สกู๊ปและบทความจากงานวิจัย สวรส. ในรูปแบบบทความที่เข้าใจง่าย
เหรียญมีสองด้าน ข้อเท็จจริงที่ไม่อาจปฏิเสธได้เลย คือโครงการพัฒนาขนาดใหญ่จำนวนไม่น้อย สร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพประชาชน โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่ประเทศต้องพึ่งพาเม็ดเงินลงทุนเพื่อก้าวข้ามกับดักรายได้ปานกลาง ตลอดระยะเวลากว่า 2 ทศวรรษ ประเทศไทยจึงเต็มไปด้วยโครงการพัฒนาน้อยใหญ่ บนความคาดหวังที่จะช่วยกระตุ้นผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ให้สูงขึ้น
แม้ว่าโครงการพัฒนาที่เกิดขึ้นในประเทศจากทั้งทุนไทยและต่างชาติ รวมถึงการลงทุนในประเทศเพื่อนบ้านที่นำมาซึ่งมลพิษข้ามพรมแดนทั้งในอากาศและแหล่งน้ำ จะมีขึ้นอย่างต่อเนื่อง หากแต่สมัชชาสหประชาชาติ เมื่อปี 2565 ได้รับรองให้การเข้าถึงสิ่งแวดล้อมที่สะอาด ดีต่อสุขภาพ และยั่งยืน เป็นสิทธิมนุษยชนสากล[1] รวมทั้งก่อนหน้านั้น ในมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2550 ได้มีการรับรองสิทธิของประชาชนและชุมชน ให้มีสิทธิในการดำรงชีวิตในสิ่งแวดล้อมและสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อสุขภาพได้ และยังบัญญัติให้ประชาชนมีสิทธิร้องขอให้มีการทำการประเมินผลกระทบต่อสุขภาพ (HIA) และเปิดช่องให้ชุมชนสามารถจัดทำ HIA ได้ด้วยตนเอง[2] เพื่อการเรียนรู้ร่วมกันของสังคม หรือที่เรียกว่า “การประเมินผลกระทบด้านสุขภาพโดยชุมชน” หรือ CHIA แต่ในความเป็นจริง สิทธิที่มีของประชาชนและชุมชน จำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนด้านองค์ความรู้และเครื่องมือที่จะเป็นตัวช่วยในการประเมินหรือเฝ้าระวังผลกระทบทางสุขภาพ ตัวอย่างเช่นปัญหาสารพิษปนเปื้อนในแม่น้ำกก จ.เชียงราย ที่ประชาชนและชุมชนควรมีช่องทางเข้าถึงข้อมูลที่ถูกต้องอย่างรวดเร็ว และทันต่อสถานการณ์ เพื่อร่วมออกแบบการรับมือผลกระทบเฉพาะหน้าได้
ดังนั้นการที่จะช่วยให้ชุมชนเข้าถึงข้อมูล มีความรู้ที่ถูกต้องบนฐานทางวิชาการ และมีเครื่องมือในการเฝ้าระวัง ผลกระทบทางสุขภาพ สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) จึงสนับสนุนทุนวิจัยภายใต้โครงการวิจัย “การเสริมสร้างความรอบรู้ด้านอนามัยสิ่งแวดล้อมผ่านการประยุกต์ใช้วิทยาศาสตร์ภาคพลเมืองในกระบวนการเฝ้าระวังผลกระทบทางสุขภาพโดยชุมชน” ที่มุ่งพัฒนากระบวนการสร้างความรอบรู้ด้านอนามัยสิ่งแวดล้อม (Environmental Health Literacy หรือ EHL) และเสริมสร้างศักยภาพของประชาชนในการเฝ้าระวังผลกระทบทางสุขภาพจากสิ่งแวดล้อม โดยใช้แนวคิดวิทยาศาสตร์ภาคพลเมือง (Citizen Science) พร้อมสร้าง “แกนนำอนามัยด้านสิ่งแวดล้อมในชุมชน” ที่จะทำหน้าที่เป็นทีมเฝ้าระวังผลกระทบทางสุขภาพที่มีปัจจัยจากสิ่งแวดล้อมในชุมชน โดยการวิจัยฯ ตั้งต้นศึกษาและพัฒนาองค์ความรู้จากข้อมูลเชิงประจักษ์ใน 3 กรณีศึกษาเป็นสำคัญ 1) กรณีการปนเปื้อนสารหนูและโลหะหนักในแม่นํ้าสาละวิน 2) กรณีมลพิษข้ามแดนจากโรงไฟฟ้าถ่านหินหงสา สปป.