ชั้น 4 อาคารสุขภาพแห่งชาติ เลขที่ 88/39 ถ.ติวานนท์ 14 ต.ตลาดขวัญ อ.เมือง จ.นนทบุรี 11000
ขนาดตัวอักษร
-
+
ความตัดกันของสี
C
C
C
icon-lang-thภาษาไทย
ค้นหา
เมนู

สวรส.ผนึกกำลังร่วมกับ สช.-รามาฯ กาง Roadmap สู้ “ประชากรสึนามิ” ผ่าทางตัน LTC ไทย ชงสู่ข้อเสนอนโยบายระบบสุขภาพ

ช่วงเช้าวันที่ 12 มีนาคม 2569   ณ ห้องประชุม ไฮเดนเยีย 1 ชั้น 6 โรงแรมทีเคพาเลซ แอนด์ คอนเวนชั่นแบงคอก สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) ร่วมกับสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) ในฐานะผู้สนับสนุนทุนดำเนินโครงการวิจัยฯ ได้จัดเวทีคืนข้อมูลงานวิจัย LTC ครั้งสำคัญ เพื่อยื่นข้อเสนอต่อรัฐบาลใหม่ให้จัดตั้ง "กองทุนการดูแลระยะยาว" (LTCF) วงเงิน 1 หมื่นล้านบาท มุ่งเป้าจ้างงานนักบริบาลชุมชนเต็มเวลา 1 แสนตำแหน่ง หวังทลายกับดักงบประมาณแยกส่วนและคืนแรงงานวัยหนุ่มสาวกลับสู่ระบบเศรษฐกิจ
 
          โดยในงานนางสาวปรานอม  โอสาร หัวหน้าศูนย์วิชาการนโยบายระบบสุภาพท้องถิ่น สช. ได้กล่าวรายงานและแจ้งวัตถุประสงค์ของการจัดเวทีประชุมในครั้งนี้ เพื่อนำเสนอผลจากการศึกษาและวิเคราะห์สถานการณ์ระบบการดูแลระยะยาวในชุมชนของไทยในรอบทศวรรษที่ผ่านมา และใช้เป็นเวทีรับฟังความเห็นจากทุกภาคส่วนทั้งออนไลน์และออนไซต์ เพื่อสังเคราะห์เป็น "ข้อเสนอเชิงนโยบาย" (Policy Brief) สำหรับรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และได้เชิญ นพ.ศุภกิจ  ศิริลักษณ์ ผอ.สวรส. กล่าวเปิดงาน
 
 
          นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ ผอ.สวรส. ได้ขึ้นกล่าวเปิดงานในฐานะประธานการประชุมพร้อมกับบรรยายในประเด็นเรื่องการเปลี่ยนผ่านระบบ LTC สู่ความยั่งยืน เน้นย้ำวิกฤต "ประชากรสึนามิ" และความจำเป็นในการปรับโครงสร้างบริการ  โดย นพ.ศุภกิจ ได้ฉายภาพวิกฤตที่เรียกว่า "Population Tsunami" หรือประชากรสึนามิ “คลื่นใต้น้ำที่กำลังซัดระบบสาธารณสุขไทย” โดยระบุว่าในขณะที่โลกกำลังแก่ตัวลงด้วยอายุขัยเฉลี่ย 73.8 ปี แต่ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่จุดเปลี่ยนที่อันตรายกว่านั้น คือ ประชากรยุคเกิดล้านคนกำลังจะก้าวขึ้นฝั่งอายุ 60 ปีพร้อมกัน แต่เรามีเด็กเกิดใหม่เพียงครึ่งเดียวของเมื่อ 50 ปีก่อน ทำให้อัตราเจริญพันธุ์ (TFR) ของไทยลดเหลือเพียง 1.1-1.2 เท่านั้น 
 
