4th Floor, National Health Building 88/39 Tiwanon 14 Road Taradkwan, Muang District Nonthaburi 11000
Font Size
-
+
color contrast
C
C
C
Search
เมนู

ยุทธศาสตร์มุ่งเป้าแก้ปัญหา พยาธิใบไม้ตับ-มะเร็งท่อน้ำดี: จากมาตรการระดับโลกสู่การปฏิบัติการเชิงรุกในพื้นที่ประเทศไทย

          สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) ร่วมกับองค์การอนามัยโลก (WHO) และภาคีเครือข่าย ปรับทิศทางยุทธศาสตร์ระดับชาติ มุ่งสู่การกำจัดโรคพยาธิใบไม้ตับและป้องกันโรคมะเร็งท่อน้ำดี โดยให้ความสำคัญกับกลยุทธ์การบริหารยาถ่ายพยาธิในระดับประชากร (Mass Drug Administration: MDA) เป็นมาตรการเชิงรุกที่สำคัญ โดยเมื่อวันที่ 30 มี.ค. - 3 เม.ย. 2569 นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ ผู้อำนวยการ สวรส. พร้อมคณะผู้บริหาร ได้แก่ นพ.สุระ วิเศษศักดิ์ รองผู้อำนวยการ สวรส. ดร.จุไรรัตน์ พรหรมใจ ผู้จัดการงานวิจัย สวรส. และ นพ.ธงชัย กีรติหัตถยากร Program Director สวรส. ร่วมแลกเปลี่ยนแนวทางการขับเคลื่อนมาตรการสำคัญต่างๆ โดยเฉพาะประเด็น MDA ซึ่งเป็นมาตรการที่จะช่วยในการตัดวงจรการแพร่เชื้อ ลดภาระโรคในพื้นที่เสี่ยงสูง และเพิ่มโอกาสในการลดจำนวนผู้ป่วยมะเร็งท่อน้ำดีในระยะยาว ตลอดจนเพื่อร่วมกันหาแนวทางแก้ไขปัญหาโรคพยาธิใบไม้ตับและมะเร็งท่อน้ำดีในประเทศไทย ทั้งนี้มีผู้เข้าร่วมหารือจาก WHO, DDC, สวรส., มหาวิทยาลัยขอนแก่น และมูลนิธิเพื่อการพัฒนานโยบายสุขภาพระหว่างประเทศ (IHPP) ณ มหาวิทยาลัยขอนแก่น

          นอกจากการประชุมแลกเปลี่ยนทางด้านวิชาการแล้ว ยังได้มีการลงพื้นที่ศึกษาดูงานระบบบำบัดสิ่งปฏิกูลและการคัดกรองในชุมชน การทำปลาร้า/ปลาส้ม ปลอดพยาธิ รวมถึงเยี่ยมชมต้นแบบการเรียนการสอนเรื่องการป้องกันพยาธิใบไม้ตับ เพื่อให้เข้าใจสถานการณ์ วิถีชีวิตในชุมชน และนำมาประกอบการกำหนดแนวทางเชิงนโยบายต่อไป

          ทั้งนี้สถานการณ์และประเด็นท้าทายสำคัญ ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา การควบคุมโรคพยาธิใบไม้ตับในระดับประเทศ ยังเผชิญข้อจำกัดสำคัญ โดยเฉพาะการประเมินอัตราการติดเชื้อที่อาจต่ำกว่าสถานการณ์จริง เนื่องจากการตรวจหาไข่พยาธิทางอุจจาระ (FECT) มีความไวค่อนข้างจำกัด ทำให้พบอัตราการติดเชื้อเพียง 3-4% ขณะที่การตรวจหาแอนติเจนในปัสสาวะ (ATK) กลับพบอัตราการติดเชื้อสูงถึง 30-40% และในบางพื้นที่อาจเกือบ 50% นอกจากนี้ ยังพบว่า ประมาณ 75% ของผู้ป่วยมะเร็งท่อน้ำดีในโรงพยาบาลมีประวัติการติดเชื้อพยาธิใบไม้ตับ ซึ่งเชื่อมโยงกับพฤติกรรมการบริโภคปลาน้ำจืดดิบแบบดั้งเดิม นำไปสู่การอักเสบเรื้อรังและพัฒนาเป็นมะเร็งในช่วงเวลา 10-15 ปี

          ที่ประชุมยังได้อภิปรายถึงข้อจำกัดด้านเทคนิคของวิธีตรวจแบบเดิม เช่น Kato-Katz หรือ FECT ซึ่งมีความไวต่ำ โดยเฉพาะในผู้ที่มีการติดเชื้อในระดับน้อย อีกทั้งการเก็บตัวอย่างยังทำได้ยาก ส่งผลให้ข้อมูลที่ได้อาจไม่สะท้อนภาระโรคที่แท้จริง ขณะที่ชุดตรวจแอนติเจนในปัสสาวะ (Urine ATK) มีความไวสูงกว่าวิธีเดิมประมาณ 4-10 เท่า เก็บตัวอย่างได้สะดวกกว่า และพบอัตราการติดเชื้อในบางพื้นที่สูงถึง 30-50% แม้ว่ายังต้องระมัดระวังเรื่องปฏิกิริยาข้ามกับพยาธิชนิดอื่นอยู่บ้าง ทั้งนี้ในระยะนำร่อง ที่ประชุมเสนอให้ใช้วิธี Kato-Katz ควบคู่กับ Urine ATK เพื่อสร้างฐานข้อมูลเชิงประจักษ์ และสนับสนุนการยืนยันประสิทธิภาพของเครื่องมือใหม่ในเชิงนโยบาย

