ท่ามกลางความก้าวหน้าของนวัตกรรมและเทคโนโลยีทางการแพทย์ สิ่งที่จะการันตีว่าผลิตภัณฑ์หรือการรักษารูปแบบใหม่ๆ นั้น ปลอดภัยและได้มาตรฐานหรือไม่ คือการวิจัยคลินิก (Clinical Research) ที่มีประสิทธิภาพ เป็นไปตามขั้นตอนสากล รวมถึงผลลัพธ์จากงานวิจัยคลินิก สามารถนำไปใช้ประโยชน์ในการพัฒนาการรักษาผู้ป่วย เนื่องจากเป็นกระบวนการที่มีการพิสูจน์และเปลี่ยนผ่านองค์ความรู้เชิงประจักษ์จากห้องปฏิบัติการสู่การรักษาผู้ป่วยได้จริง นอกจากนี้ การวิจัยคลินิก ยังเป็นส่วนหนึ่งของการเพิ่มโอกาสที่จะสร้างรายได้จากเศรษฐกิจสุขภาพให้กับประเทศ ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงสาธารณสุข คือการดึงดูดการลงทุนทางด้านการวิจัยคลินิก ไม่ว่าจะเป็นการวิจัยด้านการพัฒนายา วัคซีน เทคโนโลยีหรืออุปกรณ์ทางการแพทย์ใหม่ ดังนั้นการขับเคลื่อนเพื่อให้เกิดการเพิ่มจำนวนของศูนย์วิจัยคลินิกที่มีศักยภาพ และสามารถดำเนินการได้ตามมาตรฐานสากล ให้กระจายอยู่ทั่วประเทศ จึงเป็นอีกภารกิจหนึ่งของ สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) ที่รับบทบาทสำคัญในการเป็นแกนหลักขับเคลื่อนการพัฒนาและจัดตั้งเครือข่ายศูนย์วิจัยคลินิกระดับประเทศ และเมื่อวันที่ 5 มิ.ย. 2569 ที่ผ่านมา สวรส. นำโดย นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ ผู้อำนวยการ สวรส. นายสุรัติ ฉัตรไชยาฤกษ์ ผู้จัดการสำนักบริหารกลาง สวรส. พร้อมด้วย ศ.พญ.ขวัญชนก ยิ้มแต้ ผู้เชี่ยวชาญด้านการวิจัยคลินิก คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี ได้ร่วมประชุมหารือการพัฒนาแนวทางการจัดตั้งและบริหารเครือข่ายศูนย์วิจัยคลินิกระดับประเทศ เพื่อกระตุ้น เสริมแรง และชวนมองให้เห็นถึงโอกาส ความสำคัญ และประโยชน์ของงานวิจัยคลินิกที่จะเกิดขึ้นกับผู้ป่วย และโรงพยาบาลที่สามารถจัดตั้งศูนย์วิจัยคลินิกได้ตามมาตรฐาน ณ โรงพยาบาลหาดใหญ่ จ.สงขลา
นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ ผู้อำนวยการ สวรส. กล่าวว่า ในยุคที่เทคโนโลยีทางการแพทย์ก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในกลุ่มยารักษามะเร็งและเครื่องมือแพทย์ การวิจัยคลินิกจึงเป็นด่านสำคัญในการพิสูจน์ประสิทธิภาพและความปลอดภัยก่อนการขึ้นทะเบียน ดังนั้นการมีโครงสร้างพื้นฐานด้านการวิจัยที่เข้มแข็ง จะช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นของบริษัทผู้สนับสนุนฯ (Sponsor) ที่มีต่อประเทศไทยในเรื่องการวิจัยคลินิก และเป็นส่วนสำคัญที่จะช่วยให้คนไทยเข้าถึงยาใหม่ๆ ได้เร็วขึ้น ทั้งนี้เดิมการวิจัยทางคลินิกมักจำกัดอยู่ในโรงเรียนแพทย์ หรือสถาบันการศึกษาต่างๆ แต่ปัจจุบันโรงพยาบาลขนาดใหญ่ของกระทรวงสาธารณสุข อย่างเช่นโรงพยาบาลหาดใหญ่ มีความพร้อมทั้งด้านบุคลากรที่มีความสนใจทางด้านการวิจัยคลินิก และมีจำนวนผู้ป่วยโรคต่างๆ ที่มากพอจะเป็นกลุ่มตัวอย่างของงานวิจัยได้เป็นอย่างดี
นพ.ศุภกิจ กล่าวต่อว่า การวิจัยคลินิกยังช่วยสนับสนุนให้บุคลากทางการแพทย์วิชาชีพต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการวิจัย ยังคงไว้ซึ่งทักษะทางด้านวิชาการ นอกเหนือจากการให้บริการสุขภาพ ตลอดจนยังเป็นช่องทางในการเพิ่มรายได้ให้กับโรงพยาบาลได้อีกทางหนึ่ง หากแต่ระบบนิเวศที่เกี่ยวข้องกับการวิจัยคลินิกยังมีประเด็นสำคัญที่เราต้องช่วยกันขับเคลื่อนเพื่อให้การดำเนินงานของศูนย์วิจัยคลินิกแต่ละแห่งสามารถดำเนินการได้อย่างคล่องตัวและมีประสิทธิภาพ อาทิ การแก้ไขระเบียบเงินบำรุงเพื่อการรับทุนวิจัยจากแหล่งทุนต่างๆ ได้อย่างถูกต้อง