ชั้น 4 อาคารสุขภาพแห่งชาติ เลขที่ 88/39 ถ.ติวานนท์ 14 ต.ตลาดขวัญ อ.เมือง จ.นนทบุรี 11000
ขนาดตัวอักษร
-
+
ความตัดกันของสี
C
C
C
icon-lang-thภาษาไทย
ค้นหา
เมนู

วิกฤตคนไทยกินโซเดียมเกินเกณฑ์เกือบ 2 เท่า!! สวรส. ชงข้อเสนอจากงานวิจัยสู่การกำหนดนโยบายระดับชาติ คุมเข้มอาหาร-กำหนดเกณฑ์มาตรฐานปริมาณโซเดียม พร้อมชูโมเดลโภชนาการ เน้นอาหารจากพืช-โซเดียมต่ำ ฟื้นฟูผู้ป่วยปลูกถ่ายไต

          การประชุมคณะอนุกรรมการนโยบายการลดบริโภคเกลือและโซเดียมเพื่อลดโรคไม่ติดต่อระดับชาติ ครั้งที่ 1/2569 ณ ห้องประชุม ประเมิน จันทวิมล กรมควบคุมโรค และผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ Cisco WebEx Meeting โดยมี นพ.กฤษฎา หาญบรรเจิด ผู้อำนวยการกองโรคไม่ติดต่อ กรมควบคุมโรค และ ผศ.นพ.สุรศักดิ์ กันตชูเวสศิริ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล เป็นประธานการประชุม ได้มีการนำเสนอความก้าวหน้าและแผนการดำเนินงานขับเคลื่อนเชิงนโยบายลดการบริโภคเกลือโซเดียมเพื่อลดโรคไม่ติดต่อระดับชาติ ปีงบประมาณ 2569 โดยในยุทธศาสตร์ที่ 4 การพัฒนางานวิจัยและองค์ความรู้ และการนำสู่ปฏิบัติ สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) โดย ผศ.ดร.จรวยพร ศรีศศลักษณ์ รองผู้อำนวยการ สวรส. ได้รายงานความก้าวหน้าของงานวิจัย โดยชี้ให้เห็นข้อมูลสถานการณ์สุขภาพคนไทยจากการสำรวจสุขภาพประชาชนไทยโดยการตรวจร่างกายครั้งที่ 7 ที่พบว่าคนไทยบริโภคโซเดียมสูงถึง 3,650 มิลลิกรัมต่อคนต่อวัน ซึ่งสูงกว่าระดับที่องค์การอนามัยโลก (WHO) แนะนำเกือบ 2 เท่า (WHO กำหนดไว้ไม่เกิน 2,000 มิลลิกรัมต่อวัน) ส่งผลให้ตัวเลขผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะโรคความดันโลหิตสูงที่มีจำนวนผู้ป่วยเพิ่มขึ้นถึงประมาณ 4 ล้านคนในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา

          ผศ.ดร.จรวยพร ศรีศศลักษณ์ รองผู้อำนวยการ สวรส. ได้นำเสนอผลการวิจัยสำคัญ 2 เรื่องที่สนับสนุนองค์ความรู้ในการกำหนดนโยบายการลดบริโภคเกลือและโซเดียม เรื่องแรก โครงการสำรวจสุขภาพประชาชนไทยโดยการตรวจร่างกาย ครั้งที่ 7 ประเด็นการเก็บโซเดียมในปัสสาวะ 24 ชม. พบว่า กลุ่มอาหารที่คนไทยได้รับโซเดียมสะสมต่อวันมากที่สุด 3 อันดับแรก ได้แก่ 1) อาหารกึ่งสำเร็จรูป เช่น บะหมี่ โจ๊ก ข้าวต้มกึ่งสำเร็จรูป ฯลฯ สูงถึง 971 มิลลิกรัมต่อคนต่อวัน 2) อาหารพร้อมรับประทาน เช่น อาหารกระป๋อง พิซซ่า ฯลฯ 506 มิลลิกรัมต่อคนต่อวัน 3) เครื่องปรุงรส 215 มิลลิกรัมต่อคนต่อวัน ซึ่งเป็นประเภทอาหารที่ควรมีการกำหนดเกณฑ์มาตรฐานปริมาณโซเดียมอย่างเข้มงวดเป็นลำดับต้นๆ และปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์ไม่ถึง 1 ใน 3 ที่ผ่านเกณฑ์มาตรฐานของ WHO รวมถึงควรมีการติดตามปริมาณโซเดียมในผลิตภัณฑ์อาหารตามระยะเวลาที่สอดคล้องกับการดำเนินงาน เช่น ทุก 3-5 ปี และควรลดปริมาณโซเดียมในอาหารที่รับประทานนอกบ้านควบคู่กับการลดปริมาณโซเดียมในผลิตภัณฑ์อาหาร นอกจากนี้กรมสรรพสามิตอาจพิจารณากำหนดเกณฑ์จัดเก็บภาษีตามปริมาณโซเดียมของผลิตภัณฑ์แต่ละประเภท

