โรคพยาธิใบไม้ตับและมะเร็งท่อน้ำดี ถือเป็นปัญหาด้านสาธารณสุขที่สำคัญของไทย โดยเฉพาะในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีความชุกของโรคสูงกว่าพื้นที่อื่นๆ และมีอัตราการเสียชีวิตที่สูงถึง 70% ที่ผ่านมาแม้จะมีการดำเนินการแก้ไขมาอย่างต่อเนื่อง แต่ยังพบอัตราการป่วยอยู่ในระดับที่สูง โดยในปี 2568 ข้อมูลจากสถาบันมะเร็งแห่งชาติ ระบุว่า ไทยมีผู้ป่วยมะเร็งรายใหม่ 140,789 รายต่อปี ในจำนวนนี้โรคมะเร็งที่พบมากที่สุดเป็นอันดับ 1 คือ โรคมะเร็งตับและมะเร็งท่อน้ำดี และที่สำคัญปัญหานี้ยังส่งผลไปถึงภาระค่าใช้จ่ายด้านการดูแลรักษาที่รัฐต้องสนับสนุนถึง 1.35 หมื่นล้านบาทต่อปี ทั้งนี้สาเหตุที่ทำให้ผู้ติดเชื้อพยาธิใบไม้ตับ และป่วยเป็นมะเร็งท่อน้ำดียังอยู่ในอัตราที่สูง ส่วนหนึ่งเกิดจากพฤติกรรมและวัฒนธรรมการบริโภคอาหารของท้องถิ่นทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ รวมทั้งการจัดการด้านสุขาภิบาลสิ่งแวดล้อมในชุมชน ซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยเสี่ยงสำคัญของการเกิดโรค จึงทำให้เกิดผู้ป่วยรายใหม่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ดังนั้น สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) ซึ่งเป็นหน่วยงานหลัก จึงร่วมกับสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ศูนย์ความเป็นเลิศด้านชีววิทยาศาสตร์ (องค์การมหาชน) (ศลช.) และภาคีเครือข่าย ในการขับเคลื่อนแผนงานเป้าหมายสำคัญตามยุทธศาสตร์ “ประเทศไทยปลอดโรคพยาธิใบไม้ตับ ไม่ตายจากมะเร็งท่อน้ำดี” ภายใต้การสนับสนุนงบประมาณการวิจัยจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) ผลักดันให้เกิดการบูรณาการร่วมกันระหว่าง 6 หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประกอบด้วย กระทรวงสาธารณสุข สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) กระทรวงมหาดไทย กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กรมการปกครอง และมหาวิทยาลัยขอนแก่น เพื่ออุดช่องว่างที่เกิดขึ้น ผ่านการลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU) ว่าด้วยความร่วมมือเพื่อแก้ไขปัญหาพยาธิใบไม้ตับและมะเร็งท่อน้ำดี โดยได้รับเกียรติจาก นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ร่วมเป็นสักขีพยาน ในวันที่ 11 ก.พ. 2569 ณ ทำเนียบรัฐบาล เขตดุสิต กรุงเทพฯ
ทั้งนี้ผู้บริหารและตัวแทนจากทั้ง 6 หน่วยงานที่มาร่วมลงนามใน MOU ได้แก่ นพ.โสภณ เอี่ยมศิริถาวร รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง นายธีรุตม์ ศุภวิบูลย์ผล อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น และ ศ.ดร.ธิดารัตน์ บุญมาศ รองอธิการบดีฝ่ายวิสาหกิจและสังคมยั่งยืน มหาวิทยาลัยขอนแก่น
นายอนุทิน กล่าวว่า จากการ MOU ในครั้งนี้ ซึ่งจะทำให้เกิดการบูรณาการความร่วมมือกันจากหลากหลายหน่วยงานนั้น จะต้องทำให้การจัดการปัญหาการติดเชื้อพยาธิใบไม้ตับและโรคมะเร็งท่อน้ำดีเกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม มีประสิทธิภาพ และมีความยั่งยืนให้ได้ โดยอย่าให้การ MOU เพื่อสร้างความร่วมมือกันอยู่แค่เพียงในกระดาษ เพราะหากสามารถลดการติดเชื้อพยาธิใบไม้ตับ และลดจำนวนผู้ป่วยโรคมะเร็งท่อน้ำดี รวมถึงลดการสูญเสียค่าใช้จ่ายจากการเจ็บป่วยด้วยโรคเหล่านี้ได้ จะเกิดประโยชน์ต่อประเทศเป็นอย่างมาก
