4th Floor, National Health Building 88/39 Tiwanon 14 Road Taradkwan, Muang District Nonthaburi 11000
Font Size
-
+
color contrast
C
C
C
Search
เมนู

ปั้นเข้ม ‘คู่มือ-หลักสูตร’ อัปเกรดสมรรถนะกำลังคนปฐมภูมิสังกัด อบจ. หลังถ่ายโอน จ่อชง ‘อนุฯ ถ่ายโอน’ เคาะใช้ทั่วประเทศ

          ระยะเวลาเพียง 3 ปีเศษของการปฏิรูประบบบริการสุขภาพปฐมภูมิ ถือว่าสั้นมาก เมื่อเทียบกับระยะเวลาทั้งหมดของการก่อกำเนิดระบบสาธารณสุขมูลฐาน จึงเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ หากการถ่ายโอนภารกิจโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) บิ๊กล็อตที่เริ่มในปีงบประมาณ 2566 (จำนวน 3,263 แห่ง ไปยังองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) 49 แห่ง) จนถึงปัจจุบันในปีงบประมาณ 2569 ซึ่งมีการถ่ายโอนไปแล้ว 4,559 แห่ง ใน 63 จังหวัด[1] จะยังมีช่องว่างที่ต้องพัฒนาต่อไป

          การถ่ายโอน รพ.สต. ในปริมาณเกือบครึ่งหนึ่ง คือราว 45% ของจำนวน รพ.สต. ทั้งหมด 9,877 แห่ง ในระยะเวลาเพียง 3 ปีเศษ ถือว่ารวดเร็วแบบก้าวกระโดด จึงทำให้ท้องถิ่นต้องพลิกบทบาทมาสู่เขตแดนใหม่ นั่นคือการจัดบริการสุขภาพปฐมภูมิ ซึ่งท้องถิ่นอาจไม่คุ้นชินหรือเคยทำมาก่อน รวมถึงการขาดหลักสูตรมาตรฐานในการพัฒนาบุคลากร ซึ่งมีผลต่อคุณภาพบริการในระยะยาว ดังนั้นเพื่อถมช่องว่างในเรื่องดังกล่าว และการพัฒนาความรู้เพื่อนำไปสู่การสร้างเครื่องมือ หลักสูตรต้นแบบ และข้อเสนอเชิงนโยบายในการพัฒนาศักยภาพบุคลากรของกองสาธารณสุข อบจ. และ รพ.สต. สำหรับสนับสนุนบริการปฐมภูมิ สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) จึงได้สนับสนุนทุนวิจัยให้กับ สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) และวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี ขอนแก่น เพื่อจัดทำคู่มือและหลักสูตรพัฒนาสมรรถนะบุคลากรด้านสาธารณสุขภายใต้หน่วยบริการปฐมภูมิสังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัด
 
          ความคืบหน้าล่าสุดภายใต้โครงการวิจัยนี้ คือการจัดประชุมประชาพิจารณ์รับฟังความคิดเห็นข้อเสนอแนะเชิงนโยบายต่อคู่มือและหลักสูตรฯ เพื่อสังเคราะห์ให้มีความสมบูรณ์ที่สุด ก่อนส่งมอบให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำไปใช้ประโยชน์จริง โดยมีผู้เข้าร่วมงานจากหลากหลายหน่วยงานรวมกว่า 100 คน อาทิ ตัวแทนหน่วยงานด้านนโยบายสาธารณสุขและการปกครองท้องถิ่น ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบสุขภาพ การพัฒนากำลังคน และการปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้บริหารองค์การบริหารส่วนจังหวัด/กองสาธารณสุข ผู้แทนองค์การบริหารส่วนจังหวัดจาก 66 จังหวัด ผู้แทนสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดจาก 76 จังหวัด ผู้แทนวิทยาลัยพยาบาลพระบรมราชชนนีจาก 30 จังหวัด บุคลากรสาธารณสุขผู้ปฏิบัติงาน บุคลากรใหม่ในระบบบริการปฐมภูมิ ผู้แทนภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง เป็นต้น ทั้งในรูปแบบ onsite และ online เมื่อวันที่ 13 มี.ค. 2569 ณ โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น แจ้งวัฒนะ กทม.