          งานวิจัยเรื่องถัดมา โครงการสังเคราะห์นโยบายเรื่องการบริโภคอาหารที่เน้นจำพวกพืชและโซเดียมต่ำในผู้ป่วยปลูกถ่ายไต เนื่องจากผู้ป่วยปลูกถ่ายไตมีความเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือดสูงกว่าประชากรทั่วไป ซึ่งเป็นสาเหตุการเสียชีวิตที่สำคัญ โดยภาวะความดันโลหิตสูงเป็นปัจจัยเสี่ยงที่สามารถปรับเปลี่ยนได้ ซึ่งการบริโภคอาหารที่เน้นพืชและโซเดียมต่ำช่วยลดระดับความดันโลหิตและส่งเสริมสมดุลของจุลินทรีย์ในลำไส้ ทั้งนี้ข้อค้นพบจากงานวิจัยดังกล่าว มีประเด็นที่น่าสนใจ เช่น การบริโภคอาหารที่เน้นพืชและโซเดียมต่ำ มีแนวโน้มช่วยควบคุมความดัน ซึ่งนำไปสู่การลดความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือดในระยะยาวได้ รวมถึงช่วยลดไขมันในเลือดและมวลไขมัน โดยไม่กระทบมวลกล้ามเนื้อ อาหารที่เน้นพืชและโซเดียมต่ำมีความปลอดภัยสำหรับผู้ป่วยปลูกถ่ายไต จึงมีข้อเสนอให้บรรจุรูปแบบอาหารแนว Plant-based Low Sodium เข้าสู่แนวทางเวชปฏิบัติและพัฒนาเป็นทางเลือกโภชนาการสำหรับผู้ป่วยโรคเรื้อรังในอนาคต

          ด้านข้อเสนอแนะจากคณะอนุกรรมการฯ ที่น่าสนใจ เช่น จากตัวอย่างในประเทศญี่ปุ่น การลดปริมาณโซเดียมจาก 14-15 กรัมต่อวัน ลงมาอยู่ที่ 10 กรัมต่อวัน (หรือประมาณ 3,000-4,000 มิลลิกรัมโซเดียม) ต้องใช้เวลาถึง 10 ปี ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าการลดโซเดียมเป็นเรื่องที่ทำได้ยากและต้องใช้เวลา โดยปกติแล้ว อาหารหนึ่งมื้อจะมีโซเดียมเฉลี่ยประมาณ 1,000 มิลลิกรัม หากรับประทานครบ 3 มื้อ ปริมาณโซเดียมจะรวมเป็น 3,000 มิลลิกรัม ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่ WHO กำหนดไว้ที่ 2,000 มิลลิกรัม ดังนั้นการจะลดให้ถึงเกณฑ์ของ WHO อาจต้องพิจารณาบริบทการบริโภคอาหารของคนไทยประกอบด้วย ความยากของการนำนโยบายสู่การปฏิบัติได้จริงคือ พฤติกรรมการบริโภคที่ส่วนใหญ่คุ้นเคยและมีความชอบในอาหารที่มีรสจัดหรือรสแซ่บมากกว่าอาหารรสจืด และผู้ที่มีข้อจำกัดทางเศรษฐกิจ มักจะเลือกรับประทานอาหารที่เข้าถึงง่าย เช่น บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ซึ่งหากรับประทานบ่อยครั้งจะทำให้ได้รับปริมาณโซเดียมเกินมาตรฐาน ดังนั้นความท้าทายคือ การปรับสูตรอาหารอย่างไรให้ยังคงความอร่อย แต่มีโซเดียมลดลง รวมถึงการดำเนินการตามนโยบายการลดบริโภคเกลือและโซเดียม จำเป็นต้องร่วมมือกันทั้งภาคอุตสาหกรรมและภาคประชาชนเพื่อให้เป็นไปในทางเดียวกัน

รูปภาพเพิ่มเติม

แสดงความคิดเห็น

เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้ เราใช้คุกกี้เพื่อให้ท่านได้รับประสบการณ์การใช้งานที่ดีที่สุดบนเว็บไซต์ของเรา โปรดศึกษาเพิ่มเติมที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว
ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

จัดการความเป็นส่วนตัว
คุกกี้ที่มีความจำเป็น
(Strictly Necessary Cookies) เปิดใช้งานตลอด

คุกกี้ประเภทนี้มีความจำเป็นต่อการให้บริการเว็บไซต์ของ สวรส เพื่อให้ท่านสามารถเข้าใช้งานในส่วนต่าง ๆ ของเว็บไซต์ได้ รวมถึงช่วยจดจำข้อมูลที่ท่านเคยให้ไว้ผ่านเว็บไซต์ การปิดการใช้งานคุกกี้ประเภทนี้จะส่งผลให้ท่านไม่สามารถใช้บริการในสาระสำคัญของ สวรส. ซึ่งจำเป็นต้องเรียกใช้คุกกี้ได้