และ อ.ไพศาล ลิ้มสถิตย์ กรรมการบริหารศูนย์กฎหมายและจริยศาสตร์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และภาคีเครือข่ายอื่น ๆ ร่วมสะท้อนข้อกังวลต่อการเข้าถึงของเด็กและเยาวชน และข้อเสนอเพื่อป้องกันเรื่องดังกล่าว ซึ่งมีการหยิบยกหลายประเด็นที่น่าสนใจ อาทิ ควรจะมีการจำกัดสื่อที่ประชาชนทั่วไป เด็กและเยาวชน เข้าถึงง่าย เช่น ป้ายโฆษณา สื่อออนไลน์ โทรทัศน์ ฯลฯ และให้ประชาสัมพันธ์สินค้าในวงจำกัด ควรมีการโฆษณาอย่างตรงไปตรงมา ไม่ใช่การขายน้ำดื่มแต่แฝงไปด้วยบรรยากาศของการดื่มแอลกอฮอล์ ควรมีการบรรจุความรู้และข้อกฎหมายในการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ต่าง ๆ เข้าไปสู่การเรียนการสอนในโรงเรียน