 
นพ.ศุภกิจ ยังได้เตือนถึงภาวะที่ขาดแคลนวัยแรงงานอย่างหนักในอนาคตอันใกล้อีกด้วยว่า "ความน่ากังวลยังอยู่ที่เรื่องระบาดวิทยาที่เปลี่ยนไป ซึ่งมีข้อมูลจากการสำรวจ NHES พบว่าคนไทยกำลังพ่ายแพ้ในสงคราม NCDs อย่างราบคาบ โดยเฉพาะอัตราโรคอ้วนที่พุ่งถึง 45% และความดันโลหิตสูงที่เกือบ 30% ของประชากร ซึ่งเป็นต้นทางของภาวะอัมพฤกษ์อัมพาตที่สร้างภาระการดูแลระยะยาวอย่างมหาศาล นพ.ศุภกิจ ย้ำว่า “ระบบบริการต้องเปลี่ยนจากโรงพยาบาล (Hospital-centric) กลับมาสู่ชุมชน (Community-based) และต้องทำงานประสานกันเป็นทีม Avengers ระหว่างวิชาชีพและคนพื้นที่ ไม่ใช่ปล่อยให้ใครคนใดคนหนึ่งเป็นพระเอกเดี่ยว”
 
นพ.ศุภกิจ ยังได้ย้ำถึงความสำคัญของการเชื่อมต่อการทำงานระหว่างหน่วยงานส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ที่ปัจจุบันได้ถ่ายโอนไปยังองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) มากถึง 46% โดยหยิบยก “ลำสนธิโมเดล” มาเป็นตัวอย่างของความสำเร็จในการใช้เงินท้องถิ่นร่วมกับระบบส่งต่อทางการแพทย์ เพื่อสร้างคุณภาพการชีวิตที่ดีให้แก่ผู้พิการและผู้สูงอายุในพื้นที่ ซึ่งหัวใจสำคัญของข้อเสนอใหม่คือการจัดตั้ง "กองทุนการดูแลระยะยาว" (LTCF) ที่เป็นอิสระจากการบริหารจัดการเดิมของ สปสช. ซึ่งมักติดกับดักงบประมาณด้านการรักษาพยาบาลเพียงอย่างเดียว งานวิจัยระบุว่าการลงทุน 10,000 ล้านบาทต่อปี เพื่อจ้างนักบริบาลชุมชนเต็มเวลา 100,000 อัตรา ไม่ใช่เพียงการทำสวัสดิการสังคม แต่เป็นการสร้าง "Care Economy" ที่ให้ผลตอบแทนคุ้มค่าเชิงระบบ (Systematic ROI) เพราะจะช่วยลดความแออัดในโรงพยาบาล และที่สำคัญที่สุดคือการคืนประชากรวัยแรงงานร้อยละ 10 ที่เคยต้องออกจากงานมาดูแลญาติ ให้กลับเข้าสู่ระบบภาษีและความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ ในการขับเคลื่อนระดับปฏิบัติการ งานวิจัย LTC System for Thai Elderly in the near future ได้นำเสนอโครงสร้างทีม "Avengers" ที่ประกอบด้วย Care Manager (พยาบาล/เจ้าหน้าที่สาธารณสุข) ทำงานร่วมกับนักบริบาลชุมชนมืออาชีพ โดยมี อพท. และ รพ.สต. เป็นเจ้าภาพหลักในพื้นที่ นอกจากนี้ยังเสนอให้เปลี่ยนระบบการประเมินจากเดิมที่เน้นการทำ "Checklist" กิจกรรมเพื่อเบิกจ่าย มาเป็นการใช้มาตรฐานสากลอย่าง interRAI เพื่อติดตามผลลัพธ์ทางคลินิกจริง เช่น อัตราการเกิดแผลกดทับรายใหม่ หรืออุบัติการณ์การหกล้ม ซึ่งจะช่วยชี้เป้าให้ท้องถิ่นเข้าปรับสภาพแวดล้อมบ้านได้ตรงจุดมากขึ้น
 
