ความจำเป็นในการเข้ารับบริการรักษาพยาบาลจากมุมมองของผู้ป่วยและแพทย์

หมวดหมู่กลาง 
เขียนโดย
pawinee
เมื่อวันที่
2017-12-13 11:36
แท็ก 
ความจำเป็นในการเข้ารับบริการรักษาพยาบาลจากมุมมองของผู้ป่วยและแพทย์
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง
จำนวนผู้อ่าน
101

Title:             ความจำเป็นในการเข้ารับบริการรักษาพยาบาลจากมุมมองของผู้ป่วยและแพทย์
Authors:       อุดมศักดิ์ แซ่โง้ว; อภิชัย วรรธนะพิศิษฐ์; รัตติยา อักษรทอง; ศูนย์ความเป็นเลิศด้านการวิจัยระบบสุขภาพและการแพทย์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์
Issue Date:   July-2017
Publisher:     สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข

Abstract

หนึ่งในข้อโต้แย้งสำคัญที่มักถูกยกขึ้นมาจากฝ่ายผู้ให้บริการเพื่อคัดค้านการให้การรักษาฟรีภายใต้นโยบายหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าที่ว่า การที่รัฐบาลจัดการรักษาฟรีให้แก่ประชาชนนำไปสู่การเข้ารับบริการที่ไม่จำเป็นหรือเกินความจำเป็น (unnecessary visit) จำนวนมาก ทำให้ผู้ป่วยไม่ดูแลสุขภาพตัวเองและเป็นภาระต่องบประมาณทางสาธารณสุขของประเทศ ขณะที่ในมุมมองของผู้ป่วยหรือประชาชนการมารับการรักษาพยาบาลไม่ใช่กิจกรรมเพื่อความสนุก การมาโรงพยาบาลเป็นเพราะความจำเป็นทางสุขภาพ ความเห็นที่ขัดแย้งกันนี้ยังไม่มีข้อมูลที่เป็นหลักฐานเชิงประจักษ์มาพิสูจน์เป็นเพียงความคิดเห็นจากมุมมองของฝ่ายต่างๆ เท่านั้น

งานวิจัยชิ้นนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่อประมาณการและเปรียบเทียบการเข้าถึงบริการที่ไม่จำเป็นจากมุมมองของผู้ป่วยและแพทย์ รวมถึงศึกษาว่าการเจ็บป่วยในลักษณะใดที่นำมาซึ่งการเข้าถึงบริการที่ไม่จำเป็น ผลของปัจจัยต่างๆ ต่อมุมมองต่อความจำเป็นที่แตกต่างกัน และศึกษาว่าหากมีการนำการร่วมจ่ายซึ่งเป็นข้อเสนอสำคัญเพื่อลดการเข้ารับบริการที่ไม่จำเป็นมาใช้จะส่งผลต่อการตัดสินใจเข้ารับบริการของผู้ป่วยอย่างไร เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่รอบด้าน งานวิจัยชิ้นนี้จึงมีการเก็บข้อมูลทั้งเชิงปริมาณโดยการสำรวจ และเชิงคุณภาพโดยการอภิปรายกลุ่มและการสัมภาษณ์เชิงลึก จำนวนกลุ่มตัวอย่างของการสำรวจเป็นผู้ป่วยทั้งสิ้น 1,060 ราย และแพทย์ทั้งสิ้น 56 ราย จาก 6 โรงพยาบาลในจังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งประกอบด้วยโรงพยาบาลศูนย์ 1 แห่ง โรงพยาบาลทั่วไป 2 แห่ง และโรงพยาบาลชุมชน 3 แห่ง ผู้ป่วยจะถูกสัมภาษณ์โดยพนักงานเก็บข้อมูลเกี่ยวกับข้อมูลส่วนบุคคล ข้อมูลเกี่ยวกับการเข้ารับบริการทางการแพทย์และข้อมูลการเจ็บป่วยในครั้งที่ถูกสัมภาษณ์ และการประเมินความจำเป็นในการเข้ารับการรักษาพยาบาลครั้งที่ถูกสัมภาษณ์ แพทย์ที่ตรวจผู้ป่วยที่เป็นกลุ่มตัวอย่างจะได้รับแบบสอบถามแบบกรอกเอง แบบสอบถามของแพทย์ประกอบด้วย ข้อมูลส่วนบุคคล และความจำเป็นในการเข้ารับการรักษาของกลุ่มตัวอย่างผู้ป่วยที่แพทย์ตรวจ กลุ่มตัวอย่างของการวิจัยเชิงคุณภาพมีจำนวน 29 ราย จาก 4 โรงพยาบาล (โรงพยาบาลทั่วไป 2 แห่ง และโรงพยาบาลชุมชน 2 แห่ง) ซึ่งถูกเชิญมาเข้ากลุ่มเพื่ออภิปรายตามวัตถุประสงค์ของโครงการ ผู้ป่วยบางรายที่ไม่สะดวกเข้าร่วมอภิปรายกลุ่ม จะถูกเก็บข้อมูลโดยการสัมภาษณ์เชิงลึก

ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มตัวอย่างผู้ป่วยส่วนใหญ่ที่มารับบริการที่แผนกผู้ป่วยนอกคิดว่าการเจ็บป่วยของตนมีความจำเป็นต้องเข้ารับบริการ (71.8%) มีผู้ป่วยเพียง 0.6% เท่านั้นที่คิดว่าการมารับบริการนั้นไม่จำเป็น แพทย์ประเมินความจำเป็นในการเข้ารับบริการในระดับต่ำกว่าผู้ป่วย โดยแพทย์ประเมินว่ากลุ่มตัวอย่างผู้ป่วย 38.9% มีความจำเป็นต้องมารับบริการ ส่วนกลุ่มตัวอย่าง 13.6% ไม่มีความจำเป็นต้องมารับบริการ เมื่อเปรียบเทียบมุมมองของผู้ป่วยและแพทย์สำหรับการเจ็บป่วยในกรณีเดียวกัน พบว่า 45.9% ของผู้ป่วยประเมินความจำเป็นในการเข้ารับบริการสูงกว่าแพทย์ (overestimated need) 45.0% ประเมินความจำเป็นในระดับเดียวกับแพทย์ และมีผู้ป่วยประเมินความจำเป็นในการเข้ารับบริการต่ำกว่าแพทย์อยู่ 9.0% (underestimated need)

อาการนำ (chief complaint) ที่มีสัดส่วนผู้ป่วยประเมินความจำเป็นสูงกว่าแพทย์สูงที่สุด 3 อันดับแรก คือ อาการท้องอืด จุกเสียด ปวดท้องและท้องน้อย ปวดศีรษะและมึน/เวียนศีรษะ อย่างไรก็ตาม สำหรับอาการนำอื่นๆ ในอาการนำ 10 อันดับแรกที่ผู้ป่วยมาพบแพทย์สูงสุดก็มีสัดส่วนผู้ป่วยที่ประเมินความจำเป็นสูงกว่าแพทย์อยู่ที่ 40-50% เกือบทุกอาการ สำหรับอาการนำที่มีสัดส่วนผู้ป่วยประเมินความจำเป็นต่ำกว่าแพทย์สูงที่สุด 3 อันดับแรก คือ ท้องอืด จุกเสียด ปวดบริเวณใบหน้า หู คอ จมูก และไข้  เป็นที่น่าสังเกตว่าอาการท้องอืด จุกเสียด เป็นอาการนำที่มีสัดส่วนผู้ป่วยประเมินความจำเป็นทั้งสูงและต่ำกว่าการประเมินของแพทย์ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าแม้ผู้ป่วยมีอาการเดียวกันแต่ระดับของความรุนแรงของอาการเจ็บป่วยอาจแตกต่างกันได้มาก

ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการที่ผู้ป่วยประเมินความจำเป็นในการเข้ารับบริการสูงกว่าแพทย์อย่างมีนัยสำคัญนั้นมีทั้งปัจจัยของตัวผู้ป่วยเอง และปัจจัยของแพทย์ ปัจจัยดังกล่าว คือ ผู้ป่วยและแพทย์ที่เป็นเพศหญิง กลุ่มผู้ป่วยรายได้ต่ำ ผู้ป่วยที่เป็นผู้ป่วยในภายในปีที่ผ่านมา แพทย์ที่อายุมากกว่า 30 ปี และการรับบริการนอกเวลาราชการ มีความสัมพันธ์เชิงบวกกับการที่ผู้ป่วยประเมินความจำเป็นในการเข้ารับบริการสูงกว่าแพทย์ ส่วนความพึงพอใจกับสภาพแวดล้อมในการทำงานของแพทย์มีความสัมพันธ์เชิงลบกับการที่ผู้ป่วยประเมินความจำเป็นในการเข้ารับบริการสูงกว่าแพทย์

