รีเทิร์นออฟ ”๓๐ บาทรักษาทุกโรค”
การกลับมาของนโยบาย “๓๐ บาทรักษาทุกโรค” ที่พรรคเพื่อไทยได้เสนอไว้ในระหว่างการหาเสียง นับเป็นนโยบายที่แตกต่างจากนโยบายอื่นๆ ที่มุ่ง “แจกแหลกแลกกับความนิยม” เพราะระบุว่าจะเรียกเก็บเงิน “๓๐ บาท” ทุกครั้งที่ประชาชนไปใช้บริการโดยใช้สิทธิบัตรทอง เพื่อป้องกันการใช้บริการเกินจำเป็น ทั้งๆ ที่การเรียกเก็บเงินร่วมจ่ายนี้ได้ยกเลิกไปตั้งแต่ปี ๒๕๕๐ พรรคเพื่อไทยหวังจะให้อะไรกับประชาชนจากนโยบายนี้ เพราะเห็นชัดๆ ว่าประชาชนต้องเสีย (อย่างน้อยก็เงิน ๓๐ บาท) แน่นอน เพื่อแลกกับการที่ระบบโดยรวมมีรายได้เพิ่มขึ้น ๑.๕-๒ พันล้านบาท ตามการคาดประมาณของ สปสช.
เงินที่ได้เพิ่มขึ้นจากนโยบายดังกล่าวอาจไม่มากเท่าไร (ร้อยละ ๑-๒) เมื่อเทียบกับงบประมาณโดยรวม และคงไม่ทำให้ประเด็นเรื่องปัญหาการขาดแคลนงบประมาณ (ในมุมมองของผู้บริหารสถานพยาบาล) ได้รับการแก้ไขได้ด้วยเงินก้อนนี้ สำหรับการป้องกัน/แก้ไขการใช้บริการเกินความจำเป็นด้วยการเรียกเก็บเงิน ๓๐ บาทนี้ ก็มีข้อกังขาหลายประการ อาทิเช่น
- มีข้อมูลยืนยันหรือไม่ว่าประชาชนผู้มีสิทธิบัตรทองใช้บริการเกินความจำเป็น ทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์ประกันสุขภาพมักระบุว่า หากประชาชนได้รับการคุ้มครองด้วยระบบประกันสุขภาพแล้ว จะมีการใช้บริการเกินจำเป็นหรือเกิด moral hazard เพราะอุปสรรคทางการเงินหมดไป หากวิเคราะห์ข้อมูลการใช้บริการจากระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า จะพบว่าการใช้บริการเพิ่มขึ้นมาตลอด จนปัจจุบันมีการใช้บริการผู้ป่วยนอกเฉลี่ยกว่า ๓ ครั้งต่อคนต่อปี แต่ตัวเลขนี้จะใช้ยืนยันว่าเป็นการใช้บริการเกินความจำเป็นได้แล้วหรือ ผลการสำรวจสุขภาพประชาชนไทยโดยการตรวจร่างกายครั้งล่าสุดในปี ๒๕๕๑-๒ ยังพบว่า ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง (เช่น โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง และไขมันในเลือดสูง) จำนวนมากยังไม่ได้รับบริการ
