4th Floor, National Health Building 88/39 Tiwanon 14 Road Taradkwan, Muang District Nonthaburi 11000
Font Size
-
+
color contrast
C
C
C
Search
เมนู

วิจัยพัฒนาวิธีตรวจวินิจฉัย ‘ไขมันสูงจากพันธุกรรม’ จ่อชงเข้า ‘บัตรทอง’

          จากกระแสการออกกำลังกายที่คึกคักในสังคมปัจจุบัน ประชาชนแต่ละกลุ่มวัยหันมาดูแลสุขภาพ ทั้งด้านการกินและการออกกำลังกายมากขึ้น ทั้งที่เห็นได้จากศิลปินดาราหรือผู้คนใกล้ตัวที่มีพฤติกรรมการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ มีมัดกล้ามเนื้อชัดเจนมากขึ้น และหลายคนอาจคิดว่าผู้คนเหล่านั้นคงจะไม่มีปัญหาไขมันสูงในร่างกายอย่างแน่นอน แต่ทว่าข้อเท็จจริงกลับไม่เป็นเช่นนั้น เพราะไขมันตามร่างกายกับไขมันในหลอดเลือดเป็นคนละเรื่องกัน หลายคนที่มีพฤติกรรมดูแลตัวเองเป็นอย่างดี อาจพบว่ามีระดับคอเลสเตอรอลในเลือดสูงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสาเหตุหนึ่งของระดับคอเลสเตอรอลในเลือดสูงนั้น เกิดจากสาเหตุทาง ‘พันธุกรรม’ ดังนั้นโรคคอเลสเตอรอลสูงในเลือดจึงไม่จำเป็นต้องเกิดจากพฤติกรรมเพียงอย่างเดียว หรือเกิดเฉพาะในคนที่ไม่ดูแลสุขภาพเท่านั้น

          สาเหตุของการที่มีระดับคอเลสเตอรอลในเลือดสูงนั้น หลักๆ มี 2 ส่วน คือ 1) พฤติกรรมและการใช้ชีวิต เช่น กินอาหารที่มีคอเลสเตอรอลหรือไขมันอิ่มตัวสูง และ 2) สาเหตุทางพันธุกรรม ซึ่งความน่ากลัวของโรคคอเลสเตอรอลในเลือดสูงทางพันธุกรรม (Familial Hypercholesterolemia หรือ FH) นั้น คือผู้ที่เป็นมักไม่มีอาการที่ผิดปกติและไม่ทราบว่ามีภาวะนี้ติดตัวมาตั้งแต่เกิด จนกระทั่งมามีอาการในวัยผู้ใหญ่ จุดนี้เองจึงทำให้คนจำนวนไม่น้อยที่กว่าจะรู้ตัวว่าเป็นโรคคอเลสเตอรอลสูงทางพันธุกรรมก็มักล่วงเลยผ่านไปจนอายุมากแล้ว ทั้งที่โรคนี้ทำให้คนเหล่านั้นมีระดับไขมันที่ไม่ดี (low-density lipoprotein-cholesterol: LDL-C) สูงตั้งแต่เกิด แต่คนส่วนใหญ่จะรู้ตัวก็ต่อเมื่อมีอาการตอนอายุ 40-50 ปี การที่มีระดับ LDL-C ในเลือดสูงเป็นเวลานาน และไม่ได้รับการดูแลรักษา ทำให้เกิดโรคของหัวใจและหลอดเลือดตามมา เช่น โรคหลอดเลือดหัวใจอุดตัน หัวใจวายเฉียบพลัน หรือหลอดเลือดสมองตีบ 