ลาว 3) กรณีการประกอบกิจการเหมืองแร่ทองคำของภาคเอกชน และนอกเหนือจากการสร้างเครือข่ายแกนนำอนามัยสิ่งแวดล้อมในชุมชนแล้ว ยังจะมีการสังเคราะห์องค์ความรู้เพื่อให้ได้เป็นข้อเสนอเชิงนโยบาย ทั้งในส่วนของแนวทางการส่งเสริมและสร้างองค์ความรู้ด้านอนามัยสิ่งแวดล้อม การเข้าไปมีส่วนร่วมในกระบวนการตัดสินใจของโครงการต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นในชุมชน โดยทั้งหมดตั้งอยู่บนพื้นฐานของการปกป้องสุขภาพ คุณภาพชีวิต และสิ่งแวดล้อม
นางสาวสมพร เพ็งค่ำ สถาบัน CHIA หัวหน้าโครงการวิจัยฯ กล่าวในการประชุมคณะผู้ทรงคุณวุฒิกำกับทิศทางงานวิจัยฯ ครั้งที่ 1/2569 เมื่อวันที่ 6 มี.ค. 2569 ตอนหนึ่งว่า การสร้างระบบหรือกลไกการเฝ้าระวังโดยชุมชนที่ยั่งยืน ต้องอาศัยศักยภาพของแกนนำที่เป็นคนในชุมชน โดยต้องเป็นคนที่เข้าใจระบบและกลไกการป้องกันในชุมชน งานวิจัยจึงเน้นที่การสร้างความรอบรู้ด้าน EHL เพื่อให้รู้ว่ามลพิษคืออะไร แหล่งกำเนิดมาจากที่ใด เส้นทางการเคลื่อนที่ของมลพิษเป็นอย่างไร และจะมีผลกระทบอย่างไรต่อชุมชน รวมทั้งที่สำคัญคือจะทำอย่างไรเพื่อป้องกันไม่ให้ป่วยจากปัจจัยทางด้านสิ่งแวดล้อม โดยคณะผู้ทรงคุณวุฒิฯ ได้แนะนำถึงการพัฒนางานวิจัย โดยเฉพาะในเรื่องการจัดการคุณภาพ มาตรฐานห้องปฏิบัติการ ตลอดจนการเก็บสิ่งส่งตรวจ โดยแกนนำในชุมชนจะต้องมีความรู้และสามารถปฏิบัติได้ตามเกณฑ์มาตรฐาน เพื่อให้ผลลัพธ์เป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย รวมถึงลดข้อโต้แย้งของข้อมูลว่าประชาชนเก็บสิ่งส่งตรวจได้ถูกต้องหรือไม่ ซึ่งข้อมูลที่ถูกต้องและการดำเนินการอย่างมีมาตรฐาน จะนำไปสู่การใช้เป็นข้อมูลสำคัญในการจัดการป้องกันปัญหาสุขภาพของคนในชุมชน
“งานวิจัยจึงมุ่งเน้นไปที่การสร้างระบบการป้องกันด้านสุขภาพของคนในชุมชนโดยคนในชุมชนเอง เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่สามารถเป็นนักวิทยาศาสตร์ภาคพลเมืองที่สามารถเก็บสิ่งส่งตรวจเป็น รู้ระบบการส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการกับสถาบันการศึกษาในพื้นที่ พร้อมกับแปลผล วิเคราะห์ผลเพื่อนำข้อมูลไปจัดการต่อได้อย่างถูกต้อง และสามารถมีการสื่อสารข้อมูลนั้นต่อสาธารณะอย่างระมัดระวัง ทั้งนี้ปัจจุบันงานวิจัยได้ผ่านระยะแรกไปแล้ว โดยทีมวิจัยได้ร่วมกับภาคีเครือข่ายนักวิชาการออกแบบระบบการจัดการและกลไกการจัดการต่างๆ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ขณะนี้จึงเป็นขั้นตอนของการมุ่งเน้นไปที่การสร้างแกนนำชุมชน เพื่อให้เกิดทีมนักวิทยาศาสตร์ภาคพลเมือง โดยใช้ระบบและกลไกใหม่จากการวิจัยเข้ามาจัดการ ซึ่งเป็นระบบและกลไกที่ประชาชนจะทำงานได้สะดวกมากขึ้นในการใช้เป็นเครื่องมือ และช่องทางในการเฝ้าระวังผลกระทบทางสุขภาพ” หัวหน้าโครงการวิจัยฯ กล่าว