- หากมีการใช้บริการเกินความจำเป็นจริง เงิน ๓๐ บาทจะช่วยป้องกันได้จริงหรือ ประเด็นนี้จะเกี่ยวข้องกับจำนวนเงินที่เรียกเก็บว่า เพียงพอที่จะทำให้ประชาชนผู้มีสิทธิหยุดคิดที่จะไปใช้บริการหรือไม่ เพราะต้นทุนทางการเงินเพิ่มขึ้น เงิน ๓๐ บาทจะมีความหมายเล็กน้อยสำหรับคนที่มีฐานะปานกลาง แต่อาจมีค่าอย่างมากสำหรับคนยากจนหาเช้ากินค่ำ ประเด็นคือ ใครเป็นคนที่ใช้บริการเกินความจำเป็น หากคนชั้นกลางเป็นคนที่ใช้บริการเกินความจำเป็น เพราะมีความรู้มาก ความคาดหวังสูง การเรียกเก็บเงิน ๓๐ บาทก็ไม่มีน้ำยาอะไรในการป้องกันปัญหาดังกล่าว
- ประชาชนจะเห็นคุณค่าของบริการที่ได้รับมากขึ้นเพราะต้องจ่ายเงิน นี่เป็นอีกเหตุผลที่มีการกล่าวอ้างกันถึงประโยชน์ของการเรียกเก็บเงิน ๓๐ บาทนี้ ประเด็นนี้ก็มีข้อกังขาหลายประการ เช่น ปัจจุบันประชาชนไม่เห็นคุณค่าของบริการที่ได้รับอยู่หรือ หากไม่เห็นคุณค่าทำไมจึงมีการใช้บริการเพิ่มขึ้น จนเป็นเหตุที่ทำให้ต้องมีการเรียกเก็บเงินเพื่อลดการใช้บริการเกินความจำเป็น ทางออกง่ายๆ ในการทำให้ประชาชนตระหนักถึงคุณค่า (มูลค่าหรือต้นทุน) ของบริการที่ได้รับ อาจทำโดยการแจ้งให้ประชาชนทราบเมื่อเสร็จสิ้นการให้บริการ การเรียกเก็บเงิน ๓๐ บาทยังอาจทำให้ประชาชนเข้าใจผิดว่า บริการที่ได้รับมีมูลค่าเพียง ๓๐ บาท
- ป้องกันผลกระทบต่อคนจนอย่างไร เดิมผู้มีสิทธิ์บัตรทองจำนวนประมาณกึ่งหนึ่ง ไม่ต้องจ่ายเงิน ๓๐ บาท เพราะเป็นผู้เคยได้รับบัตรสวัสดิการประชาชนด้านการรักษาพยาบาล (สปร.) อยู่เดิม แต่ผลการสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติกลับพบว่า ผู้มีสิทธิ์บัตรทองที่ต้องจ่ายเงิน ๓๐ บาทจำนวนเกือบมากเกือบกึ่งหนึ่งที่เป็นคนยากจน (เนื่องจากปัญหาการออกบัตร สปร. เดิม) แน่นอนว่านโยบายเรียกเก็บ ๓๐ บาทย่อมส่งผลกระทบต่อคนกลุ่มนี้ รัฐบาลจะป้องกันผลกระทบที่จะเกิดกับคนยากจนกลุ่มนี้อย่างไร
โดยรวมแม้ว่า นักการเมืองจะมีเจตนาดีในการแก้ไขปัญหา ไม่ได้ต้องการจะมีแต่นโยบาย “ลดแลกแจกแถม” แต่อย่างเดียว แต่การพัฒนานโยบายต่างๆ ขึ้นมา อาจจำเป็นต้องมีความเข้าใจกับปัญหาต่างๆ ให้ลึกซึ้งมากขึ้น มิฉะนั้นมาตรการในการแก้ไขปัญหา อาจเป็นตัวสร้างปัญหาเสียเอง
- จำนวนผู้อ่าน 4185 ครั้ง





Comments
#1 โครงการสร้างหลักประกันสุขภาพแ
