4th Floor, National Health Building 88/39 Tiwanon 14 Road Taradkwan, Muang District Nonthaburi 11000
Font Size
-
+
color contrast
C
C
C
Search
เมนู

ผนึกกำลัง 8 องค์กรสุขภาพ จัดทำข้อเสนอนโยบายถึง ‘ว่าที่รัฐบาล’ หนุน ‘คนไทยอายุยืนอย่างมีสุขภาพดี’

          8 องค์กรสุขภาพระดับชาติ ผนึกกำลังจัดทำข้อเสนอนโยบาย “ประชาชนไทยมีอายุยืนยาวอย่างมีสุขภาพดี” ยื่นว่าที่รัฐบาลขับเคลื่อน ย้ำหลักการสำคัญ! ทำให้สุขภาพประชาชนดีขึ้นไม่ใช่ภาระงบประมาณ แนะลงทุนระบบข้อมูล-เครื่องมือวิชาการ ลดการจ่ายให้กับบริการที่มีคุณค่าต่ำเพื่อสร้างความยั่งยืนระบบการเงินการคลัง เสนอแนวทางรับมือสังคมสูงวัย-เด็กเกิดน้อย คำนึงถึงความมั่นคงทางยา-วัคซีน หนุนสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการดูแลสุขภาพตนเอง ใช้แนวคิดเศรษฐศาสตร์พฤติกรรม พร้อมพัฒนาระบบสุขภาพปฐมภูมิแบบมีส่วนร่วม และให้ความสำคัญระบบคุณภาพคุ้มครองแพทย์-ผู้ป่วย

          8 องค์กรสุขภาพระดับประเทศ ภายใต้ชื่อ “ทีมสุขภาพหนึ่งเดียว” ประกอบด้วย 1. กระทรวงสาธารณสุข (กสธ.) 2. สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) 3. สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) 4. สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) 5. สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) 6. สถาบันการแพทย์ฉุกเฉิน (สพฉ.) 7. สถาบันรับรองคุณภาพสถานพยาบาล (องค์การมหาชน) (สรพ.) 8. สถาบันวัคซีนแห่งชาติ (องค์การมหาชน) (สวช.) ได้ร่วมกันจัดทำข้อเสนอนโยบายในการพัฒนาให้ประชาชนไทยมีอายุยืนยาวอย่างมีสุขภาพดี เสนอถึงผู้กำหนดนโยบาย พรรคการเมือง และว่าที่รัฐบาล พร้อมทั้งได้ร่วมกันแสดงเจตจำนงว่าจะผนึกกำลังกันอย่างเป็นเอกภาพเพื่อให้บรรลุเป้าหมายดังกล่าว

          การแถลงข้อเสนอเชิงนโยบายดังกล่าว มีขึ้นภายใต้กิจกรรม “เสียงจากองค์กรสุขภาพ เพื่อคนไทยมีอายุยืนยาวอย่างมีสุขภาพดี” จัดขึ้น ณ อาคารรัฐสภา เมื่อวันที่ 16 ม.ค. 2569 โดยมี นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ ผู้อำนวยการ สวรส. เป็นตัวแทนผู้บริหาร 8 องค์กรสุขภาพ ในการแถลงข้อเสนอนโยบาย

          นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ ผู้อำนวยการ สวรส. เปิดเผยว่า การจัดเวทีครั้งนี้ต้องการสื่อสารไปถึงว่าที่รัฐบาลและผู้กำหนดนโยบายว่า หากต้องการแก้ปัญหาสุขภาพให้คนไทยจะต้องดำเนินการในประเด็นใดบ้าง ซึ่งเป็นการประมวลจากองค์ความรู้ ข้อมูลวิชาการ ของทั้ง 8 องค์กรสุขภาพ โดยหลักการสำคัญคือรัฐต้องถือว่าการทำให้สุขภาพประชาชนดีขึ้นไม่ใช่ภาระงบประมาณของประเทศ หากแต่การลงทุนที่ถูกทิศถูกทางจะได้ผลตอบแทนคืนมาอย่างคุ้มค่า พร้อมนำเสนอตัวชี้วัดของระบบสุขภาพที่ทำให้ประชาชนไทยมีอายุยืนยาวอย่างมีสุขภาพดี คือ Healthy Adjusted Life Expectancy (HALE) แก้ปัญหาด้วยการมองสุขภาพแบบองค์รวม ไม่แยกส่วนและทำให้ทุกองค์กรสุขภาพที่มี กสธ. เป็นผู้เล่นหลัก สามารถสานพลังขับเคลื่อนอย่างเป็นเนื้อเดียวกัน

          นอกจากนี้ การจัดทำนโยบายต้องใช้หลักฐานเชิงประจักษ์และการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนเพื่อให้ได้นโยบายที่ดีที่สุด รัฐต้องลงทุนกับระบบข้อมูลสุขภาพและเครื่องมือทางวิชาการ เช่น การสำรวจสุขภาพคนไทยโดยการตรวจร่างกาย (NHES) การศึกษาภาระโรค (BOD) แม้ว่าจะลงทุนสูง แต่จะนำมาซึ่งสถานการณ์ แนวโน้ม ปัจจัยที่ทำให้เกิดปัญหา และทางแก้ไข