MDA: มาตรการสำคัญในการลดภาระโรค 
          ยุทธศาสตร์การบริหารยาถ่ายพยาธิในระดับประชากร (MDA) ซึ่ง WHO เสนอให้ใช้เป็นมาตรการหลักในการลดภาระโรคอย่างรวดเร็ว ในพื้นที่ที่มีความชุกมากกว่า 10% และแนะนำให้ดำเนินการแบบครอบคลุมทั้งพื้นที่ ทุก 12 เดือน ส่วนพื้นที่ที่มีความชุกต่ำกว่า 10% สามารถพิจารณาดำเนินการทุก 2 ปี หรือมุ่งเน้นเฉพาะกลุ่มเสี่ยงตามความเหมาะสม

          ด้านการรักษา มีการเสนอการใช้ยา Praziquantel ขนาด 40 มก./กก. รับประทานครั้งเดียว โดยอ้างอิงข้อมูลจากต่างประเทศที่สะท้อนผลลัพธ์ในทางที่ดี ทั้งในสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวและประเทศจีน อย่างไรก็ตาม การดำเนินงานจำเป็นต้องมีระบบเฝ้าระวังอาการข้างเคียงอย่างเหมาะสม โดยเฉพาะในผู้ที่อาจมีความเสี่ยงต่อภาวะ Neurocysticercosis รวมถึงต้องมีระบบคัดกรองประวัติการชักและระบบส่งต่อที่รวดเร็วรองรับอย่างรอบคอบ

          ที่ประชุมยังให้ความสนใจต่อการพบการติดเชื้อพยาธิใบไม้ตับในเด็กและเยาวชนอายุ 12-15 ปี ที่มีสูงถึง 27.6% จากการตรวจด้วยชุด Urine ATK ซึ่งสะท้อนว่าการติดเชื้ออาจเกิดขึ้นตั้งแต่อายุน้อยจากการบริโภคอาหารดิบร่วมกับครอบครัว และอาจสะสมความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งท่อน้ำดีในอนาคต ที่ประชุมจึงเห็นถึงความจำเป็นในการขยายการคัดกรองและการรักษาไปยังกลุ่มอายุต่ำกว่า 15 ปี เพื่อลดการแพร่เชื้อในชุมชน

          ทั้งนี้ประเทศไทยมีความพร้อมในการดำเนินการ เนื่องจากมีระบบฐานข้อมูล Isan Cohort ที่ครอบคลุมกลุ่มเสี่ยงจำนวนมาก รวมถึงความร่วมมือระหว่างหน่วยงานวิชาการ หน่วยงานภาครัฐ และภาคีเครือข่ายนานาชาติ ตลอดจนมาตรการสนับสนุนแบบบูรณาการ ทั้งด้านอาหารปลอดภัย สุขาภิบาล และการศึกษา ดังนั้นผู้เชี่ยวชาญจึงเน้นย้ำว่า ‘ต้นทุนของการไม่ทำอะไรเลย (Cost of doing nothing)’ คือการปล่อยให้คนไทยรุ่นต่อไป ต้องเผชิญกับความทุกข์จากโรคและการผ่าตัดที่เจ็บปวด รวมถึงขั้นเสียชีวิตจากมะเร็งท่อน้ำดี ทั้งๆ ที่สามารถป้องกันได้หากเราเริ่มจัดการตั้งแต่ต้นทาง

          ที่ประชุมมีความเห็นร่วมกันว่า การกำจัดโรคพยาธิใบไม้ตับภายใน 5-10 ปี เป็นเป้าหมายที่เป็นไปได้ หากมีการขับเคลื่อนมาตรการเชิงรุกอย่างต่อเนื่อง โดยเริ่มจากโครงการนำร่องในพื้นที่ที่มีความชุกสูง การดำเนินการ MDA อย่างเป็นระบบ การใช้ AI สนับสนุนการวินิจฉัย และการใช้ชุด Urine ATK ในการคัดกรองระดับชุมชนผ่านเครือข่าย อสม. เพื่อขับเคลื่อนงานบนพื้นฐานของข้อมูลอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน 

รูปภาพเพิ่มเติม

แสดงความคิดเห็น

เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้ เราใช้คุกกี้เพื่อให้ท่านได้รับประสบการณ์การใช้งานที่ดีที่สุดบนเว็บไซต์ของเรา โปรดศึกษาเพิ่มเติมที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว
ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

จัดการความเป็นส่วนตัว
คุกกี้ที่มีความจำเป็น
(Strictly Necessary Cookies) เปิดใช้งานตลอด

คุกกี้ประเภทนี้มีความจำเป็นต่อการให้บริการเว็บไซต์ของ สวรส เพื่อให้ท่านสามารถเข้าใช้งานในส่วนต่าง ๆ ของเว็บไซต์ได้ รวมถึงช่วยจดจำข้อมูลที่ท่านเคยให้ไว้ผ่านเว็บไซต์ การปิดการใช้งานคุกกี้ประเภทนี้จะส่งผลให้ท่านไม่สามารถใช้บริการในสาระสำคัญของ สวรส. ซึ่งจำเป็นต้องเรียกใช้คุกกี้ได้