สกู๊ปและบทความจากงานวิจัย สวรส. ในรูปแบบบทความที่เข้าใจง่าย
ระบบสุขภาพไทยกำลังเผชิญความท้าทายรอบด้านจากสถานการณ์ทั้งภายในประเทศ และระดับโลก ไม่ว่าจะเป็นปัจจัยทางภูมิรัฐศาสตร์ ความเหลื่อมล้ำในระบบหลักประกันสุขภาพ ภาระงบประมาณ ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ความเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ระบาดวิทยา ไปจนถึงโครงสร้างประชากรที่ผกผัน ซึ่งล้วนแล้วแต่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อระบบสุขภาพ โดยภาพสถานการณ์ที่ชัดเจนคือการก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุเร็วกว่าที่คาด และพบอัตราการเกิดน้อยกว่าอัตราการตาย ที่นำมาสู่การเพิ่มขึ้นของทั้งประชากรที่มีภาวะพึ่งพิงและมีภาระโรค โดยเฉพาะโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ที่สัมพันธ์ต่อค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพและงบประมาณของประเทศ
นี่เป็นเพียงตัวอย่างหนึ่งจากหลากหลายปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อระบบสุขภาพไทย ซึ่งหากยังไม่เริ่มรับมือกันตั้งแต่วันนี้ย่อมมีความเสี่ยงที่จะทำให้เกิดผลกระทบต่อระบบสุขภาพ ประชาชน และประเทศในอนาคตอันใกล้อย่างแน่นอน ดังนั้น 8 องค์กรด้านสุขภาพ ภายใต้ชื่อ “ทีมสุขภาพหนึ่งเดียว” ประกอบด้วย กระทรวงสาธารณสุข (กสธ.) สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) สถาบันรับรองคุณภาพสถานพยาบาล (องค์การมหาชน) หรือ สรพ. สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) และสถาบันวัคซีนแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ สวช. จึงอาศัยวาระที่ประเทศไทยกำลังจะมีการเลือกตั้งใหญ่ในวันที่ 8 ก.พ. 2569 นี้ ร่วมกันประมวลและสังเคราะห์องค์ความรู้ ข้อมูลวิชาการ จัดทำเป็นข้อเสนอนโยบายถึงว่าที่รัฐบาล ที่จะเข้ามาทำหน้าที่เพื่อสนับสนุนการรับมือความท้าทายดังกล่าว
นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข เป็นตัวแทนผู้บริหาร 8 องค์กรด้านสุขภาพ แถลงข้อเสนอนโยบายผ่านเวที “เสียงจากองค์กรสุขภาพ เพื่อคนไทยมีอายุยืนยาวอย่างมีสุขภาพดี” ที่จัดขึ้น ณ สัปปายะสภาสถาน อาคารรัฐสภา กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 16 ม.ค. 2569 ที่ผ่านมา โดยมีสาระสำคัญคือ 1. รัฐต้องลงทุนกับระบบข้อมูลสุขภาพที่ต้องครอบคลุมทุกภาคส่วน 2. จัดทำระบบบริการที่รองรับการดูแลผู้สูงอายุให้เจ็บป่วยช้าลง และมีระบบการดูแลระยะยาวไปจนถึงการดูแลระยะท้ายของชีวิต (Long term care and palliative care) ให้ครอบคลุมเพียงพอและรวดเร็ว 3. จำเป็นต้องทบทวนระบบการดูแลตั้งแต่พัฒนาการเด็ก สุขภาพ และสมรรถนะ เพื่อให้เด็กที่เกิดน้อย ต้องไม่ด้อยคุณภาพ 4. ระบบการเงินการคลังสุขภาพต้องทำให้เกิดความยั่งยืนผ่านการลดการจ่ายให้กับบริการที่มีคุณค่าต่ำ (Low Value Care) 5. การพัฒนาระบบสุขภาพปฐมภูมิแบบมีส่วนร่วม ซึ่งเป็นคานงัดสำคัญ เพื่อให้เกิดความเข้มแข็ง