สกู๊ปและบทความจากงานวิจัย สวรส. ในรูปแบบบทความที่เข้าใจง่าย
เมื่อพูดถึงคำว่า “สุขภาพจิต” คนส่วนใหญ่มักนึกถึงภาพของการเจ็บป่วย การเข้าพบจิตแพทย์ หรือปัญหาความรุนแรง แต่ความเป็นจริง “สุขภาวะทางจิต (Mental Wellbeing)” มีมิติที่กว้างกว่านั้นมาก และเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวัน ปากท้อง และสิ่งแวดล้อมรอบตัวเราทุกคน
สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) จึงร่วมกับ มูลนิธิศูนย์วิชาการสารเสพติด (มศวส.) เปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นต่อผลการศึกษาวิจัยเรื่อง “การพัฒนาและการส่งเสริมความรู้ด้านสุขภาวะทางจิตระดับจังหวัดและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น” เมื่อวันที่ 13 มี.ค. 2569 ณ โรงแรมอัศวิน แกรนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพฯ
ทพ.จเร วิชาไทย ผู้จัดการงานวิจัย สวรส. กล่าวเปิดเวทีรับฟังความเห็น พร้อมจุดประกายมุมมองที่น่าสนใจว่า ปัจจุบันการดำเนินงานด้านสุขภาพจิตในหลายพื้นที่ยังเน้นไปที่การรักษาตัวโรคเป็นหลัก แต่เมื่อพูดถึงมิติเชิงรุกของเรื่องสุขภาวะทางจิต ซึ่งมีความเชื่อมโยงกับระบบนิเวศทั้งหมดของการใช้ชีวิต กลับพบว่ายังมีการทำงานเรื่องนี้ในระดับพื้นที่ไม่มากนัก
ทพ.จเร ย้ำถึงหัวใจสำคัญของการพัฒนาระบบสุขภาพว่า เวลาเราลงพื้นที่แล้วเห็นโมเดลการทำงานที่ดี เรามักจะมองว่าเป็นความโชคดี เช่น โชคดีที่มีคนทำงานเหล่านี้อยู่ โชคดีที่มีกลไกบางอย่างอยู่ แต่โจทย์สำคัญคือ เราควรถอดความโชคดีนั้นออกมา และทำให้เป็นเชิงระบบที่เกิดขึ้นในแต่ละพื้นที่ให้ได้ เพื่อไม่ให้สิ่งดีๆ เหล่านี้เป็นแค่ความบังเอิญ
ทั้งนี้เพื่อสานต่อโจทย์ดังกล่าว ดร.สมบัติ เหสกุล มูลนิธิศูนย์วิชาการสารเสพติด (มศวส.) เครือข่ายวิจัย สวรส. ได้นำเสนอผลการถอดบทเรียนเพื่อหาทางออกในการเชื่อมต่อช่องว่าง ระหว่างนโยบายส่วนกลางกับการลงมือปฏิบัติจริงในระดับพื้นที่ และนี่คือ 5 ประเด็นไฮไลต์จากวงเสวนาที่ชวนมองมุมใหม่ของการทำงานด้านสุขภาพจิตของสังคมไทย
• สุขภาพจิต ไม่ใช่แค่เรื่องของสาธารณสุข แต่คือ “ปากท้องและสิ่งแวดล้อม” หนึ่งในข้อค้นพบสำคัญคือ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) มักมองว่างานสุขภาพจิตเป็นหน้าที่ของสาธารณสุข แต่เมื่อลงพื้นที่วิจัยแล้วพบว่า ปัจจัยที่กำหนดสุขภาวะทางจิตของประชาชน ไม่ใช่แค่เรื่องสารเคมีในสมอง แต่คือเศรษฐกิจปากท้อง หนี้สิน ยาเสพติด และสภาพแวดล้อม ทั้งนี้ สุขภาพกายและจิตมีความเชื่อมโยงกับธรรมชาติและโครงสร้างสังคมอย่างแยกไม่ออก การเยียวยาจิตใจจึงอาจทำได้ด้วยการให้สิทธิชุมชนในการจัดการทรัพยากร การเพิ่มพื้นที่สีเขียว และการฟื้นฟูความหมายของคำว่า ‘บ้าน’ ให้เกิดขึ้นอย่างแท้จริง ไม่ใช่มุ่งจัดการแค่เรื่องการรักษาด้วยยา
