4th Floor, National Health Building 88/39 Tiwanon 14 Road Taradkwan, Muang District Nonthaburi 11000
Font Size
-
+
color contrast
C
C
C
Search
เมนู

วิจัยปลดล็อก ‘สุขภาวะทางจิต’ ระดับท้องถิ่น ดัน Sandbox นำร่อง หนุนท้องถิ่นบริหารจัดการ ‘ความสุขชุมชน’ ด้วยตัวเอง

          เมื่อพูดถึงคำว่า “สุขภาพจิต” คนส่วนใหญ่มักนึกถึงภาพของการเจ็บป่วย การเข้าพบจิตแพทย์ หรือปัญหาความรุนแรง แต่ความเป็นจริง “สุขภาวะทางจิต (Mental Wellbeing)” มีมิติที่กว้างกว่านั้นมาก และเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวัน ปากท้อง และสิ่งแวดล้อมรอบตัวเราทุกคน

          สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) จึงร่วมกับ มูลนิธิศูนย์วิชาการสารเสพติด (มศวส.) เปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นต่อผลการศึกษาวิจัยเรื่อง “การพัฒนาและการส่งเสริมความรู้ด้านสุขภาวะทางจิตระดับจังหวัดและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น” เมื่อวันที่ 13 มี.ค. 2569 ณ โรงแรมอัศวิน แกรนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพฯ

          ทพ.จเร วิชาไทย ผู้จัดการงานวิจัย สวรส. กล่าวเปิดเวทีรับฟังความเห็น พร้อมจุดประกายมุมมองที่น่าสนใจว่า ปัจจุบันการดำเนินงานด้านสุขภาพจิตในหลายพื้นที่ยังเน้นไปที่การรักษาตัวโรคเป็นหลัก แต่เมื่อพูดถึงมิติเชิงรุกของเรื่องสุขภาวะทางจิต ซึ่งมีความเชื่อมโยงกับระบบนิเวศทั้งหมดของการใช้ชีวิต กลับพบว่ายังมีการทำงานเรื่องนี้ในระดับพื้นที่ไม่มากนัก

          ทพ.จเร ย้ำถึงหัวใจสำคัญของการพัฒนาระบบสุขภาพว่า เวลาเราลงพื้นที่แล้วเห็นโมเดลการทำงานที่ดี เรามักจะมองว่าเป็นความโชคดี เช่น โชคดีที่มีคนทำงานเหล่านี้อยู่ โชคดีที่มีกลไกบางอย่างอยู่ แต่โจทย์สำคัญคือ เราควรถอดความโชคดีนั้นออกมา และทำให้เป็นเชิงระบบที่เกิดขึ้นในแต่ละพื้นที่ให้ได้ เพื่อไม่ให้สิ่งดีๆ เหล่านี้เป็นแค่ความบังเอิญ 