          นพ.ศุภกิจ กล่าวถึงภาวะคุกคามต่อระบบสุขภาพไทย ประกอบด้วย 1. การเข้าสู่สังคมสูงอายุเร็วกว่าคาด เราจะเจอปัญหามากมาย การจัดการต้องเร็วและดีพอ รัฐต้องทำให้ระบบบริการที่จะรองรับการดูแลผู้สูงอายุ การดูแลระยะยาว การดูแลระยะท้ายของชีวิตเพื่อให้เกิดภาวะตายดีครอบคลุม เพียงพอ และมีคุณภาพ และต้องทบทวนระบบการดูแลตั้งแต่พัฒนาการเด็ก สุขภาพ และสมรรถนะให้เด็กเติบโตอย่างมีคุณภาพในสถานการณ์ที่เด็กเกิดลดลง 2. การเปลี่ยนแปลงภาระโรคไปสู่โรคไม่ติดต่อ (NCDs) ที่แนวโน้มความชุกสูงขึ้นเรื่อยๆ เกิดโรคแทรกซ้อนที่ทำให้ค่าใช้จ่ายสูงและอาจกระทบต่อการเงินการคลังประเทศรุนแรง คาดการณ์ว่าหากทำเรื่องนี้ไม่ดี ภายใน 10 ปี ประเทศไทยอาจมีอัตราการฟอกไตเพิ่มขึ้นถึง 4-5 เท่า ฉะนั้นรัฐต้องทำให้ระบบการเงินการคลังสุขภาพยั่งยืนโดยการลดการจ่ายให้กับบริการที่มีคุณค่าต่ำ (Low Value Care) พร้อมกับลงทุน สนับสนุน และเลือกใช้เทคโนโลยีที่ผ่านกระบวนการพิสูจน์ความคุ้มค่า สร้างเศรษฐกิจจากระบบประกันสุขภาพ พัฒนาเทคโนโลยีและระบบนิเวศให้เอื้อต่อการผลิตยาและวัคซีนได้เองเพื่อความมั่นคง

          พร้อมกันนี้ รัฐต้องพัฒนาระบบสุขภาพปฐมภูมิแบบมีส่วนร่วม โดยลงทุนและมุ่งเน้นที่การสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรคเป็นด่านหน้า ขจัดปัจจัยด้านลบต่อสุขภาพควบคู่กับการมีมาตรการส่งเสริมให้เกิดพฤติกรรมเชิงบวก และให้ความสำคัญกับทีมผู้ให้บริการสุขภาพปฐมภูมิ

          นพ.ศุภกิจ กล่าวต่อถึงการให้ความสำคัญกับระบบบริการที่ต้องคำนึงถึงระบบคุณภาพในทุกขั้นตอน ซึ่งจะคุ้มครองทั้งแพทย์และผู้ป่วยให้สามารถให้และรับบริการได้อย่างมีคุณภาพและปลอดภัย รวมถึงการยกระดับบริการโดยเฉพาะการแพทย์ขั้นสูง และการพัฒนาระบบบริการที่รองรับภัยพิบัติและภาวะฉุกเฉินอย่างทันท่วงทีจนถึงระดับตำบล เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงบริการที่จำเป็นอย่างมีคุณภาพได้เท่าเทียมกันทุกจังหวัดทั่วประเทศ และต้องคำนึงถึงผู้ปฏิบัติงานที่มีจำนวนเพียงพอ มีสมรรถนะเหมาะสม มีพลัง มีคุณค่า มีศักดิ์ศรี มีรายได้ที่เป็นธรรม และมีภาระงานที่สมดุล 

          ในตอนท้ายของข้อเสนอ 8 องค์กรสุขภาพ ได้เน้นย้ำความสำคัญของการมีส่วนร่วมของประชาชนต่อการพัฒนาระบบสุขภาพ ต้องทำให้เกิดการตระหนักรู้ว่าสุขภาพเป็นเรื่องของทุกคน สร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการดูแลสุขภาพตนเอง ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรม นำแนวคิดเศรษฐศาสตร์พฤติกรรมมาปรับใช้ และต้องให้ความสำคัญกับกระบวนการนโยบายสาธารณะอย่างมีส่วนร่วม รวมถึงแนวทางทุกนโยบายห่วงใยสุขภาพ (Health in all policies) คำนึงถึงปัจจัยกำหนดสุขภาพที่ส่งผลกระทบสำคัญ รวมถึงทิศทางนโยบายด้านสุขภาพโลกที่อาจส่งผลกระทบต่อประเทศไทย 