โครงการสร้างหลักประกันสุขภาพแก่ประชาชนได้เดินหน้าไปไกลแล้วแต่เดิมผู้ที่ต้องจ่าย 30 บาทก็มีเพียงผู่ที่อายุ 15-19 ปี ที่มิได้ถูกคัดเลือกเป็นผู้มีรายได้น้อย เท่านั้น ส่วนกลุ่มอื่นๆ เช่น เด็ก0-12ปี.,นักเรียน ม.ต้น,ผู้พิการ,ทหารผ่านศึก,ผู้สูงอายุ,อสม.,ผู้นำชุมชน,ผู้มีรายได้น้อย ไม่ต้องจ่าย 30 บาท ต่อมาได้ยกเลิกการเก็บ 30 บาททุกกลุ่มก็เป็นมาตรฐานเดียวกันถือว่าเป็นรัฐสวัสดิการ ขอให้เป็นคนไทยมีเลข13หลักก็พอ หากจะกลับมาเก็บ 30 บาทอีกก็ต้องมานั่งพิจารราอีกว่าใครที่ต้องได้จ่าย ใครเป้นผู้มีรายได้น้อย ต้องขึ้นทะเบียนคัดเลือก ประชาคมรับรองเพิ่มงาน จนท.ผู้ปฏิบัติอีกไม่น้อย จะคุ้มกับเงิน 30 บาทที่ได้มาหรือเปล่า รัฐควรจะไปแก้ไขปัญหาของระบบดีกว่าว่าโนโยบายนี้ฟันเฟืองแต่ละตัวในระบบมีปัญหาอะไร ที่แน่ๆ ต้องพิจารณาสนับสนุนงบประมาณรายหัวให้เพียงพอกับภาระที่ รพ.แบกรับให้สมดุลกับความเป็นจริงก่อนที่รพ.จะขาดสภาพคล่อง ล้มละลายหรือไร้ประสิทธิภาพไปเพราะน้ำมันหล่อลื่นไม่พอ
#2 อยากทราบว่า ถ้าเสีย 30
อยากทราบว่า ถ้าเสีย 30 บาทแล้ว จะเข้าโรงบาลไหนก็ได้ไหมค่ะ เพราะเราเสียเงินเราก็อยากได้หมอที่รักษาดีดี โรงบาลดีดี
#3 ฉันคิดว่ามันเป็นนโยบายที่ดีสำ
ฉันคิดว่ามันเป็นนโยบายที่ดีสำหรับคนยากจน
#4 ดิฉันคิดว่า...ระบบเดิมดีอยู่แ
ดิฉันคิดว่า...ระบบเดิมดีอยู่แล้ว ประชาชนค่อนข้างเข้าใจ ใช้บัตรประชาชนใบเดียวแทนบัตรทอง(ไม่ต้องพกบัตรหลายใบให้เจ็บหัว...บางครั้งก็ลืมพกบัตรทอง...บางคนก็สูญหายต้องไปทำใหม่...(เผื่อไว้ถ้ากลับมาทำบัตรทองใหม่...)และยังเป็นการส่งเสริมให้ประชาชนพกบัตรประชาชนติดตัว ได้ทั้งสาธารณสุขและมหาดไทย ในเรื่องเก็บ 30 บาท ผมคิดว่ามันก็ได้เงินเพิ่มไม่เท่าไร สู้มาปรับระบบงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ ...เช่น การส่งเสริมสุขภาพ ไม่ให้ประชาชนเจ็บป่วย ไม่ดีกว่าหรือ เน้นหนัก เอาจริงเอาจัง...ต่อเนื่อง...เหมือนกับสโลแกนที่ว่า "สร้างนำซ่อมสุขภาพ" ซึ่งงระยะหลังๆ ก็เห็นเงียบหายไป...ผมว่าดีกว่าที่จะไปปรับระบบเดิมที่มันดีอยู่แล้ว...ได้แก้ปัญหาที่มันตรงจุดและสามารถแก้ปํญหาสุชภาพของประชาชนแบบยั่งยืนและเห็นผลได้มากว่ากันเยอะเลย...
#5 30 บาท
30 บาท ถ้าให้เก็บจะเป็นประโยชน์อย่างมากสำหรับ รพ.สต. จะมีเงินมาพัฒนาปีละแสนกว่าบาท ชาวบ้านไม่ชอบใช้บริการฟรี..... นิสัยคนไทย ใช้บริการต้องจ่ายตัง ไม่จ่ายตังก็ไม่ค่อยกล้ามาใช้บริการ บาป.....