          ทั้งนี้เพื่อสานต่อโจทย์ดังกล่าว ดร.สมบัติ เหสกุล มูลนิธิศูนย์วิชาการสารเสพติด (มศวส.) เครือข่ายวิจัย สวรส. ได้นำเสนอผลการถอดบทเรียนเพื่อหาทางออกในการเชื่อมต่อช่องว่าง ระหว่างนโยบายส่วนกลางกับการลงมือปฏิบัติจริงในระดับพื้นที่ และนี่คือ 5 ประเด็นไฮไลต์จากวงเสวนาที่ชวนมองมุมใหม่ของการทำงานด้านสุขภาพจิตของสังคมไทย
          • สุขภาพจิต ไม่ใช่แค่เรื่องของสาธารณสุข แต่คือ “ปากท้องและสิ่งแวดล้อม” หนึ่งในข้อค้นพบสำคัญคือ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) มักมองว่างานสุขภาพจิตเป็นหน้าที่ของสาธารณสุข แต่เมื่อลงพื้นที่วิจัยแล้วพบว่า ปัจจัยที่กำหนดสุขภาวะทางจิตของประชาชน ไม่ใช่แค่เรื่องสารเคมีในสมอง แต่คือเศรษฐกิจปากท้อง หนี้สิน ยาเสพติด และสภาพแวดล้อม ทั้งนี้ สุขภาพกายและจิตมีความเชื่อมโยงกับธรรมชาติและโครงสร้างสังคมอย่างแยกไม่ออก การเยียวยาจิตใจจึงอาจทำได้ด้วยการให้สิทธิชุมชนในการจัดการทรัพยากร การเพิ่มพื้นที่สีเขียว และการฟื้นฟูความหมายของคำว่า ‘บ้าน’ ให้เกิดขึ้นอย่างแท้จริง ไม่ใช่มุ่งจัดการแค่เรื่องการรักษาด้วยยา
          • งบประมาณแสนล้าน ทุ่มไปเรื่อง ‘สงเคราะห์’ แต่ยังไปไม่ถึง ‘การสร้างภูมิคุ้มกันใจ’ ข้อมูลที่น่าตกใจจากการวิเคราะห์ของสำนักงบประมาณ รัฐสภา พบว่า ประเทศไทยมีงบประมาณที่เชื่อมโยงกับเรื่องสุขภาวะทางจิตมากถึงหลักแสนล้านบาทต่อปี แต่เมื่อดูรายละเอียดกลับพบว่า งบส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่กับการจัดสวัสดิการและสงเคราะห์ เช่น เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ ในขณะที่งบประมาณเชิงรุกเพื่อการส่งเสริม ป้องกัน หรือการสร้างทักษะให้คนในชุมชนดูแลจิตใจตนเองได้ กลับมีสัดส่วนเพียงไม่ถึง 3%
          • นวัตกรรม AI ช่วยคัดกรอง อุปสรรคใหญ่ของการคัดกรองปัญหาสุขภาพจิตในประเทศไทยคือความเกรงใจและตราบาปทางสังคม คนไทยไม่กล้าตอบแบบสอบถามตามความจริง นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จึงมีแนวคิดพัฒนานวัตกรรม HAPPO AI แอปพลิเคชันที่สามารถวิเคราะห์สุขภาพจิต 13 ภาวะ ผ่านการประมวลผลทางเสียงพูด (Acoustic Analysis) โดยไม่ต้องบันทึกข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่งจะช่วยให้อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) หรือคนในชุมชน คัดกรองผู้ที่มีความเสี่ยงเบื้องต้นได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำมากขึ้น
          • ออกแบบการดูแลด้วยแนวคิด ‘ตัดเสื้อเฉพาะตัว ตามช่วงวัย’ โดยผู้แทนจากพื้นที่นำร่อง อ.โพธิ์ทอง จ.อ่างทอง ได้นำเสนอให้เห็นว่า การจะส่งเสริมสุขภาวะจิตต้องแยกตามกลุ่มวัย เพราะแต่ละช่วงวัยมีชีวิตที่แตกต่างกัน ตัวอย่างเช่น วัยเด็ก เน้นสร้างพื้นที่สีเขียว ห้องเรียนรู้ และโครงการคลายเครียดจากการเรียน วัยแรงงาน เป็นกลุ่มที่ถูกหลงลืมมากที่สุด ท้องถิ่นควรเข้าไปช่วยเรื่องศูนย์แนะนำอาชีพ และลดความเครียดจากหนี้สินและยาเสพติด วัยผู้สูงอายุ สร้างโครงการ ‘ลูกรับจ้าง หลานจำเป็น’ โดยจ้างคนในชุมชนพาผู้สูงอายุไปโรงพยาบาล ช่วยทั้งเศรษฐกิจและลดภาวะโดดเดี่ยวของผู้สูงวัย
          • ทลายไซโล ดัน ‘sandbox’ เปลี่ยน สสอ. เป็นศูนย์วิชาการท้องถิ่น ข้อเสนอทิ้งท้ายจากงานวิจัยนี้คือ การแก้ปัญหาที่โครงสร้าง ปัจจุบันเราใช้ข้อมูลการฆ่าตัวตาย (ตัวชี้วัดปลายทาง) มาขับเคลื่อน แต่การแก้ปัญหาที่ยั่งยืน ควรใช้ ‘ดัชนีชี้วัดความสุขหรือสุขภาวะชุมชน’ ที่เก็บโดยคนในพื้นที่เอง
ดร.สมบัติ เสนอให้มีพื้นที่ sandbox ในระดับอำเภอ โดยปรับบทบาทของสำนักงานสาธารณสุขอำเภอ (สสอ.) ให้เป็นหน่วยวิชาการที่คอยสนับสนุนเครื่องมือและประสานงานแนวราบให้ อปท. รพ.สต. โรงเรียน และชุมชน ลุกขึ้นมาทำงานร่วมกันแบบผสมผสาน 

          เวทีรับฟังความคิดเห็นครั้งนี้ สะท้อนชัดว่า ‘สุขภาวะทางจิตเป็นเรื่องของทุกคน’ และ สวรส. ในฐานะหน่วยงานสนับสนุนการวิจัยระดับประเทศ มุ่งหวังที่จะนำผลจากการศึกษาวิจัยเหล่านี้ไปผลักดันให้เกิดการพัฒนาระบบข้อมูลระดับพื้นที่ และกลไกการทำงานร่วมกันของท้องถิ่น เพื่อเกิดเป็นระบบนิเวศเชิงบวกที่เข้มแข็ง และทำให้คนไทยทุกคนมีคุณภาพชีวิตที่ดีได้อย่างยั่งยืน

รูปภาพเพิ่มเติม
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้ เราใช้คุกกี้เพื่อให้ท่านได้รับประสบการณ์การใช้งานที่ดีที่สุดบนเว็บไซต์ของเรา โปรดศึกษาเพิ่มเติมที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว
ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

จัดการความเป็นส่วนตัว
คุกกี้ที่มีความจำเป็น
(Strictly Necessary Cookies) เปิดใช้งานตลอด

คุกกี้ประเภทนี้มีความจำเป็นต่อการให้บริการเว็บไซต์ของ สวรส เพื่อให้ท่านสามารถเข้าใช้งานในส่วนต่าง ๆ ของเว็บไซต์ได้ รวมถึงช่วยจดจำข้อมูลที่ท่านเคยให้ไว้ผ่านเว็บไซต์ การปิดการใช้งานคุกกี้ประเภทนี้จะส่งผลให้ท่านไม่สามารถใช้บริการในสาระสำคัญของ สวรส. ซึ่งจำเป็นต้องเรียกใช้คุกกี้ได้