“ต้องขอขอบคุณ สวรส. ซึ่งเป็นหน่วยงานด้านวิชาการที่สร้างองค์ความรู้ในการพัฒนาระบบสาธารณสุขไทย และดูแลสุขภาพประชาชน ที่ได้เป็นเจ้าภาพในการรวบรวมหน่วยงานต่างๆ มาสร้างความร่วมมือกันในครั้งนี้ รวมถึงขอขอบคุณกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงมหาดไทย มหาวิทยาลัยขอนแก่น และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่เห็นความสำคัญของการขับเคลื่อน เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทย และเสริมสร้างความมั่นคงทางด้านสาธารณสุขของประเทศให้สามารถยืนอยู่แถวหน้าของโลกได้ต่อไป” นายอนุทิน กล่าว
นพ.โสภณ กล่าวว่า ที่ผ่านมากระทรวงสาธารณสุข ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักในการเฝ้าระวัง ป้องกัน ควบคุม และรักษาโรคพยาธิใบไม้ตับและมะเร็งท่อน้ำดี ตลอดจนการพัฒนาศักยภาพของบุคลากรและสถานพยาบาล รวมถึงการสนับสนุนการคัดกรอง และปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพของประชาชน ได้ร่วมกับภาคีเครือข่ายในการแก้ไขปัญหานี้มาอย่างต่อเนื่อง จนมีทิศทางที่ดีขึ้น โดยจากข้อมูลล่าสุดค่าเฉลี่ยความชุกของโรคพยาธิใบไม้ตับทางภาคอีสานอยู่ที่ประมาณ 30% แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อเป็นความเจ็บป่วยที่สามารถพัฒนาไปสู่ความรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้ และถ้าเทียบจากจำนวนประชากรภาคอีสานทั้งหมด 20 ล้านคน ตัวเลข 30% ก็นับเป็นกว่า 6-7 ล้านคน อีกทั้งในแต่ละปีภาคอีสานยังมีผู้ป่วยมะเร็งท่อน้ำดีเพิ่มขึ้นถึง 6,000 คนต่อปี ฉะนั้นเรื่องนี้จึงยังคงเป็นปัญหาใหญ่ที่ส่งผลต่อทั้งเศรษฐกิจและสังคมในวงกว้างที่ต้องเร่งแก้ไข ซึ่งถือเป็นโอกาสอันดีที่ทั้ง 6 หน่วยงานทั้งจากฝั่งท้องถิ่นและสาธารณสุขมาร่วมลงนาม MOU ในครั้งนี้ เพื่อขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาอย่างครบวงจรและมีประสิทธิภาพมากขึ้น
“ความท้าทายในการจัดการปัญหาพยาธิใบไม้ตับมีหลายเรื่อง แต่ส่วนที่สำคัญมากคือการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้คนที่มาจากวัฒนธรรมการกินของพื้นที่ หรือค่านิยมของสังคมสมัยใหม่ ซึ่งลำพังกระทรวงสาธารณสุข และหน่วยงานด้านสาธารณสุขไม่สามารถจัดการได้ทั้งหมด จำเป็นต้องมีการบูรณาการทุกภาคส่วนในพื้นที่ วันนี้จึงเป็นหมุดหมายที่ดีที่จะช่วยให้การแก้ไขปัญหานี้เกิดความยั่งยืนอย่างเป็นรูปธรรม” นพ.โสภณ ระบุ
นพ.ศุภกิจ กล่าวว่า การจัดการปัญหาการติดเชื้อพยาธิใบไม้ตับและโรคมะเร็งท่อน้ำดีจะให้หน่วยงานทางด้านสาธารณสุขรับผิดชอบฝ่ายเดียว โดยหวังให้จำนวนผู้ติดเชื้อและผู้ป่วยลดลงจนอยู่ในอัตราที่เหมาะสมคงเป็นไปได้ยาก แต่จำเป็นต้องอาศัยทุกภาคส่วน โดยเฉพาะกลไกที่ใกล้ชิดกับประชาชนมากที่สุด เพื่อมาช่วยกันสกัดปัญหาตั้งแต่ต้นทางในการสร้างความรู้ความเข้าใจให้กับประชาชนตั้งแต่เด็กๆ การควบคุมสื่อโฆษณาที่อาจทำให้เกิดพฤติกรรมเสี่ยง หรือการกำกับควบคุมอาหารเพื่อลดโอกาสที่จะทำให้เกิดการติดเชื้อและเกิดโรคได้ ควบคู่ไปกับด้านสาธารณสุข ที่จะคัดกรองกลุ่มเสี่ยง และนำเข้าสู่กระบวนการดูแลรักษาตั้งแต่เนิ่นๆ ดังนั้น การ MOU ในครั้งนี้ สวรส. จึงเลือกที่จะร่วมมือกับทั้ง 3 หน่วยงานที่ดูแลท้องถิ่นในทุกระดับ ตั้งแต่กระทรวงมหาดไทย กรมการปกครอง และกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น