ทพ.จเร วิชาไทย ผู้จัดการงานวิจัย สวรส. ย้ำถึงหัวใจสำคัญ ของงานวิจัยว่า งานวิจัยพยายามปิดช่องว่างของระบบรัฐด้วยการสร้างพลังให้กับประชาชนผ่านความรู้และเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ เพื่อรับมือกับวิกฤตมลพิษที่ไร้พรมแดนและมีความซับซ้อนได้ด้วยตนเอง โดยทีมวิจัยเป็นเพียงผู้สนับสนุนองค์ความรู้ที่ทำให้ประชาชนสามารถเก็บข้อมูลตัวอย่างสิ่งที่ปนเปื้อนจากสิ่งแวดล้อมและมีทักษะการแปลผลได้เองอย่างถูกต้อง รวมถึงรู้วิธีการจัดการหากมีผลกระทบกับสุขภาพ และรู้วิธีป้องกันตนเองเบื้องต้น นอกจากนี้แพลตฟอร์ม C-site ก็เป็นเครื่องมือสำคัญในการบันทึก วิเคราะห์ และแสดงผลข้อมูลเพื่อการเฝ้าระวังฯ ซึ่งองค์ความรู้ทั้งหมดประชาชนสามารถทำได้เอง และทำได้จริง
“มากไปกว่าการสร้างองค์ความรู้คือการทำอย่างไรให้ระบบการเฝ้าระวังด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพสามารถยังคงอยู่ และอยู่ต่อไปได้อย่างยั่งยืน ซึ่งจากการสร้างเครื่องมือ ความเข้าใจ และองค์ความรู้ทั้งหมด ความยั่งยืนอาจถูกตอบด้วยการสร้างแกนนำนักวิทยาศาสตร์ภาคพลเมือง กลุ่มคนที่เราต้องติดอาวุธความรู้ให้มีทักษะ และสามารถเคลื่อนชุมชนให้เกิดการจัดการปัญหาได้ด้วยตนเอง ซึ่งเมื่อภาคประชาชนมีความรู้และมีความเข้มแข็ง จะเป็นฐานสำคัญให้เกิดความยั่งยืน นอกจากนั้นอีกทักษะที่ต้องสร้างให้เกิดขึ้นในกลุ่มแกนนำคือ การเจรจาและสื่อสารกับหน่วยงานภาครัฐในพื้นที่ให้เข้ามามีส่วนร่วมในการสนับสนุนและบูรณาการเครื่องมือ กลไก งบประมาณ เพื่อให้การป้องกันสุขภาพจากปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมมีการดำเนินการต่ออย่างเป็นระบบ และมีความยั่งยืนในเชิงนโยบาย” ทพ.จเร กล่าวย้ำ
.......................
ข้อมูลจาก
[1](https://news.un.org/en/story/2022/07/1123482?fbclid=IwY2xjawQbaY5leHRuA2FlbQIxMABicmlkETFKZEpuWWFZdmd3a0l1STRXc3J0YwZhcHBfaWQQMjIyMDM5MTc4ODIwMDg5MgABHlZd1tl9fjc9N1k9quEHxrlx0DoMUDmS0zyRYjX7LrO5EIU9dRukXTcFsWqd_aem__uIETXJ9MDSG455Uz1Ns-A)
[2](https://old.nationalhealth.or.th/sites/default/files/upload_files/hpp_act_ebook58_08_07_453.pdf)
คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น
คุกกี้ประเภทนี้มีความจำเป็นต่อการให้บริการเว็บไซต์ของ สวรส เพื่อให้ท่านสามารถเข้าใช้งานในส่วนต่าง ๆ ของเว็บไซต์ได้ รวมถึงช่วยจดจำข้อมูลที่ท่านเคยให้ไว้ผ่านเว็บไซต์ การปิดการใช้งานคุกกี้ประเภทนี้จะส่งผลให้ท่านไม่สามารถใช้บริการในสาระสำคัญของ สวรส. ซึ่งจำเป็นต้องเรียกใช้คุกกี้ได้