• งบประมาณแสนล้าน ทุ่มไปเรื่อง ‘สงเคราะห์’ แต่ยังไปไม่ถึง ‘การสร้างภูมิคุ้มกันใจ’ ข้อมูลที่น่าตกใจจากการวิเคราะห์ของสำนักงบประมาณ รัฐสภา พบว่า ประเทศไทยมีงบประมาณที่เชื่อมโยงกับเรื่องสุขภาวะทางจิตมากถึงหลักแสนล้านบาทต่อปี แต่เมื่อดูรายละเอียดกลับพบว่า งบส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่กับการจัดสวัสดิการและสงเคราะห์ เช่น เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ ในขณะที่งบประมาณเชิงรุกเพื่อการส่งเสริม ป้องกัน หรือการสร้างทักษะให้คนในชุมชนดูแลจิตใจตนเองได้ กลับมีสัดส่วนเพียงไม่ถึง 3%
• นวัตกรรม AI ช่วยคัดกรอง อุปสรรคใหญ่ของการคัดกรองปัญหาสุขภาพจิตในประเทศไทยคือความเกรงใจและตราบาปทางสังคม คนไทยไม่กล้าตอบแบบสอบถามตามความจริง นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จึงมีแนวคิดพัฒนานวัตกรรม HAPPO AI แอปพลิเคชันที่สามารถวิเคราะห์สุขภาพจิต 13 ภาวะ ผ่านการประมวลผลทางเสียงพูด (Acoustic Analysis) โดยไม่ต้องบันทึกข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่งจะช่วยให้อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) หรือคนในชุมชน คัดกรองผู้ที่มีความเสี่ยงเบื้องต้นได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำมากขึ้น
• ออกแบบการดูแลด้วยแนวคิด ‘ตัดเสื้อเฉพาะตัว ตามช่วงวัย’ โดยผู้แทนจากพื้นที่นำร่อง อ.โพธิ์ทอง จ.อ่างทอง ได้นำเสนอให้เห็นว่า การจะส่งเสริมสุขภาวะจิตต้องแยกตามกลุ่มวัย เพราะแต่ละช่วงวัยมีชีวิตที่แตกต่างกัน ตัวอย่างเช่น วัยเด็ก เน้นสร้างพื้นที่สีเขียว ห้องเรียนรู้ และโครงการคลายเครียดจากการเรียน วัยแรงงาน เป็นกลุ่มที่ถูกหลงลืมมากที่สุด ท้องถิ่นควรเข้าไปช่วยเรื่องศูนย์แนะนำอาชีพ และลดความเครียดจากหนี้สินและยาเสพติด วัยผู้สูงอายุ สร้างโครงการ ‘ลูกรับจ้าง หลานจำเป็น’ โดยจ้างคนในชุมชนพาผู้สูงอายุไปโรงพยาบาล ช่วยทั้งเศรษฐกิจและลดภาวะโดดเดี่ยวของผู้สูงวัย
• ทลายไซโล ดัน ‘sandbox’ เปลี่ยน สสอ. เป็นศูนย์วิชาการท้องถิ่น ข้อเสนอทิ้งท้ายจากงานวิจัยนี้คือ การแก้ปัญหาที่โครงสร้าง ปัจจุบันเราใช้ข้อมูลการฆ่าตัวตาย (ตัวชี้วัดปลายทาง) มาขับเคลื่อน แต่การแก้ปัญหาที่ยั่งยืน ควรใช้ ‘ดัชนีชี้วัดความสุขหรือสุขภาวะชุมชน’ ที่เก็บโดยคนในพื้นที่เอง
ดร.สมบัติ เสนอให้มีพื้นที่ sandbox ในระดับอำเภอ โดยปรับบทบาทของสำนักงานสาธารณสุขอำเภอ (สสอ.) ให้เป็นหน่วยวิชาการที่คอยสนับสนุนเครื่องมือและประสานงานแนวราบให้ อปท. รพ.สต. โรงเรียน และชุมชน ลุกขึ้นมาทำงานร่วมกันแบบผสมผสาน
เวทีรับฟังความคิดเห็นครั้งนี้ สะท้อนชัดว่า ‘สุขภาวะทางจิตเป็นเรื่องของทุกคน’ และ สวรส. ในฐานะหน่วยงานสนับสนุนการวิจัยระดับประเทศ มุ่งหวังที่จะนำผลจากการศึกษาวิจัยเหล่านี้ไปผลักดันให้เกิดการพัฒนาระบบข้อมูลระดับพื้นที่ และกลไกการทำงานร่วมกันของท้องถิ่น เพื่อเกิดเป็นระบบนิเวศเชิงบวกที่เข้มแข็ง และทำให้คนไทยทุกคนมีคุณภาพชีวิตที่ดีได้อย่างยั่งยืน
คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น
คุกกี้ประเภทนี้มีความจำเป็นต่อการให้บริการเว็บไซต์ของ สวรส เพื่อให้ท่านสามารถเข้าใช้งานในส่วนต่าง ๆ ของเว็บไซต์ได้ รวมถึงช่วยจดจำข้อมูลที่ท่านเคยให้ไว้ผ่านเว็บไซต์ การปิดการใช้งานคุกกี้ประเภทนี้จะส่งผลให้ท่านไม่สามารถใช้บริการในสาระสำคัญของ สวรส. ซึ่งจำเป็นต้องเรียกใช้คุกกี้ได้