#6 ไม่น่าคุยแล้วว่าจะเก็บสามสิบบ
ไม่น่าคุยแล้วว่าจะเก็บสามสิบบาทหรือไม่ มันเลยไปแล้วน่าจะไปข้างหน้าต่อ นะครับ
#7 ๓๐
๓๐ บาทรักษาทุกโรค
ผมไม่เห็นด้วย ในประเด็นที่ทำอะไรไม่คิดให้รอบคอบ แค่จะมาหาเสียงจะเอานโยบายกลับมาก็เอา เหมือนเอาแบรนด์ของตัวเองกลับมา แล้วโฆษณา บอกคนสนับสนุนฐานเสียงตัวเองว่าเก็บ 30 บาทแล้วจะช่วยให้คนเลิกหาหมอ สุรุ่ยสุร่าย ทำไมไม่แจกเงินเหมือนนโยบายอื่น ถ้ามันจะทำจริง ๆ คือ 30 บาทรักษาได้ทุกโรงพยาบาลรัฐและทุกโรค นี่สิถึงจะน่ายกย่อง
#8 เห็นด้วยครับ เก็บ 30
เห็นด้วยครับ เก็บ 30 บาท(คนที่ไม่มีแต่จำเป็นจริงๆ รพ.ก็ฟรีให้ครับ)สภาพคล่อง ร.พ.ดีขึ้นบ้าง รัฐจัดสรรให้ไม่พอหรอกครับประชาชน "ลดความต้องการทางแพทย์(ที่เกินจำเป็น) "ส่งเสริม สร้างเสริม สุขภาพกายใจ ด้วยประชาชนเองจะยั่งยืน(โดยภาครัฐสนับสนุน)เงินประมาณ 3000 ต่อราย ส่วนที่เหลือนำไปพัฒนาชาติได้
#9 จ่าย 30 บาท
จ่าย 30 บาท ไม่มีผลอะไรต่อสภาพการเงินการคลังของหน่วยบริการระดับล่าง หรอก แต่จะเป็นแค่ สร้างนิสัยให้คนไทย รู้จัก "ให้"ในยุคโลกาภิวัฒน์ เท่านั้นเอง
#10 คงต้องเสียงบประมาณในการปรับระ
คงต้องเสียงบประมาณในการปรับระบบอีกมาก อาจจะมากกว่ารายรับจากยอดเก็บ 30 บาทด้วยซ้ำ อย่างน้อยคงจะต้องเปลี่ยนบัตรอีกหรือเปล่า ใบเสร็จ รายการยา ฯลฯ จะคุ้มค่ากับประโยชน์ที่ได้รับจากการเปลี่ยนระบบไหมนะ..สงสารประเทศไทยจัง เปลี่ยนไปมา กลิ้งเป็นปรอท ไม่นิ่งซักที ไอ้ที่มันดีอยู่แล้วก็ไม่น่าเปลี่ยนเนาะ ปรับแต่ละครั้งก็เสียงบประมาณ เสียเวลา เหมือนเดินขึ้นบันได ลงบันได ซ้ำไปซ้ำมาอยู่นั้นแหละ
#11 นโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรค
นโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรค ในระบบหลักประกันสุขภาพได้ยกเลิกการเรียกเก็บไปแล้ว ไม่น่าจะกลับมาเรียกเก็บจากคนไข้หรือประชาชนเวลามาขอรับบริการอีก นโยบายของพรรคเพื่อไทยตั้งแต่เพิ่มค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท หรือ เงินเดือนของผู้ที่จบปริญญาตรีเริ่มต้นที่ 15000 บาท ฯลฯ ล้วนเป็นการเพิ่มเงินในกระเป๋าของประชาชน ดังนั้นการมาเก็บเงิน 30 บาทเมื่อมาตรวจรักษาแต่ละครั้งสมควรยกเลิกแล้ว เพราะเป็นการเพิ่มภาระให้กับประชาชน และโรคบางโรค โรคเรื้อรังบางชนิด ต้องเข้ารับการรักษาพยาบาลบ่อยมาก.
#12 เป็นชนชั้นกลาง
เป็นชนชั้นกลาง จบการศึกษาด้านการแพทย์ มีบุตร 3 คนที่ใช้บริการนี้อยู่ 30 บาทไม่ใช่ปัญหาสามารถจ่ายได้ แต่ไม่เคยใช้เกินความจำเป็น บางครั้งเคยซื้อยาประจำบ้านทานเองก็ราคาเกิน 30 อยู่แล้ว แต่ก่อนมีภาระ ค่ารักษามากพอดูเพราะเด็กมักป่วยบ่อย น่าจะมีมาตรการจ่ายโดยสมัครใจ เพราะคนที่ไม่มีจ่ายก็คงมีอยู่มาก จะได้ไม่ต้องจ่าย
แสดงความคิดเห็น