โดยให้ความสำคัญกับการลงทุนและมุ่งเน้นการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรค (P&P) ให้มากขึ้น 6. ระบบบริการที่สร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรค ดูแลรักษา และฟื้นฟูสุขภาพ เพื่อรองรับการเจ็บป่วยของประชาชน โดยต้องคำนึงถึงระบบคุณภาพในทุกขั้นตอน ตลอดจนมีการคุ้มครองทั้งแพทย์และผู้ป่วยให้สามารถให้และรับบริการได้อย่างมีคุณภาพและปลอดภัย 7. การยกระดับบริการโดยเฉพาะการแพทย์ขั้นสูง และระบบบริการที่รองรับภัยพิบัติและภาวะฉุกเฉินอย่างทันท่วงที (Public health emergency preparedness) และครอบคลุมเพียงพอจนถึงระดับตำบล 8. ต้องมีมาตรการส่งเสริมอย่างจริงจัง และสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการดูแลสุขภาพตนเอง โดยใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรม รวมถึงการนำแนวคิดเศรษฐศาสตร์พฤติกรรมมาปรับใช้ให้เกิดผล และ 9. ต้องให้ความสำคัญกับกระบวนการนโยบายสาธารณะอย่างมีส่วนร่วม (Participatory Public Policy Process)
“หลักการสำคัญคือรัฐต้องถือว่าการทำให้สุขภาพของประชาชนดีขึ้นไม่ใช่ภาระงบประมาณของประเทศ หากแต่เป็นการลงทุนที่ถูกทิศถูกทาง และจะได้ผลตอบแทนคืนมาอย่างคุ้มค่า พร้อมนำเสนอตัวชี้วัดของระบบสุขภาพที่ทำให้ประชาชนไทยมีอายุยืนยาวอย่างมีสุขภาพดี คือ HALE (Health Adjusted Life Expectancy) โดยแก้ปัญหาด้วยการมองสุขภาพแบบองค์รวม ไม่แยกส่วน และทำให้ทุกองค์กรสุขภาพ ซึ่งมีกระทรวงสาธารณสุขเป็นผู้เล่นหลัก สามารถสานพลังขับเคลื่อนอย่างเป็นเนื้อเดียวกัน นอกจากนี้การจัดทำนโยบายต้องใช้หลักฐานเชิงประจักษ์และการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนเพื่อให้ได้นโยบายที่ดีที่สุด รัฐต้องลงทุนกับระบบข้อมูลสุขภาพและเครื่องมือทางวิชาการ เช่น การสำรวจสุขภาพประชาชนไทยโดยการตรวจร่างกาย การศึกษาภาระโรค (Burden of Disease: BOD) แม้ว่าจะลงทุนสูง แต่ทำให้ได้ข้อมูล สถานการณ์ แนวโน้ม ปัจจัยที่ทำให้เกิดปัญหา เพื่อนำไปวางแผนในการแก้ปัญหาได้อย่างตรงจุด” นพ.ศุภกิจ ระบุ
นพ.ศุภกิจ กล่าวภายหลังแถลงข้อเสนอนโยบายเพิ่มเติมว่า วันนี้เป็นเพียงกรอบทิศทางข้อเสนอเชิงนโยบายที่ว่าที่รัฐบาลใหม่ควรจะดำเนินการ โดยหลังจากนี้ สวรส. จะมีการทำงานร่วมกับกระทรวงสาธารณสุข และอีก 6 องค์กรสุขภาพ ในการพัฒนาข้อเสนอเหล่านี้ให้เป็นรูปธรรมและมีความแหลมคม แบบที่ชี้ชัดถึงบทบาทว่าใครควรทำอะไร อย่างไร เพื่อให้นำไปใช้จริงได้เลย และสามารถบรรลุเป้าหมายตามกรอบทิศทางเชิงนโยบายที่ร่วมกันแถลงการณ์ในวันนี้ และหลังจากนั้นจะมีการกำกับ ติดตาม และประเมินผลนโยบายเหล่านั้นด้วย
“การแก้ปัญหาในบางเรื่องลำพังคนทำงานแก้ฝ่ายเดียวไม่ได้ ต้องมีรัฐบาลที่เป็นฝ่ายนโยบายเคาะตัดสินใจเดินหน้าด้วย เช่น มีการเสนอว่า ควรมีการลดภาษีให้คนที่ไม่เจ็บป่วย ซึ่งเรื่องนี้องค์กรด้านสุขภาพ ไม่สามารถกำหนดนโยบายของประเทศเองได้ ฉะนั้นเพื่อให้คนไทยมีสุขภาพดีอย่างยืนยาว และระบบมีความมั่นคงยั่งยืน องค์กรด้านสุขภาพจึงมาร่วมกันจัดทำเป็นชุดข้อเสนอเชิงนโยบายส่งถึงรัฐบาลใหม่” ผู้อำนวยการ สวรส. ระบุ