“เชื่อว่าความร่วมมือของทุกภาคส่วนจะช่วยหนุนเสริมให้ 3 เป้าหมายตามแผนยุทธศาสตร์ฯ ที่ประกอบด้วย 1) ลดความชุกของการติดเชื้อพยาธิใบไม้ตับให้ไม่เกิน 10% 2) ทำให้ผู้ป่วยมะเร็งท่อน้ำดีระยะแรกได้รับการวินิจฉัยมากกว่า 50% และ 3) เพิ่มอัตราการรอดชีวิตของผู้ป่วยมะเร็งท่อน้ำดีมากกว่า 30% สามารถทำได้สำเร็จภายในระยะเวลา 2 ปี โดยที่ผ่านมา สวรส. ได้มีการผลักดันให้เกิดการสร้างเครือข่ายหน่วยบริการ เพื่ออำนวยความสะดวก ลดเวลาในการตรวจยืนยัน และดูแลรักษาให้กับผู้ป่วยในหลายพื้นที่ เช่น จ.อุดรธานี จ.อุบลราชธานี ฯลฯ” นพ.ศุภกิจ กล่าว
“สำหรับ สวรส. นอกจากการเป็นหน่วยงานหลักในการขับเคลื่อนตามแผนยุทธศาสตร์แล้ว สวรส. ได้มีการปรับทิศทางการให้ทุนวิจัยที่เน้นในเชิงปฏิบัติการมากขึ้น โดยเน้นให้มีการนำงานวิจัยไปปฏิบัติการในพื้นที่จริง ซึ่งตามแผนยุทธศาสตร์ฯ วางไว้ 2 พื้นที่ คือ จ.หนองคาย และ 1 อำเภอใน จ.ศรีสะเกษ โดยให้พื้นที่นำองค์ความรู้ที่ได้จากงานวิจัยที่ สวรส. สนับสนุนในช่วงที่ผ่านมาไปใช้ให้เกิดประโยชน์ และถ้ามีอุปสรรคอะไรก็จะมีการถอดบทเรียน เพื่อเรียนรู้และพัฒนาให้เป็นโมเดลที่สามารถขยายผลไปในจังหวัดอื่นๆ และเมื่อจบโครงการถ้าได้โมเดลที่ดีและมีประสิทธิภาพ ก็จะทำเป็นข้อเสนอเชิงนโยบายส่งให้รัฐบาลพิจารณาเพื่อขับเคลื่อนในระดับชาติต่อไป” ผู้อำนวยการ สวรส. กล่าวเสริม
ด้าน นายอรรษิษฐ์ กล่าวว่า สำหรับกระทรวงมหาดไทย กรมการปกครอง และกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น จะร่วมสนับสนุนและบูรณาการขับเคลื่อนในระดับพื้นที่ในทุกระดับ โดยผ่านกลไกผู้ว่าราชการจังหวัดและนายอำเภอในฐานะประธานคณะกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิตระดับอำเภอ (พชอ.) เป็นแกนหลักในการขับเคลื่อน และประสานให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นบรรจุแผนการพัฒนาระบบสุขาภิบาลสิ่งแวดล้อม การจัดการสิ่งปฏิกูล และการจัดการอาหารปลอดพยาธิใบไม้ตับไว้ในแผนพัฒนาท้องถิ่น ควบคู่กับการสนับสนุนให้ผู้นำชุมชน และเครือข่ายภาคประชาชน ขับเคลื่อนกิจกรรมรณรงค์เพื่อการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของประชาชน ซึ่งนับเป็นจุดคานงัดสำคัญมากในการลดจำนวนผู้ป่วยที่ติดพยาธิใบไม้ตับและก่อให้เกิดโรคมะเร็งท่อน้ำดี
ขณะที่ ศ.ดร.ธิดารัตน์ กล่าวว่า มหาวิทยาลัยขอนแก่นเป็นเหมือนข้อต่อที่นำโจทย์และทรัพยากรด้านการวิจัยที่ได้รับสนับสนุนจาก สวรส. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปพัฒนาเป็นองค์ความรู้เฉพาะทางเกี่ยวกับโรคพยาธิใบไม้ตับและมะเร็งท่อน้ำดี ตลอดจนพัฒนาและถ่ายทอดนวัตกรรม เครื่องมือ และรูปแบบการดำเนินงานที่เหมาะสมกับบริบทของพื้นที่ ตัวอย่างเช่น แนวทางการจัดการด้านสุขาภิบาลเพื่อตัดวงจรชีวิตของพยาธิใบไม้ตับ การจัดการแหล่งกักเก็บโรคในสัตว์เลี้ยง การพัฒนาชุดตรวจคัดกรองพยาธิใบไม้ตับ ฯลฯ เพื่อสนับสนุนให้กับหน่วยงานต่างๆ สามารถดำเนินการได้อย่างประสิทธิภาพมากที่สุด และช่วยให้บรรลุเป้าหมายตามแผนยุทธศาสตร์ฯ ได้ในเวลาที่กำหนด ก่อนจะขยายผลต่อไป
“สวรส. ถือเป็นส่วนสำคัญในการแก้ไขปัญหานี้ โดยมีการให้งบประมาณกับมหาวิทยาลัยขอนแก่นในการวิจัย และพัฒนาองค์ความรู้ในการขับเคลื่อนเพื่อป้องกัน และแก้ไขปัญหาโรคพยาธิใบไม้ตับและมะเร็งท่อน้ำดีมาอย่างต่อเนื่อง และการ MOU ในครั้งนี้เป็นส่วนสำคัญที่จะทำให้งานวิจัยเหล่านี้ถูกนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์จริงในวงกว้างมากยิ่งขึ้น” ศ.ดร.ธิดารัตน์ กล่าวเสริม