4th Floor, National Health Building 88/39 Tiwanon 14 Road Taradkwan, Muang District Nonthaburi 11000
Font Size
-
+
color contrast
C
C
C
Search
เมนู

‘Digital EMS’ รถพยาบาลมาตรฐานใหม่ โครงสร้างแข็งแรง-ส่งต่อข้อมูลดิจิทัล-เพิ่มความปลอดภัยให้ทุกชีวิต ยกระดับการแพทย์ฉุกเฉินไทยสู่สากล

          ช่วง 3 ปีที่ผ่านมา การประสบอุบัติเหตุของรถพยาบาลในประเทศไทยมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด ทั้งจากสื่อต่าง ๆ ที่หลายคนอาจเห็นเหตุการณ์ลักษณะนี้บ่อยขึ้น รวมถึงข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ก็ยืนยันข้อเท็จจริงดังกล่าวอย่างชัดเจน โดยพบว่า ในช่วงปีงบประมาณ 2567-2569 (ณ เดือน พ.ค. 2569) มีรถพยาบาลประสบอุบัติเหตุถึง 186 ครั้ง ในจำนวนนี้มีผู้เสียชีวิต 26 ราย และบาดเจ็บ 277 ครั้ง ขณะที่หากมองย้อนไปในปีงบประมาณ 2565 มีรถพยาบาลประสบอุบัติเหตุ 21 ครั้ง บาดเจ็บ 57 ราย และเสียชีวิต 1 ราย[1] แม้หากดูในภาพรวมแล้ว อัตราการเสียชีวิตของผู้คนจากการที่รถพยาบาลประสบอุบัติเหตุจะเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณเดือนละ 1 ราย แต่นั่นก็หมายถึงความสูญเสียที่เกิดขึ้น ทั้งกับบุคลากรทางการแพทย์ และผู้ป่วยที่กำลังอยู่ในสถานการณ์ฉุกเฉิน ซึ่งล้วนเป็นชีวิตที่มีคุณค่าทั้งสิ้น อีกทั้งจากอุบัติเหตุเหล่านี้ ยังสะท้อนให้เห็นถึงการออกแบบโครงสร้างของตัวรถและห้องโดยสารที่อาจจะยังไม่มีความปลอดภัยเพียงพอสำหรับผู้ป่วย และผู้ปฏิบัติหน้าที่ที่กำลังช่วยเหลือผู้ป่วย 

          “ถึงที่ผ่านมาจะมีการผลักดันให้เกิดการพัฒนาคุณภาพมาตรฐานรถพยาบาลทั่วประเทศ แต่คุณภาพก็ยังไม่ได้มีความแข็งแรงมาก ส่วนหนึ่งเกิดจากผู้ประกอบการไม่รู้ว่าต้องทำอย่างไร ทั้งที่จริง ๆ มีศักยภาพจะทำได้ แต่เมื่อขาดความรู้เลยทำตามความคุ้นชิน” ดร.ศราวุธ เลิศพลังสันติ รองผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (MTEC) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กล่าว

          ช่องว่างนี้เองที่เป็นแรงผลักดันให้ ดร.ศราวุธ และคณะ เดินหน้าทำการศึกษาวิจัยเพื่อพัฒนามาตรฐานความปลอดภัยของรถพยาบาลฉุกเฉิน ภายใต้ “โครงการพัฒนาและขยายผลแพลตฟอร์มเทคโนโลยีรถบริการการแพทย์ฉุกเฉินรองรับโรคติดเชื้ออุบัติใหม่ ด้วยมาตรฐานความปลอดภัยโครงสร้างรถ ระบบจัดการอากาศและระบบแจ้งฉุกเฉินดิจิทัล” โดยได้รับการสนับสนุนทุนวิจัยจากสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) โดยล่าสุดได้มีการเปิดตัวต้นแบบ พร้อมสาธิตรถพยาบาลมาตรฐานใหม่ ในงานแถลงข่าว Digital EMS: พลิกโฉมรถพยาบาลมาตรฐานใหม่ สู่ระบบการแพทย์ฉุกเฉินดิจิทัล” เมื่อวันที่ 31 ส.ค. 2569 

          ที่ผ่านมา ซึ่งนอกจากผลงานชิ้นนี้จะเป็นส่วนสำคัญในการสนับสนุนการยกระดับความปลอดภัยรถพยาบาลไทยไปสู่มาตรฐานสากลแล้ว ยังเป็นการขับเคลื่อน Digital EMS และระบบดิจิทัลแพลตฟอร์มกลางการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (NDEMS) อีกด้วย