          นพ.โสภณ เอี่ยมศิริถาวร รองปลัด กสธ. กล่าวว่า การให้คนไทยมีอายุยืนยาวอย่างมีสุขภาพดีต้องเริ่มตั้งแต่ในครรภ์มารดา การดูแลประชาชนตามกลุ่มวัยเป็นสิ่งที่สำคัญ และอยากให้หญิงตั้งครรภ์ได้รับการดูแลอย่างดี ทารกที่คลอดออกมามีสุขภาพดี เติบโตและมีพัฒนาการสมวัย ปลอดอบายมุข ฯลฯ ซึ่งจะสำเร็จได้ต้องทำงานร่วมกันทุกฝ่าย ขณะที่ปัญหา NCDs รุนแรงขึ้น จำเป็นต้องส่งเสริมการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ตลอดจนมีมาตรการลดอุบัติเหตุบนท้องถนน สนับสนุนให้เกิดระบบสุขภาพปฐมภูมิ และลงทุนในระบบสุขภาพดิจิทัลเพื่อลดความแออัดและเพิ่มการเข้าถึงบริการให้ประชาชน 

          ดร.ทิพิชา โปษยานนท์ รองเลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ กล่าวว่า ภารกิจของ สช. มุ่งเน้นกระบวนการการขับเคลื่อนและพัฒนานโยบายสาธารณะแบบมีส่วนร่วม เพราะเรื่องสุขภาพมีความซับซ้อนและสัมพันธ์กับหลายภาคส่วน การทำงานจึงต้องอาศัยความร่วมมือและต้องมองให้ครอบคลุมทั้ง 4 มิติ ได้แก่ ร่างกาย จิตใจ ปัญญา และสังคม ซึ่งนำมาสู่ข้อเสนอเชิงนโยบายของ 8 องค์กรสุขภาพ และในขั้นตอนการขับเคลื่อนและติดตามข้อเสนอ สช. พร้อมสนับสนุนเครื่องมือและกระบวนการการมีส่วนร่วม เพื่อจัดทำให้ข้อเสนอดังกล่าวมีความแหลมคมและได้รับการตอบสนองจนเกิดเป็นรูปธรรมในท้ายที่สุด

          “วันนี้เป็นการเปิดข้อเสนอนโยบายให้พรรคการเมืองและว่าที่รัฐบาล ซึ่งกระบวนการไม่ได้จบเพียงเท่านี้ เพราะหลังจากเลือกตั้งจบและมีการจัดตั้งรัฐบาลแล้ว ทั้ง 8 องค์กรสุขภาพยังมีภารกิจต่อเนื่องในการสนับสนุนการทำงานของรัฐบาลเพื่อให้ข้อเสนอบรรลุผล ซึ่ง สช. พร้อมนำเครื่องมือภายใต้ พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2550 เช่น กระบวนการสมัชชาสุขภาพ ธรรมนูญสุขภาพ ฯลฯ เข้ามาสนับสนุนให้เกิดการร่วมคิด ร่วมออกแบบ เพื่อแปลงข้อเสนออันเป็นหลักการสู่รายละเอียดและรูปธรรมในเชิงปฏิบัติการ ซึ่งท้ายที่สุดจะทำให้ระบบสุขภาพประเทศไทยเคลื่อนไปสู่ระบบสุขภาพที่เป็นธรรม และทำให้คนไทยมีอายุยืนยาวอย่างมีสุขภาพดีได้จริง” รองเลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ กล่าว

          อนึ่ง ผู้แทน 8 องค์กรสุขภาพที่เข้าร่วม ประกอบด้วย 1. นพ.โสภณ เอี่ยมศิริถาวร รองปลัด กสธ. 2. นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ ผู้อำนวยการ สวรส. 3. ดร.ทิพิชา โปษยานนท์ รองเลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ 4. นพ.พงศ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลย์ ผู้จัดการ สสส. 5. ทพ.อรรถพร ลิ้มปัญญาเลิศ รองเลขาธิการ สปสช. 6. ดร.พิเชษฐ์ หนองช้าง เลขาธิการ สพฉ. 7. พญ.ปิยวรรณ ลิ้มปัญญาเลิศ ผู้อำนวยการ สรพ. 8. นพ.นคร เปรมศรี ผู้อำนวยการ สวช.

รูปภาพเพิ่มเติม

แสดงความคิดเห็น

เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้ เราใช้คุกกี้เพื่อให้ท่านได้รับประสบการณ์การใช้งานที่ดีที่สุดบนเว็บไซต์ของเรา โปรดศึกษาเพิ่มเติมที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว
ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

จัดการความเป็นส่วนตัว
คุกกี้ที่มีความจำเป็น
(Strictly Necessary Cookies) เปิดใช้งานตลอด

คุกกี้ประเภทนี้มีความจำเป็นต่อการให้บริการเว็บไซต์ของ สวรส เพื่อให้ท่านสามารถเข้าใช้งานในส่วนต่าง ๆ ของเว็บไซต์ได้ รวมถึงช่วยจดจำข้อมูลที่ท่านเคยให้ไว้ผ่านเว็บไซต์ การปิดการใช้งานคุกกี้ประเภทนี้จะส่งผลให้ท่านไม่สามารถใช้บริการในสาระสำคัญของ สวรส. ซึ่งจำเป็นต้องเรียกใช้คุกกี้ได้