          ผศ.ดร.แสงดาว จันทร์ดา รองผู้อำนวยการวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี ขอนแก่น หนึ่งในคณะนักวิจัย เครือข่ายวิจัย สวรส. กล่าวถึงรายละเอียดของการศึกษาวิจัยมาจนถึงการพัฒนาเป็นคู่มือและหลักสูตรฯ ตอนหนึ่งว่า คณะนักวิจัยเริ่มต้นศึกษาจากสถานการณ์และช่องว่างการพัฒนาบุคลากรด้านสาธารณสุขใน รพ.สต. หลังการถ่ายโอน ตลอดจนความต้องการในการพัฒนาทักษะต่างๆ โดยได้ลงไปเก็บข้อมูลจริงใน 4 พื้นที่เป้าหมาย (ขอนแก่น แพร่ ปัตตานี สุพรรณบุรี) และพบว่า บุคลากรด้านสาธารณสุขได้รับการพัฒนาลดลงอย่างเห็นได้ชัดหลังถ่ายโอนฯ มายัง อบจ. ทั้งในกลุ่มผู้บริหาร ผู้ปฏิบัติเดิม และบุคลากรใหม่ (ปฏิบัติงานใน รพ.สต. หลังถ่ายโอนมา อบจ. ไม่เกิน 3 ปี) โดยบุคลากรมีความต้องการในการพัฒนาศักยภาพ โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับระเบียบราชการของท้องถิ่น ซึ่งสาเหตุที่เป็นเช่นนั้น เพราะเดิม รพ.สต. สังกัดกระทรวงสาธารณสุข จะมีโรงพยาบาลแม่ข่าย สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) ศูนย์วิชาการของกระทรวงสาธารณสุข คอยสนับสนุนช่วยพัฒนาศักยภาพ แต่เมื่อถ่ายโอนมายัง อบจ. กลไกเหล่านี้ขาดหายไป ขณะเดียวกันท้องถิ่นยังไม่ได้เตรียมความพร้อมในส่วนนี้ และมีข้อจำกัดด้านงบประมาณด้านการพัฒนาบุคลากร ไปจนถึงภาระงานที่เพิ่มขึ้น ไม่สอดคล้องกับการปฏิบัติงาน จึงทำให้ รพ.สต. แต่ละพื้นที่ต้องแก้ปัญหาด้วยการรวมกลุ่มกันเป็นกลุ่มเล็กๆ เพื่อพัฒนาศักยภาพกันเอง

          จากสถานการณ์ที่พบ ทีมวิจัยจึงได้พัฒนาชุดสมรรถนะสำหรับการพัฒนาบุคลากร โดยแบ่งเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ 1) สมรรถนะที่จำเป็นในการทำงานหลังถ่ายโอนภารกิจ (Essential Competency for Change: ECC) เช่น การสร้างระบบและกลไกความร่วมมือกับภาคีเครือข่ายหลังถ่ายโอน การบริหารจัดการเพื่อป้องกันความเสี่ยงในการให้บริการปฐมภูมิภายใต้บริบทใหม่ การมีแนวคิดหรือ mind set ของการให้บริการปฐมภูมิ ฯลฯ 2) สมรรถนะร่วมในการทำงานหลังถ่ายโอนภารกิจ (Advance Care Competency: ACC) หรือการพัฒนาทักษะเกี่ยวกับเรื่องระเบียบกฎหมาย อาทิ ระเบียบพัสดุ ระเบียบการเงิน การเขียนแผนงาน การเขียนโครงการ การเขียนแผนยุทธศาสตร์ และ 3) สมรรถนะเชิงวิชาชีพในการทำงานปฐมภูมิหลังถ่ายโอนภารกิจ (Specific Competency for PHC: SCP) เช่น การให้การพยาบาลปฐมภูมิ การควบคุมและสอบสวนโรค การจัดการภาวะฉุกเฉินด้านสุขภาพในชุมชน ฯลฯ โดยสมรรถนะจำเป็นที่ทั้ง 3 กลุ่มควรได้รับการพัฒนาคือเรื่องการปรับทัศนคติและ mind set ของการทำงานชุมชนและการบริการปฐมภูมิ การคิดเชิงออกแบบ (Design Thinking) ทักษะด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ ข้อมูล และปัญญาประดิษฐ์