          ในเชิงระบาดวิทยา ความชุกของโรคคอเลสเตอรอลในเลือดสูงทางพันธุกรรม อยู่ที่ 1:300 คนต่อประชากร[1] และเป็นโรคทางพันธุกรรมที่ทำให้เกิดโรคหลอดเลือดหัวใจที่ก่อนวัยอันควรที่พบได้บ่อยที่สุด เช่น ในผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด พบว่าในทุกๆ 30 คน จะมีผู้ที่เป็นโรคนี้ 1 คน ยิ่งกว่านั้นหากเป็นผู้ป่วยที่มีอายุน้อย โอกาสจะยิ่งเจอมากขึ้น คือทุก 15 คนที่มีโรคหลอดเลือดหัวใจตั้งแต่อายุน้อย จะเป็นโรคคอเลสเตอรอลในเลือดสูงทางพันธุกรรมนี้ 1 คน 

ในไทยยังสนใจไขมันสูงจากพันธุกรรมน้อย-ระบบตรวจวินิจฉัยยังมีช่องว่าง
          ในประเทศไทย โรคคอเลสเตอรอลในเลือดสูงทางพันธุกรรม ยังมีการรับรู้หรือให้ความสำคัญไม่มากนัก ทั้งในแง่ความตระหนักรู้ และการวินิจฉัยโรคที่ยังไม่มีแนวทางที่เป็นมาตรฐานทั่วโลก ในส่วนของประเทศไทยได้มีการจัดเก็บข้อมูลผู้ป่วยกลุ่มนี้อย่างเป็นระบบเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา ใน Thai FH Registry ซึ่งเกิดขึ้นจากเครือข่าย Thai FH Network ที่เป็นการรวมตัวกันของอายุรแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคต่อมไร้ท่อและโรคหัวใจทั่วประเทศกว่า 21 สถาบัน เพื่อทำทะเบียนผู้ป่วย เก็บข้อมูลทางคลินิกและทางพันธุกรรม ตลอดจนสร้างการรับรู้ของโรคดังกล่าวในสังคมมากขึ้น และอายุรแพทย์ด้านต่อมไร้ท่อที่เป็นผู้ริเริ่มและจัดตั้ง Thai FH Registry นี้ คือ ศ.ดร.นพ.วีรพันธุ์ โขวิฑูรกิจ แพทย์สาขาต่อมไร้ท่อ ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และเป็นนักวิจัยเครือข่ายวิจัยของสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) โดย ศ.ดร.นพ.วีรพันธุ์ ได้ศึกษาวิจัยเพื่อปิดช่องว่างของการวินิจฉัย และการดูแลรักษาผู้ป่วยโรคคอเลสเตอรอลในเลือดสูงทางพันธุกรรม ซึ่งเป็นโครงการวิจัยต่อเนื่องที่ได้รับการสนับสนุนทุนวิจัยจาก สวรส. ภายใต้แผนปฏิบัติการบูรณาการจีโนมิกส์ไทยแลนด์ (Genomics Thailand) พ.ศ. 2563-2567 โดยงานวิจัยได้ศึกษาลักษณะที่แสดงออกทางคลินิกและการเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรมในผู้ป่วยที่เป็นโรคคอเลสเตอรอลในเลือดสูงทางพันธุกรรม ถือเป็นการสร้างองค์ความรู้พื้นฐานที่สำคัญ และเป็นแนวทางการวินิจฉัยโรคคอเลสเตอรอลในเลือดสูงทางพันธุกรรมของไทยในอนาคต เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับการวินิจฉัยและดูแลรักษาอย่างทันท่วงที ป้องกันการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด ซึ่งเป็นสาเหตุอันดับหนึ่งของการเสียชีวิตของคนไทย 