การร่วมจ่ายแบบอัตราเดียวจะมีผลลดการเข้ารับบริการของกลุ่มผู้ป่วยโดยกลุ่มที่มีเศรษฐานะต่ำ (ตัวแปรรายได้และการศึกษา) จะลดการเข้ารับบริการมากกว่ากลุ่มที่อยู่ในเศรษฐานะสูงกว่า และมีผลลดการเข้ารับบริการในกลุ่มที่ใช้สิทธิหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าและประกันสังคมสูงกว่ากลุ่มที่ใช้สิทธิข้าราชการ ความแตกต่างของการเข้ารับบริการที่ลดลงนี้มีแนวโน้มที่จะมีนัยสำคัญที่อัตราการร่วมจ่ายที่สูงขึ้น ทั้งกลุ่มผู้ป่วยที่แพทย์เห็นว่าจำเป็นและไม่จำเป็นต้องเข้ารับบริการลดการเข้าใช้บริการในระดับที่ไม่แตกต่างกัน ณ อัตราร่วมจ่ายต่ำกว่า 500 บาท และการลดการเข้ารับบริการของกลุ่มที่แพทย์เห็นว่าไม่จำเป็นต้องเข้ารับบริการจะสูงกว่ากลุ่มที่แพทย์เห็นว่ามีความจำเป็นต้องเข้ารับบริการอย่างมีนัยสำคัญที่อัตราร่วมจ่าย 500 บาทขึ้นไป อย่างไรก็ตามความแตกต่างนี้อยู่ในระดับที่ต่ำกว่า 10% อาจสรุปได้ว่า การร่วมจ่ายแบบอัตราเดียวจะลดการเข้ารับบริการของกลุ่มผู้ป่วยที่มีเศรษฐานะต่ำ และจะส่งผลลดการเข้ารับบริการทั้งกลุ่มผู้ป่วยที่จำเป็นและไม่จำเป็นต้องเข้ารับบริการ

ผลจากการวิเคราะห์ Logistic regression พบว่า ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการไม่เข้ารับบริการหากมีการร่วมจ่ายในอัตราต่างๆ มีดังนี้ ที่อัตราการร่วมจ่ายค่าบริการตั้งแต่ 200 บาทขึ้นไป สิทธิข้าราชการจะไม่เข้ารับบริการเป็นครึ่งนึงของสิทธิบัตรทอง กลุ่มรายได้สูงไม่เข้ารับบริการน้อยกว่าผู้ที่มีค่าใช้จ่ายในการเดินทางและอื่นๆ สูงในการเข้ารับบริการจะไม่เข้ารับบริการน้อยกว่า ผู้ที่มีภาวะสุขภาพปานกลางถึงดีจะมีโอกาสสูงกว่าที่ไม่เข้ารับบริการ 

การตัดสินใจในการเข้ารับบริการของผู้ป่วยนั้นมีการคำนึงถึงปัจจัยนอกเหนือจากความจำเป็นที่เกี่ยวกับความเจ็บป่วยแต่มีการคำนึงถึงความพร้อมในด้านอื่นๆ เช่น ความพร้อมของผู้ดูแล ความพร้อมของหน่วยบริการในพื้นที่หน่วยบริการในระดับที่สูงกว่า และโรงพยาบาลเอกชน และความพร้อมด้านเวลาของผู้ป่วยเอง ผลจากการศึกษาเชิงคุณภาพพบว่า ผู้ป่วยตัดสินใจเข้ารับบริการในโรงพยาบาลของรัฐเพราะไม่ต้องเสียค่าบริการ มีความพร้อมในด้านการตรวจทางห้องปฏิบัติการ และเป็นสถานบริการที่มีประวัติเดิมของตนอยู่ โดยไม่ได้มองว่าการรักษาฟรีนั้นมีคุณภาพหรือศักดิ์ศรีที่ด้อยกว่า อุปสรรคในการเข้ารับบริการโรงพยาบาลรัฐคือ ระยะเวลาที่โรงพยาบาลรัฐเปิดทำการไม่ตรงกับเวลาที่สะดวกในการเข้ารับบริการ และใช้เวลารอคิวตรวจนาน จึงมีผู้ป่วยส่วนหนึ่งเลือกไปตรวจวินิจฉัยที่สถานบริการเอกชนก่อนแล้วจึงมารับยาเพื่อรักษาต่อเนื่องในโรงพยาบาลของรัฐ และผู้ป่วยยังไม่ได้รับข้อมูลจากแพทย์ในลักษณะที่จะสามารถเป็นผู้ร่วมตัดสินใจ (shared decision making) ในการรักษาได้

Download :       hs2376.zip  สมัครสมาชิกก่อนดาวน์โหลด(signup free)

(สมัครสมาชิกได้ที่ http://kb.hsri.or.th/dspace/register-hsri)

แสดงความคิดเห็น

Filtered HTML

  • Web page addresses and e-mail addresses turn into links automatically.
  • HTML tags will be transformed to conform to HTML standards.

Plain text

  • No HTML tags allowed.
  • Web page addresses and e-mail addresses turn into links automatically.
  • Lines and paragraphs break automatically.
Refresh Type the characters you see in this picture. กรอกตัวอักษรหรือตัวเลขที่คุณเห็น ถ้าไม่สามารถอ่านได้ให้ทำการโหลดหน้านี้อีกครั้ง (ข้อมูลที่คุณกรอกไว้อาจหาย)  Switch to audio verification.