3 จุดสำคัญ ‘มาตรฐานใหม่รถพยาบาล’
          ดร.ศราวุธ อธิบายถึงการศึกษาวิจัยดังกล่าวว่า ผลงานชิ้นนี้เป็นการนำความรู้ด้านวัสดุศาสตร์มาประยุกต์ใช้กับนวัตกรรมวิศวกรรมความปลอดภัยและการจำลองการทดสอบเชิงทำลายด้วยเทคนิคขั้นสูง (Crashworthiness simulation) เพื่อออกแบบโครงสร้างรถพยาบาลให้มีความแข็งแรง ผ่านการทำงานร่วมกับ สพฉ. และผู้ประกอบการรถพยาบาลด้วยการดัดแปลงในประเทศ ภายใต้การคำนึงถึงการผลิตให้สามารถใช้งานได้จริง สำหรับจุดเด่นของต้นแบบรถพยาบาลมาตรฐานใหม่นี้ ประกอบด้วย 1) โครงสร้างความแข็งแรงของรถพยาบาล ทั้งตัวถังและชุดยึดเครื่องมือแพทย์ที่สามารถรองรับการเกิดอุบัติเหตุได้ตามมาตรฐานสากล เช่น มาตรฐาน SAE J3057 ที่เป็นมาตรฐานสำหรับรถพยาบาลฉุกเฉินในต่างประเทศ ซึ่งจะเป็นการจำลองรถพยาบาลในกรณีที่เกิดการพลิกคว่ำ โดยที่โครงสร้างไม่เกิดความเสียหาย รวมถึงผู้ป่วยหรือผู้ที่อยู่ในรถพยาบาล ถ้ามีการคาดเข็มขัดนิรภัยจะยังสามารถอยู่ที่นั่งได้อย่างปลอดภัย 

          “ในการพัฒนาต้นแบบ ทางทีมวิจัยได้ร่วมกับผู้ผลิต โดยใช้แบบการผลิตรถพยาบาลที่ทางผู้ผลิตใช้อยู่มาวิเคราะห์ผ่านการจำลองด้วยการคำนวณ เพื่อประเมินค่าความแข็งแรงของโครงสร้างที่เหมาะสม ก่อนจะพัฒนาโครงสร้างต้นแบบจริง และนำไปทดสอบที่แท่นทดสอบพัฒนาหรือปรับปรุงของทางสถาบันยานยนต์ โดยผ่านการทดสอบเชิงทำลาย ซึ่งสามารถรับแรงกระแทกเหมือนสถานการณ์จริง เพราะถ้าผ่านการทดสอบได้ ก็หมายความว่าสามารถนำไปใช้ผลิตได้อย่างมั่นใจ และประยุกต์ใช้กับรถพยาบาลได้จริง” ดร.ศราวุธ กล่าวเสริม
 
          2) เทคโนโลยีระบบจัดการอากาศภายในรถพยาบาลให้รองรับโรคติดเชื้ออุบัติใหม่ ได้แก่ ระบบสร้างความดันลบ และอุปกรณ์แยกผู้ป่วยตามมาตรฐาน ISO 14644 และ 3) เพิ่มประสิทธิภาพระบบรับแจ้งเหตุฉุกเฉิน โดยบันทึกเหตุการณ์ด้วยเครื่องมือต่าง ๆ อาทิ กล้องติดตามตัว กล้องบนรถ สัญญาณชีพ รวมถึงขั้นตอนการกรอกรายงานปฏิบัติการแพทย์ฉุกเฉิน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการและการส่งต่อข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว

          “ต้นแบบรถพยาบาลที่ทีมวิจัยพัฒนาขึ้น สามารถใช้ได้กับรถพยาบาลทุกแบบ ทั้งที่เป็นรถกระบะ หรือรถตู้ เนื่องจากโครงสร้างด้านในใช้องค์ความรู้ทางวิศวกรรมมาออกแบบ โดยเฉพาะการจับยึดอุปกรณ์ต่าง ๆ ให้มั่นคงและแข็งแรง แต่โครงสร้างด้านนอกอาจมีความแตกต่างกันระหว่างรถกระบะกับรถตู้ ในแง่ของความแข็งแรงและการใช้วัสดุ แต่สิ่งที่เหมือนกันคือการออกแบบที่ผ่านการทดสอบตามมาตรฐานสากลที่สามารถทำเป็นแบบกลางได้” ดร.ศราวุธ กล่าว