          ต่อจากนั้นได้นำมาออกแบบให้เป็นหลักสูตรที่สอดรับกับความต้องการและบริบทของพื้นที่ โดยเป็นรูปแบบการบูรณาการการเรียนรู้ ทั้งในรูปแบบ onsite และ online ภายในระยะเวลาที่เหมาะสม เพื่อไม่ให้กระทบการให้บริการประชาชนของ รพ.สต. ซึ่งในการอบรมมีทั้งการบรรยายเชิงปฏิบัติการ การทดลองทำจริง การแบ่งปันประสบการณ์จากพื้นที่อื่นๆ รวมถึงมีการปฏิบัติงานจริงในหน่วยบริการ โดยหลักสูตรดังกล่าวได้มีการทดลองในพื้นที่ sandbox คือ จ.ขอนแก่น และได้รับผลลัพธ์ที่ดีอย่างชัดเจน เห็นได้จากบุคลากรมีศักยภาพเพิ่มขึ้นในการให้บริการ ทั้งในเชิงทักษะ และกรอบวิธีคิด รวมทั้งยังมีการสร้างเครือข่ายการให้บริการจากการมีสัมพันธภาพระหว่างกันที่ดีขึ้น ซึ่งช่วยให้เกิดการขับเคลื่อนการให้บริการในจังหวัดได้อย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น

          ด้าน ผศ.ดร.จรวยพร ศรีศศลักษณ์ รองผู้อำนวยการ สวรส. ย้ำว่า โจทย์ใหม่ของการพัฒนากำลังคนในระบบบริการปฐมภูมิ ควรเน้นไปที่การพัฒนาทักษะเชิงวิเคราะห์ การใช้ข้อมูลและหลักฐานเชิงประจักษ์ในการแก้ไขปัญหาสุขภาพในพื้นที่ ซึ่งแต่ละพื้นที่จะมีความเฉพาะตามแต่บริบท จึงไม่ควรใช้วิธีการจัดการที่เป็นแบบเดียวกันหรือเหมือนกันทุกเรื่อง นอกจากนี้ยังมีความท้าทายในการดูแลสุขภาพของประชากรในเขตเมืองและเขตชนบทที่แตกต่างกัน และแรงกดดันในการทำงานให้ทันตามเวลาที่ได้รับมอบหมาย ภายใต้ข้อมูลเชิงประจักษ์ของผลลัพธ์ในงานที่ทํา ควบคู่กับประสิทธิภาพในการให้บริการ และประสิทธิผลจากผลลัพธ์ด้านสุขภาพที่สอดคล้องกับเป้าหมายที่กำหนด ดังนั้นการออกแบบระบบกำลังคนสุขภาพปฐมภูมิ ต้องออกแบบเฉพาะพื้นที่ โดยเน้น 3 ปัจจัยเป็นสําคัญ 1) ผู้นำท้องถิ่นที่มีวิสัยทัศน์ 2) บุคลากรปฐมภูมิที่มีศักยภาพ 3) การมีส่วนร่วมของชุมชน ซึ่งเมื่อสามส่วนนี้ทํางานร่วมกัน จะเกิดระบบสุขภาพท้องถิ่นที่ยั่งยืน ซึ่งหลังจากนี้ สวรส. จะนำหลักสูตรและคู่มือที่ได้จากโครงการวิจัยไปนำเสนอต่อที่ประชุมคณะอนุกรรมการบริหารภารกิจถ่ายโอนด้านสาธารณสุขให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มี นายสมพร ใช้บางยาง เป็นประธาน ในเดือน เม.ย. 2569 นี้ เพื่อให้พิจารณาเห็นชอบให้ทาง อบจ. และองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) หรือเทศบาลที่รับการถ่ายโอน รพ.สต. สนับสนุนให้บุคลากรเข้าเรียนตามหลักสูตรดังกล่าว ส่วนการดำเนินการเสนอให้สถาบันพัฒนาบุคลากรท้องถิ่น สถ. เป็นเจ้าภาพรับไปดำเนินการ เพราะตัวหลักสูตรและคู่มือมีรายละเอียดเรียบร้อยแล้ว ทั้งองค์ความรู้ที่สอน จำนวนชั่วโมงที่อบรม รูปแบบการอบรม ฯลฯ ส่วนรายละเอียดอื่นๆ สามารถบูรณาการร่วมกันเพื่อสนับสนุนกันได้ เช่น ผู้ที่สอนอาจจะมีทั้งคนของวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี แต่ถ้าเป็นเรื่องระเบียบบริหารราชการท้องถิ่นก็ให้คนของท้องถิ่นมาสอนได้  