ไขสาเหตุเกิดโรค-พัฒนาแนวทางวินิจฉัย
          ศ.ดร.นพ.วีรพันธุ์ เล่าถึงงานวิจัยว่า การศึกษาลักษณะที่แสดงออกทางคลินิกและลักษณะทางพันธุกรรมในผู้ป่วยที่เป็นโรคคอเลสเตอรอลในเลือดสูงทางพันธุกรรม เป็นงานวิจัยที่มีการศึกษามาอย่างต่อเนื่อง โดยชิ้นแรกเป็นการศึกษาเกี่ยวกับการหนาตัวของเอ็นร้อยหวายที่เกิดจากการสะสมของไขมัน เนื่องจากผู้ป่วยโรคคอเลสเตอรอลในเลือดสูงทางพันธุกรรม มีลักษณะการแสดงออกทางคลินิกที่พิเศษ และแตกต่างจากผู้ป่วยโรคคอเลสเตอรอลในเลือดสูงทั่วไป นั่นก็คือมีไขมันไปสะสมที่เส้นเอ็น โดยพบบ่อยที่เอ็นร้อยหวายบริเวณข้อเท้า นอกจากนี้ ยังทำการศึกษาการวินิจฉัยโรคคอเลสเตอรอลในเลือดสูงทางพันธุกรรม โดยเปรียบเทียบการวัดขนาดของเอ็นร้อยหวาย 3 วิธี คือ 1) การใช้ที่หนีบวัดไขมัน (Skin calipers) 2) เอกซเรย์ และ 3) อัลตราซาวนด์ เพื่อหาแนวทางที่เหมาะสม

          ศ.ดร.นพ.วีรพันธุ์ อธิบายต่อว่า จากการศึกษาวิจัย พบว่าสามารถตอบโจทย์ได้ 2 ส่วน ส่วนแรก คือได้ค่าจุดตัดความหนาของเอ็นร้อยหวายของผู้ป่วยโรคคอเลสเตอรอลทางพันธุกรรมที่สามารถใช้เป็นข้อมูลประกอบการวินิจฉัยโรคนี้ โดยอยู่ที่ 7.9 มม. ในผู้ป่วยชาย และ 7.2 มม. ในผู้ป่วยหญิง ส่วนที่ 2 พบว่าการตรวจความหนาของเอ็นร้อยหวาย สามารถใช้วิธีการเอกซเรย์ทั่วไปธรรมดา ที่ทำได้ทั่วไปในทุกโรงพยาบาล โดยไม่จำเป็นต้องใช้อัลตราซาวนด์ เพราะความไว ความจำเพาะ และความแม่นยำ มีค่าใกล้เคียงกัน[2] 

          ขณะที่งานวิจัยชิ้นที่ 2 เป็นการศึกษาระดับแคลเซียมที่เกาะอยู่บริเวณหลอดเลือดหัวใจ และลิ้นหัวใจเอออร์ติกด้วยวิธีเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ โดยเปรียบเทียบระหว่างผู้ป่วยโรคคอเลสเตอรอลสูงทางพันธุกรรมกับผู้ป่วยโรคคอเลสเตอรอลสูงทั่วไป ซึ่งผลการวิจัยพบว่า ระดับแคลเซียมบริเวณหลอดเลือดหัวใจของผู้ป่วยทั้ง 2 กลุ่มไม่ได้แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ จึงไม่สามารถใช้เป็นข้อมูลประกอบได้ว่าผู้ป่วยคนไหนเป็นโรคคอเลสเตอรอลทางพันธุกรรมหรือไม่ ฉะนั้นงานวิจัยจึงทำให้ทราบว่า ไม่ควรใช้แนวทางดังกล่าวในการตรวจเพื่อวินิจฉัยโรคนี้

          ศ.ดร.นพ.วีรพันธุ์ ให้ข้อมูลงานวิจัยต่อว่า สำหรับงานวิจัยชิ้นที่ 3 เป็นการตรวจหาลักษณะการเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรมด้วยการถอดลำดับสารพันธุกรรม (Next-Generation Sequencing) ในผู้ป่วยโรคคอเลสเตอรอลสูงทางพันธุกรรม เพื่อหาสาเหตุหรือความผิดปกติของยีนที่นำไปสู่การเกิดโรคคอเลสเตอรอลสูงทางพันธุกรรม โดยจากการศึกษาทำให้พบการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ที่หลากหลายที่เป็นสาเหตุของโรค ซึ่งถือเป็นข้อมูลทางพันธุกรรมเกี่ยวกับโรคคอเลสเตอรอลสูงทางพันธุกรรมชุดแรกของคนไทย