          ส่วนต้นทุนในการผลิตที่เพิ่มขึ้นตามโครงสร้างที่มีความแข็งแรงมากขึ้นตามมาตรฐานสากลนั้น ดร.ศราวุธ บอกว่า ต้นทุนเพิ่มขึ้นจากราคาเดิมที่มีการผลิตกันประมาณ 20-30% (ปัจจุบันรถพยาบาลในไทยราคาประมาณ 1-3 ล้านบาท ตามขนาด) ซึ่งค่อนข้างมีความสมเหตุสมผล เนื่องจากเน้นใช้วัสดุที่มีในประเทศอยู่แล้ว และไม่ได้ต้องการวัสดุที่มีความล้ำหน้าเกินไป เพื่อควบคุมต้นทุนให้สามารถนำไปผลิตได้จริง

จ่อออกมาตรการเสริม ดันใช้จริงทั่วประเทศ
          ด้านข้อเสนอเชิงนโยบายที่สำคัญของงานวิจัยชิ้นนี้คือ การเสนอให้ สพฉ. นำแนวทางในการผลิตรถพยาบาลมาตรฐานใหม่นี้ไปออกเป็นประกาศ ระเบียบ หรือคู่มือให้กับผู้ประกอบการทั่วประเทศ ซึ่งเป็นต้นแบบที่สามารถผลิตได้จริง โดยที่ต้นทุนไม่ได้เพิ่มสูงขึ้นจนเกินไป ส่วนผู้ประกอบการรายใดจะพัฒนาต่อยอดไปจากต้นแบบที่งานวิจัยพัฒนาขึ้น ก็สามารถทำได้เช่นกัน 

          “แต่ระหว่างนี้ที่ยังต้องรอ สพฉ. ออกประกาศหรือคู่มือให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) โรงพยาบาลทั้งภาครัฐและเอกชน มูลนิธิ ผู้ประกอบการหรือผู้ผลิตเองก็ตาม สามารถติดต่อมาที่ สวทช. โดย สวทช. จะเป็นตัวกลางในการประสานต่อ รวมถึงนำแบบเชิงวิศวกรรมที่ได้จากงานวิจัยไปถ่ายทอดและขยายผล” รองผู้อำนวยการ MTEC สวทช. กล่าวเพิ่มเติม

          ดร.พิเชษฐ์ หนองช้าง เลขาธิการ สพฉ. กล่าวเสริมว่า หลังจากนี้ สพฉ. จะร่วมกับ สวทช. ออกแบบมาตรการเสริมสำหรับสนับสนุนให้ผู้ประกอบการนำแบบรถพยาบาลมาตรฐานใหม่ไปใช้ในการผลิตมากขึ้น รวมถึงช่วยให้ยังสามารถแข่งขันได้ภายใต้ต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้น เช่น มาตรการทางภาษี เป็นต้น ส่วนหน่วยบริการ ขณะนี้โรงพยาบาลเอกชนหรือโรงพยาบาลโรงเรียนแพทย์เริ่มหันมาใช้นวัตกรรมเหล่านี้มากขึ้นแล้ว ขณะที่โรงพยาบาลสังกัด สธ. เชื่อว่าในอนาคตจะมีการตั้งงบประมาณเพื่อมารองรับในส่วนนี้ ด้านมูลนิธิต่าง ๆ หากเป็นมูลนิธิขนาดใหญ่น่าจะสามารถดำเนินการได้ ส่วนมูลนิธิขนาดเล็กอาจต้องให้รัฐบาลสนับสนุนเรื่องงบประมาณ