          “หลักสูตรนี้จะช่วยพัฒนาสมรรถนะให้บุคลากรมีศักยภาพที่สามารถหนุนเสริมให้การบริการปฐมภูมิมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเฉพาะการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรค (P&P) เพื่อลดอัตราการเจ็บป่วยของผู้คน เพราะปัจจุบันภาพรวมของประเทศมีค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพเพิ่มขึ้น 5% ต่อปี สูงกว่าการเติบโตทางด้านเศรษฐกิจ ซึ่งเกิดจากอัตราการเจ็บป่วยที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) หากปล่อยแบบนี้ต่อไป ค่าใช้จ่ายจะยิ่งสูงขึ้น และเป็นภาระค่าใช้จ่ายของประเทศ ฉะนั้นถ้าบุคลากรมีองค์ความรู้ ทักษะการให้บริการถูกยกระดับขึ้น มีสมรรถนะในการจัดการเพิ่มขึ้น จะช่วยให้มีการดูแลสุขภาพของประชาชนได้ดีขึ้น และไม่เจ็บป่วยด้วยโรคที่อาจทำให้ค่าใช้จ่ายของประเทศสูงขึ้นได้” รองผู้อำนวยการ สวรส. ระบุ 

          นอกจากนี้ภายในการประชุมมีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับคู่มือและหลักสูตรฯ ที่น่าสนใจ เช่น ควรผลักดันให้การพัฒนาสมรรถนะจากหลักสูตรนี้เชื่อมโยงกับมาตรฐานวิชาชีพ และมีการออกใบรับรองให้ ควรมีการกำหนดกฎระเบียบให้ชัดเจนในการให้บุคลากรใหม่ต้องมีการอบรมหลักสูตรนี้ ส่วนผู้บริหารหรือผู้ปฏิบัติอาจมีการอบรมใหม่ปีละ 1 ครั้ง เพื่อทบทวนความรู้ ส่วนการขับเคลื่อนเพื่อให้เกิดการนำหลักสูตรนี้ไปใช้ประโยชน์จริง หากสถาบันพัฒนาบุคลากรท้องถิ่น กรมส่งเสริมปกครองท้องถิ่น (สถ.) ยังไม่พร้อม อาจประสานกับสถาบันพระบรมราชชนก (สบช.) โดยให้วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี และวิทยาลัยการสาธารณสุขสิรินธรรวมแล้ว 39 แห่งที่กระจายอยู่ทั่วประเทศ ที่พร้อมจะทำงานเชื่อมกับ อบจ. เป็นผู้จัดการอบรมให้

          ทั้งนี้การประชุมดังกล่าว ได้มีการมอบคู่มือและหลักสูตรพัฒนาสมรรถนะบุคลากรด้านสาธารณสุขภายใต้หน่วยบริการปฐมภูมิสังกัด อบจ. ให้กับกรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น สำนักงานคณะกรรมการการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สมาคมสันนิบาตเทศบาลแห่งประเทศไทย สถาบันพัฒนาบุคลากรท้องถิ่น สมาคมองค์การบริหารส่วนจังหวัดแห่งประเทศไทย เพื่อนำไปพิจารณาใช้ประโยชน์และขยายผลต่อไป 
..........................
ข้อมูลจาก

 

รูปภาพเพิ่มเติม
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้ เราใช้คุกกี้เพื่อให้ท่านได้รับประสบการณ์การใช้งานที่ดีที่สุดบนเว็บไซต์ของเรา โปรดศึกษาเพิ่มเติมที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว
ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

จัดการความเป็นส่วนตัว
คุกกี้ที่มีความจำเป็น
(Strictly Necessary Cookies) เปิดใช้งานตลอด

คุกกี้ประเภทนี้มีความจำเป็นต่อการให้บริการเว็บไซต์ของ สวรส เพื่อให้ท่านสามารถเข้าใช้งานในส่วนต่าง ๆ ของเว็บไซต์ได้ รวมถึงช่วยจดจำข้อมูลที่ท่านเคยให้ไว้ผ่านเว็บไซต์ การปิดการใช้งานคุกกี้ประเภทนี้จะส่งผลให้ท่านไม่สามารถใช้บริการในสาระสำคัญของ สวรส. ซึ่งจำเป็นต้องเรียกใช้คุกกี้ได้