ดันสู่สิทธิประโยชน์ ‘บัตรทอง’ 
          จะเห็นได้ว่าจากงานวิจัยทั้ง 3 ชิ้นดังกล่าว ทำให้ทราบลักษณะทางคลินิกและการเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรมของโรคคอเลสเตอรอลสูงทางพันธุกรรมที่เป็นรูปธรรมที่พร้อมนำไปใช้ ซึ่งหวังว่าในอนาคตองค์ความรู้เหล่านี้ จะถูกนำไปใช้จริงในวงกว้าง โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการผลักดันให้การตรวจทางพันธุกรรมในโรคคอเลสเตอรอลสูงทางพันธุกรรม บรรจุเข้าสู่สิทธิประโยชน์ในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง) เพื่อให้คนไทยที่มีความเสี่ยง เข้าถึงการตรวจได้

          อย่างไรก็ตาม ในส่วนของการตรวจทางพันธุกรรม ทีมวิจัยวางแผนที่จะศึกษาต่อยอด เพื่อหาวิธีที่ไม่ซับซ้อน และราคาในการตรวจไม่สูงมากนัก เพื่อให้สามารถใช้จ่ายงบประมาณในระบบบัตรทองอย่างสมเหตุสมผลและมีความคุ้มค่ามากที่สุด เนื่องจากขณะนี้การตรวจหาความผิดปกติทางพันธุกรรมดังกล่าวยังมีราคาสูงประมาณ 2 หมื่นบาทต่อคนต่อครั้ง ซึ่งความผิดปกติที่ตรวจพบกระจายทั่วทั้งยีนที่มีขนาดใหญ่พอสมควร ทำให้ต้องใช้เทคโนโลยีทางการแพทย์ขั้นสูงในการถอดลำดับสารพันธุกรรม (Whole Genome Sequencing) 

          “ถ้าเราตรวจเจอผู้ป่วยที่เป็นโรคคอเลสเตอรอลสูงทางพันธุกรรม (Familial Hypercholesterolemia: FH) หนึ่งคน เราสามารถแนะนำให้ญาติสายตรงของผู้ป่วยทุกคน ควรมารับการตรวจระดับ LDL-C เพื่อแยกว่าใครมีความเสี่ยงที่จะเป็นหรือไม่เป็น และถ้าพบว่าเป็นหรือสงสัยว่าเป็นโรค FH ก็จะทำให้สามารถเข้าสู่กระบวนการดูแลรักษาได้รวดเร็วขึ้น คือกินยาควบคุม LDL-C เพื่อป้องกัน หรือชะลอการเกิดโรคอื่นๆ ที่ร้ายแรงกว่า อย่างเช่นโรคหลอดเลือดหัวใจที่อาจจะตามมาในอนาคต” ศ.ดร.นพ.วีรพันธุ์ กล่าว 
............................

ข้อมูลจาก
[1] Facebook: ThaiFHNetwork 
[2] Radiographic Measurement of the Achilles Tendon for Diagnosis of Familial Hypercholesterolemia. Journal of Clinical Lipidology 2026. Manuscript in press. 

 

รูปภาพเพิ่มเติม
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้ เราใช้คุกกี้เพื่อให้ท่านได้รับประสบการณ์การใช้งานที่ดีที่สุดบนเว็บไซต์ของเรา โปรดศึกษาเพิ่มเติมที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว
ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

จัดการความเป็นส่วนตัว
คุกกี้ที่มีความจำเป็น
(Strictly Necessary Cookies) เปิดใช้งานตลอด

คุกกี้ประเภทนี้มีความจำเป็นต่อการให้บริการเว็บไซต์ของ สวรส เพื่อให้ท่านสามารถเข้าใช้งานในส่วนต่าง ๆ ของเว็บไซต์ได้ รวมถึงช่วยจดจำข้อมูลที่ท่านเคยให้ไว้ผ่านเว็บไซต์ การปิดการใช้งานคุกกี้ประเภทนี้จะส่งผลให้ท่านไม่สามารถใช้บริการในสาระสำคัญของ สวรส. ซึ่งจำเป็นต้องเรียกใช้คุกกี้ได้