 
ด้าน นพ.สุเทพ เพชรมาก เลขาธิการ สช. ชี้ให้เห็นว่าระบบการดูแลระยะยาว (LTC) ในปัจจุบันติดกับดักงบประมาณที่เน้นด้านการรักษาพยาบาล (Medical Care) แต่ขาดแคลนงบด้านการดูแลทางสังคม (Social Care) สอดคล้องกับ นพ.ดุสิต ขำชัยภูมิ รองเลขาฯ สปสช. ที่ระบุว่าก้าวใหม่ของ สปสช. คือการขยายฐานงบประมาณจาก 6,000 บาท เป็น 10,442 บาทต่อคนต่อปี และการเริ่มระบบร่วมจ่าย (Co-payment) กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เช่น อบจ. และเทศบาล เพื่อให้เกิดความยั่งยืน
 
 
          การประชุมครั้งนี้ได้จัดเวที โดยมีตัวแทนจาก พื้นที่ครอบคลุมพื้นที่เหนือ กลาง อีสาน ใต้ ในด้านการดูแลป่วยติดบ้าน ติดเตียง ซึ่งเป็นเวทีเสียงสะท้อนจากแนวหน้า กับดัก “ใจรัก” และภาวะหมดไฟของผู้ดูแล โดยตัวแทนคนหน้างานจาก .ลพบุรี พูดถึงสิ่งที่พบเห็นคือ ญาติของผู้ป่วยกำลังเผชิญภาวะ "Burnout" อย่างหนักเพราะต้องดูแล 24 ชั่วโมงจนไม่มีเวลาประกอบอาชีพ ขณะที่นักบริบาล 1 คนต้องดูแลถึง 4-5 เคสต่อวัน ทำให้ทำได้เพียงกิจกรรมพื้นฐาน ด้านตัวแทนจาก จ.เพชรบูรณ์ สะท้อนว่าเผชิญปัญหา "ความล่าช้าของระบบข้อมูล" ในการเบิกจ่ายงบประมาณ ทำให้เกิดช่องว่างทางการเงินในการจ้างงานนักบริบาล ด้าน จ.สตูล กล่าวถึงปัญหาว่า เราติดกับดักข้อกฎหมาย "ห้ามจ้างงานซ้ำซ้อน" ทำให้ไม่สามารถจ้าง อสม. ที่มีทักษะดีเยี่ยมมาเป็นนักบริบาลเต็มเวลา ส่วนทาง จ.เชียงใหม่  ท้องถิ่นระดับจังหวัด (อบจ.) มีงบประมาณและศักยภาพ แต่ติดข้อจำกัดด้าน "พื้นที่บริหาร" ที่ต้องเชื่อมต่อกับท้องถิ่นระดับตำบล
 