ซึ่งขณะนี้ได้มีการหารือกับกรมบัญชีกลางเรียบร้อยแล้ว อยู่ระหว่างการดำเนินการแก้ไขระเบียบฯ การปรับโครงสร้างบุคลากรให้มีตำแหน่งและความก้าวหน้าของบุคลากรด้านการวิจัยที่ชัดเจน เช่น พยาบาลวิจัยหรือพยาบาลคลินิก ฯลฯ นอกจากนี้ การพิจารณาของคณะกรรมการจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์ ควรใช้ระยะเวลาลดลงแต่ยังคงมาตรฐานการวิจัย การปลดล็อกข้อจำกัดต่างๆ เพื่อให้สามารถดำเนินการในเรื่องที่เกี่ยวข้อง เช่น การซื้ออุปกรณ์หรือคุรุภัณฑ์ที่จำเป็นกับการวิจัย การเบิกจ่ายค่าตอบแทนให้กับบุคลากรด้านการวิจัย การสนับสนุนการอบรมเพิ่มพูนความรู้จากต่างประเทศ ฯลฯ ทั้งนี้เพื่อให้แต่ละโรงพยาบาลสามารถบริหารจัดการงบประมาณได้อย่างคล่องตัวและถูกต้องตามกฎหมาย
“การขับเคลื่อน Thailand CRC ในครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญที่จะยกระดับระบบการวิจัยคลินิกของประเทศไทยให้มีศักยภาพ แข่งขันกับต่างประเทศได้ และสามารถดึงเม็ดเงินลงทุนจาก Sponsor มาพัฒนาระบบวิจัยคลินิกให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ผู้ป่วย รวมทั้งพัฒนากลไกสำคัญในการสร้างความมั่นคงทางสุขภาพและขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ ผ่านกระบวนการวิจัยคลินิกที่ทั่วโลกยอมรับ” ผอ.สวรส. ย้ำทิ้งท้าย
นพ.วิโรจน์ โยมเมือง ผู้อำนวยการโรงพยาบาลหาดใหญ่ กล่าวว่า โรงพยาบาลหาดใหญ่มีผู้ป่วยที่เป็นกลุ่มเป้าหมายของงานวิจัยคลินิกจำนวนมาก และมองว่าการพัฒนาระบบโรงพยาบาลเพื่อรองรับการดำเนินงานวิจัยคลินิกจะเป็นโอกาสที่ช่วยยกระดับให้การบริการสุขภาพเป็นเหมือนสินค้าเกรดพรีเมียมที่สามารถคิดต้นทุนทางเศรษฐศาสตร์ได้อย่างครบถ้วน และเพิ่มมูลค่าให้กับบริการสุขภาพได้มากขึ้น โดยเน้นคุณภาพมากกว่าปริมาณ สามารถเพิ่มมูลค่าให้กับการบริการสุขภาพได้ ตลอดจนสามารถนำรายได้จากการวิจัยคลินิกมาหล่อเลี้ยงระบบของโรงพยาบาล รวมถึงพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับบุคลากร
“โรงพยาบาลหาดใหญ่มีต้นทุนบุคลากรทางด้านวิชาการที่เข้มแข็ง และเป็นโรงพยาบาลที่มีการสนับสนุนให้แพทย์ไปศึกษาต่อต่างประเทศสูงเป็นลำดับต้นๆ ของศูนย์แพทยศาสตร์ศึกษาชั้นคลินิก จึงมั่นใจว่าโรงพยาบาลหาดใหญ่ มีความพร้อมในการดำเนินงานด้านการวิจัยคลินิก ซึ่งหาก สวรส. มาช่วยสร้างระบบนิเวศของการวิจัย ก็เปรียบเสมือนการมาช่วยเตรียมปุ๋ย แสง และอุณหภูมิที่เหมาะสม เพื่อให้นักวิจัยของโรงพยาบาลมีโอกาสงอกงามและพัฒนาทางด้านวิชาการได้มากยิ่งขึ้น ซึ่งโอกาสที่ว่า ล้วนเป็นสิ่งที่จะส่งผลให้เกิดประโยชน์กับประชาชน และความมั่นคงของระบบสุขภาพ ผอ.รพ.หาดใหญ่ กล่าว
ทั้งนี้ รพ.หาดใหญ่ มีการจัดตั้งและเปิดศูนย์วิจัยคลินิกอย่างเป็นทางการมาตั้งแต่เดือน เม.ย. 2568 โดยมุ่งเน้นการดำเนินตามมาตรฐาน ICH GCP E6(R3) ซึ่งเป็นมาตรฐานสากล เพื่อยกระดับความเชื่อมั่นและดึงดูดทุนวิจัยระดับนานาชาติ ตลอดจนมีความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานและบุคลากร โดยมีสถานที่ของการดำเนินงานวิจัยคลินิกที่ชัดเจนตามมาตรฐานสากล ประกอบด้วยห้องตรวจ ห้องเก็บยาควบคุมอุณหภูมิ พื้นที่ปฏิบัติการแล็บ และห้องเก็บเอกสารความลับ พร้อมทั้งมีบุคลากรที่ผ่านการอบรมเฉพาะทาง เช่น เภสัชกรวิจัย พยาบาลวิจัย ฯลฯ มีเครือข่ายความร่วมมือที่เข้มแข็ง โดยมีการทำ MOU กับสถาบันการศึกษาและบริษัทวิจัยชั้นนำ เช่น คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น โรงพยาบาลศิริราช (SICRES) รวมถึงบริษัทระดับโลกอย่าง MSD, AstraZeneca, Novo Nordisk เป็นต้น