สวรส. หนุนวิจัยเฟส 2 จัดกลไกเชิงรุกช่วยขยายผล
          ทพ.จเร วิชาไทย ผู้จัดการงานวิจัย สวรส. กล่าวว่า สำหรับการสนับสนุนทุนวิจัยของ สวรส. ไม่ได้เน้นที่การพัฒนาเทคโนโลยี หากแต่มุ่งเน้นไปที่การพัฒนาเชิงระบบ เพื่อจะได้เห็นข้อมูลว่าในระบบบริการการแพทย์ฉุกเฉินยังต้องมีการพัฒนาระบบเพิ่มเติมอย่างไร เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพกับการให้บริการผู้ป่วยฉุกเฉิน และเน้นให้งานวิจัยที่ถูกพัฒนาขึ้นสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง เช่น การขยายผลให้รถพยาบาลที่มีมาตรฐานมีจำนวนการใช้งานมากขึ้นในระบบบริการ โดย สพฉ. อาจขยับมาตรฐาน เมื่อรถพยาบาลที่หมดอายุการใช้งานแล้ว ควรต้องปรับเป็นรถพยาบาลที่มีมาตรฐานรับรองทั้งหมด นอกจากนี้ควรมีระบบติดตามประเมินผลการใช้งาน ทั้งในแง่ของระบบดิจิทัลและความแข็งแรงของโครงสร้างรถ โดยอาจรวบรวมเป็นเรื่องเล่าเชิงประจักษ์ มาชี้ให้เห็นว่าการมีอยู่ของรถพยาบาลที่มีมาตรฐานนี้ช่วยชีวิตและสร้างความปลอดภัยได้อย่างไรบ้าง ซึ่งเรื่องเล่าเหล่านี้จะช่วยสร้างความน่าเชื่อถือและดึงดูดใจให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำไปใช้ในระบบบริการมากขึ้น ตลอดจนเสนอการสร้างระบบนิเวศกระตุ้นตลาดและเป้าหมายระยะยาว โดยสร้างจุดเชื่อมโยงกับระบบนิเวศอื่น ๆ เช่น สำหรับโรงพยาบาลที่เลือกใช้รถพยาบาลที่ได้มาตรฐานตามเกณฑ์นี้ จะได้รับสิทธิประโยชน์ อาทิ แต้มสะสม หรือได้รับการลดเบี้ยประกันภัย เพื่อเป็นแรงจูงใจให้เกิดการอัปเกรดรถพยาบาล และหันมาใช้งานกันแพร่หลายมากขึ้น โดย สวรส. กำลังพิจารณาที่จะจัดให้มีทีมเดินสายไปตามจังหวัดต่าง ๆ เพื่อพูดคุยกับ อปท. ทั้งองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) และเทศบาล เกี่ยวกับการยกระดับรถพยาบาลมาตรฐานใหม่ เพื่อให้ข้อมูลกับ อปท. ที่สนใจ และอยากลงทุนกับเรื่องนี้ ได้มีการนำรถพยาบาลมาตรฐานใหม่ไปใช้จริง โดยอาจจะขยายผลพื้นที่ละ 1-2 คัน จากนั้นจะมีการติดตามและประเมินผลหลังการใช้ควบคู่ด้วย

          ทพ.จเร ย้ำว่า สวรส. พร้อมให้การสนับสนุนทุนวิจัยในระยะต่อไป เพื่อการขยายผลและส่งเสริมการนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง โดยคาดหวังว่าภายใน 5 ปีข้างหน้า จะมีรถพยาบาลมาตรฐานนี้ใช้งานทั่วประเทศอย่างน้อยครึ่งหนึ่ง ภายใต้แนวคิด ‘ไทยทำ ไทยใช้ ไทยเจริญ’ ตลอดจนมุ่งหวังให้สามารถส่งออกไปจำหน่ายต่างประเทศได้อีกด้วย
............................
ข้อมูลจาก

 

รูปภาพเพิ่มเติม

Comment

เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้ เราใช้คุกกี้เพื่อให้ท่านได้รับประสบการณ์การใช้งานที่ดีที่สุดบนเว็บไซต์ของเรา โปรดศึกษาเพิ่มเติมที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว
ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

จัดการความเป็นส่วนตัว
คุกกี้ที่มีความจำเป็น
(Strictly Necessary Cookies) เปิดใช้งานตลอด

คุกกี้ประเภทนี้มีความจำเป็นต่อการให้บริการเว็บไซต์ของ สวรส เพื่อให้ท่านสามารถเข้าใช้งานในส่วนต่าง ๆ ของเว็บไซต์ได้ รวมถึงช่วยจดจำข้อมูลที่ท่านเคยให้ไว้ผ่านเว็บไซต์ การปิดการใช้งานคุกกี้ประเภทนี้จะส่งผลให้ท่านไม่สามารถใช้บริการในสาระสำคัญของ สวรส. ซึ่งจำเป็นต้องเรียกใช้คุกกี้ได้