          ผศ.ดร.นพ.สัมฤทธิ์ ศรีธำรงสวัสดิ์ นักวิจัยจาก รพ.รามาฯ ได้นำเสนอผลการศึกษาสถานการณ์การจัดบริการดูแลระยะยาวในชุมชนของไทยในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา พร้อมเปิดเผยข้อมูลสถานการณ์ที่น่ากังวลว่า ปัจจุบันผู้สูงอายุไทยกว่าครึ่งมีรายได้ต่ำกว่า 5,000 บาทต่อเดือน และต้องพึ่งพาผู้ดูแลในครอบครัวเป็นหลักถึงร้อยละ 94 โดยในจำนวนนี้กว่าร้อยละ 80 ไม่เคยผ่านการอบรมทักษะการดูแลอย่างเป็นระบบสถานการณ์นี้สร้างแรงกดดันมหาศาลต่อกลุ่ม "Sandwich Generation" หรือวัยแรงงานที่ต้องแบกรับทั้งภาระงานและภาระการดูแล จนพบว่า 1 ใน 10 ต้องลาออกจากงานประจำมาดูแลผู้ป่วยต่อเนื่องนานหลายปี นี่คือต้นทุนค่าเสียโอกาสทางเศรษฐกิจที่รัฐมองไม่เห็น และยังนำไป
สู่ภาวะ "ผู้สูงวัยดูแลผู้สูงวัย" ที่เสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุและภาวะหมดไฟของผู้ดูแล  ซึ่งสอดคล้องกับข้อเสนอเชิงนโยบายของ ผศ.ดร.นพ.วิชช์ เกษมทรัพย์ ที่บรรยายในช่วงบ่าย ที่ระบุว่าการจะรอดพ้นจาก "สึนามิประชากร" ไทยต้องเปลี่ยนผ่านสู่ระบบการดูแลที่เป็นมืออาชีพ (Professionalization) โดยหัวใจสำคัญคือการจัดตั้ง "กองทุนการดูแลระยะยาว" (LTCF) ที่เป็นอิสระเพื่อรองรับค่าใช้จ่ายด้าน Social Care โดยเฉพาะ เพื่อทำลายข้อจำกัดงบประมาณเดิมของ สปสช. ที่มักถูกนำไปใช้กับการรักษาพยาบาลมากกว่าการดูแลในชุมชน โมเดล "1 หมู่บ้าน 1 นักบริบาลชุมชน" ที่ ผศ.ดร.นพ.วิชช์ นำเสนอ มุ่งเน้นการจ้างงานเต็มเวลา 100,000 อัตราทั่วประเทศ โดยมีค่าจ้างขั้นต่ำที่ 9,000 บาทต่อเดือน เพื่อเป็นแรงจูงใจให้คนในท้องถิ่นยึดเป็นอาชีพหลัก
 
 
นอกจากนี้ในการประชุมยังได้จัดให้มีเวทีแลกเปลี่ยนข้อเสนอ โดย นพ.ภูษิต ประคองสาย เป็นหัวเรือในการรับฟัง เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองทั้งจาก ผู้แทนพรรการเมือง และองค์กรต่างที่เกี่ยวข้องเพื่อนำแนวทางข้อเสนอทั้งหมดไปปรับเป็นแนวทางด้านนโยบายเพื่อนำเสนอสู่รัฐบาลชุดใหม่อย่างทันท่วงที
 
 
ก้าวต่อไปที่ สวรส. และ สช. มุ่งหวังคือการผลักดันให้ ครม. มีมติอนุมัติหลักการจัดตั้งกองทุน LTCF เพื่อกำหนดให้เป็นวาระแห่งชาติ การเปลี่ยนผ่านครั้งนี้จะไม่ใช่เพียงการเพิ่มงบประมาณ แต่คือการรื้อโครงสร้างสารสนเทศสู่มาตรฐาน interRAI เพื่อวัดผลลัพธ์สุขภาพที่แท้จริง หากประเทศไทยสามารถสร้าง "Care Economy" หรือเศรษฐกิจการดูแลให้เกิดขึ้นได้จริง เราจะไม่เพียงรอดพ้นจากสึนามิประชากร แต่จะกลายเป็นต้นแบบการจัดการสังคมสูงวัยที่สง่างามที่สุดในภูมิภาคอาเซียน

 

รูปภาพเพิ่มเติม
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้ เราใช้คุกกี้เพื่อให้ท่านได้รับประสบการณ์การใช้งานที่ดีที่สุดบนเว็บไซต์ของเรา โปรดศึกษาเพิ่มเติมที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว
ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

จัดการความเป็นส่วนตัว
คุกกี้ที่มีความจำเป็น
(Strictly Necessary Cookies) เปิดใช้งานตลอด

คุกกี้ประเภทนี้มีความจำเป็นต่อการให้บริการเว็บไซต์ของ สวรส เพื่อให้ท่านสามารถเข้าใช้งานในส่วนต่าง ๆ ของเว็บไซต์ได้ รวมถึงช่วยจดจำข้อมูลที่ท่านเคยให้ไว้ผ่านเว็บไซต์ การปิดการใช้งานคุกกี้ประเภทนี้จะส่งผลให้ท่านไม่สามารถใช้บริการในสาระสำคัญของ สวรส. ซึ่งจำเป็นต้องเรียกใช้คุกกี้ได้