ผู้อำนวยการ สวรส. กล่าวต่อไปว่า หลังจากนี้ สวรส. จะมีการสนับสนุนงบประมาณให้เกิดการวิจัยในประเด็นตามกรอบข้อเสนอครั้งนี้ เพื่อสนับสนุนการพัฒนาข้อเสนอเชิงนโยบายที่มาจากข้อมูลงานวิจัยหรือหลักฐานเชิงประจักษ์ที่ว่าด้วยหลักทางวิชาการ เช่น การพัฒนาระบบข้อมูลสุขภาพกลาง ระบบการดูแลผู้สูงอายุระยะยาวที่มีภาวะพึ่งพิง ระบบการดูแลสุขภาพและพัฒนาเด็ก การควบคุมและป้องกันโรค NCDs ฯลฯ ตลอดจนใช้องค์ความรู้ในการปิดช่องว่างต่างๆ ในระบบสุขภาพไปพร้อมกัน
“ปัญหาเหล่านี้เป็นสิ่งที่รอไม่ได้ อย่าง NCDs เป็นโรคที่บั่นทอนสุขภาพคนไทยให้เสียหายมากเป็นอันดับต้นๆ โดยนอกจากจะทำให้เสียชีวิตก่อนวัยอันควรแล้ว ยังทำให้เกิดความพิการจากความเจ็บป่วยเรื้อรัง ที่สำคัญถ้าจัดการโรคแทรกซ้อนเหล่านี้ได้ไม่ดี จะทำให้เป็นภาระค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพของประเทศอีกมหาศาล โดยมีการคาดการณ์ว่าถ้าหากยังแก้ปัญหาได้ไม่ดี จะมีผู้ป่วยที่ต้องฟอกไตเพิ่มขึ้นอีก 4-5 เท่าในเวลา 10 ปี ซึ่งค่าใช้จ่ายจะสูงขึ้นมาก” นพ.ศุภกิจ ขยายความ
อย่างไรก็ดี สวรส. จะเน้นหนักไปที่เรื่องการทำระบบข้อมูลสุขภาพกลางที่ทุกหน่วยงานสามารถเข้าถึง และนำไปใช้ประโยชน์ต่อได้ โดยเฉพาะในระดับนโยบายขององค์กรทางสุขภาพต่างๆ เพราะจะเป็นฐานสำคัญที่จะช่วยให้นโยบายมีประสิทธิภาพ จากการรู้สถานการณ์ แนวโน้ม และปัจจัยที่ทำให้เกิดปัญหาทางสุขภาพที่สำคัญในขณะนั้น เนื่องจากที่ผ่านมาหลายสิบปี ประเทศไทยไม่ได้มีการรวบรวมข้อมูลทุกเรื่องที่เกี่ยวกับสุขภาพเอาไว้อย่างเป็นระบบ อย่างทุกวันนี้บางข้อมูลของผู้ป่วยที่ไปรับบริการในบางสถานพยาบาลที่ไม่ใช่ของรัฐ ภาครัฐก็จะไม่มีข้อมูลเหล่านั้น ทั้งที่ข้อมูลเป็นสิ่งสำคัญมากต่อการพัฒนาระบบสุขภาพ และดูแลรักษาประชาชน เช่น การเริ่มดำเนินการสำรวจสุขภาพประชาชนไทยโดยการตรวจร่างกาย (The National Health Examination Survey) เมื่อปี 2534 และทำต่อเนื่องกันมาทุก 5 ปี จนเป็นผลให้ได้ข้อมูลสุขภาพของคนไทยและเกิดการผลักดันในหลายบริการเพื่อป้องกันและควบคุมโรค เช่น การคัดกรองโรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง เป็นต้น
“อยากให้รัฐบาลมีการกำหนดนโยบายที่มีฐานคิดจากข้อมูลเชิงประจักษ์ ซึ่งจะเป็นนโยบายที่มีโอกาสของผลลัพธ์ด้านบวกสูงกว่า และมีผลผิดพลาดคลาดเคลื่อนน้อย ตลอดจนควรลดนโยบายที่เป็นลักษณะจูงใจ แต่ไม่มีข้อมูลรองรับอย่างเพียงพอ ซึ่งที่ผ่านมามีบทเรียนแล้วว่าหลายนโยบายที่มีการประกาศไปแล้ว แต่พอทำจริงก็เกิดผลกระทบเชิงลบพอสมควร” นพ.ศุภกิจ อธิบายเสริม
คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น
คุกกี้ประเภทนี้มีความจำเป็นต่อการให้บริการเว็บไซต์ของ สวรส เพื่อให้ท่านสามารถเข้าใช้งานในส่วนต่าง ๆ ของเว็บไซต์ได้ รวมถึงช่วยจดจำข้อมูลที่ท่านเคยให้ไว้ผ่านเว็บไซต์ การปิดการใช้งานคุกกี้ประเภทนี้จะส่งผลให้ท่านไม่สามารถใช้บริการในสาระสำคัญของ สวรส. ซึ่งจำเป็นต้องเรียกใช้คุกกี้ได้