ผลการสำรวจสถานการณ์การดำเนินงาน และความคิดเห็นต่อนโยบายการพัฒนาทีมหมอประจำครอบครัว

หมวดหมู่กลาง 
เขียนโดย
pawinee
เมื่อวันที่
2015-04-23 13:21
แท็ก 
ผลการสำรวจสถานการณ์การดำเนินงาน และความคิดเห็นต่อนโยบายการพัฒนาทีมหมอประจำครอบครัว
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง
ประเทศไทย จัดเป็นประเทศที่ประสบผลสำเร็จในการขยายบริการสาธารณสุขให้กับประชาชนไทยในทุกภูมิภาค โดยเฉพาะชนบทที่ห่างไกลให้ได้รับ “บริการปฐมภูมิ” ย้อนกลับไปเมื่อปี 2485 ขณะนั้นมีโรงพยาบาลรัฐที่ให้บริการรักษาพยาบาลในส่วนภูมิภาคเพียง 5 แห่ง และ “สุขศาลา” ซึ่งเป็นสถานบริการปฐมภูมิในระดับตำบลอยู่เพียง 300 กว่าแห่งทั่วประเทศ แต่จากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน คือ การสร้างโรงพยาบาลขนาดใหญ่ในเขตเมือง ของกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ตามด้วยการขยายบริการสาธารณสุขระดับทุติยภูมิและปฐมภูมิไปสู่พื้นที่ชนบท รวมทั้งการผลิตบุคลากรสาธารณสุขเพิ่มขึ้น ทำให้มีโรงพยาบาลทั่วไปในส่วนภูมิภาคครบทุกจังหวัด กระทั่งเข้าสู่ช่วง ปี 2544 ที่ประเทศไทยขยายหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าครอบคลุมคนไทยทุกคน โดยเกือบทุกอำเภอมีโรงพยาบาลชุมชน และเกือบทุกตำบลมีสถานีอนามัยหรือโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.)
จำนวนผู้อ่าน
2434
Title:  ผลการสำรวจสถานการณ์การดำเนินงาน และความคิดเห็นต่อนโยบายการพัฒนาทีมหมอประจำครอบครัว
Authors:  สุพัตรา ศรีวณิชชากร และคณะ
Issue Date:  2015-04
Publisher:  สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข

Abstract: 

     รายงานฉบับนี้จัดทำขึ้นจากการศึกษาเชิงสำรวจเร่งด่วนเพื่อให้เข้าใจสถานการณ์การดำเนินงาน และ บทบาทของหมอครอบครัว ซึ่งเป็นนโยบายใหม่ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขในปี พ.ศ.2557 โดยใช้แบบสอบถามที่สำรวจกับโรงพยาบาลชุมชน และโรงพยาบาลศูนย์/โรงพยาบาลทั่วไปทุกแห่งทั่วประเทศ สำนักงานสาธารณสุขอำเภอ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด และการสุ่มสำรวจจากโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพประจำตำบลจำนวนร้อยละ 30 ของตำบลทั้งหมดทั่วประเทศ

ผลการศึกษาสถานการณ์สำคัญของการสำรวจนี้ มีข้อค้นพบในประเด็นดังต่อไปนี้

1. การจัดโครงสร้างกลไกการทำงานระดับอำเภอและตำบลเพื่อรองรับการจัดการทีมหมอครอบครัว จากการสำรวจพบว่าส่วนใหญ่มีการจัดกลไกที่เป็นจุดประสานการบริหารจัดการทั้งในระดับอำเภอและตำบล ระดับร้อยละ 86.3, 85.7ตามลำดับ โดยอำเภอใช้โครงสร้างและกลไกการดำเนินการที่มีอยู่เดิมแต่อาจจะเรียกชื่อแตกต่างกัน มีบางส่วนที่ระบุโครงสร้างหรือกลไกที่มีขึ้นเพิ่มเติมมาเพื่อการดำเนินการสนับสนุนการทำงาน FCT โดยเฉพาะ เช่น ศูนย์สนับสนุนการพัฒนาบริการปฐมภูมิ (ซึ่งตั้งอยู่ที่รพช.) ผู้ประสานโครงสร้างดังกล่าวส่วนใหญ่เป็นพยาบาลวิชาชีพที่ได้รับมอบหมาย และแพทย์ ร้อยละ 78.5, 65.7 ตามลำดับ ขณะที่หัวหน้าทีหัวหน้าทีมหมอครอบครัวระดับตำบลเป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลและแพทย์ที่ปรึกษา ร้อยละ 30.8, 23.2 ตามลำดับ

2. องค์ประกอบทีมหมอครอบครัวระดับอำเภอ ร้อยละ 9.13 ของอำเภอที่ระบุว่ามีองค์ประกอบทีมหมอครอบครัวระดับอำเภอที่ครบถ้วน โดยมีวิชาชีพต่างๆประกอบด้วย แพทย์ พยาบาล(ทั้งจากฝ่ายเวชปฏิบัติครอบครัวหรือเวชกรรมสังคม รวมทั้งฝ่ายการพยาบาล) นักกายภาพบำบัด นักจิตวิทยาคลินิก เภสัชกร ทันตแพทย์ นักโภชนาการ นักแพทย์แผนไทย ขณะที่ส่วนใหญ่ของ FCT อำเภอมีองค์ประกอบไม่ครบทุกวิชาชีพ ส่วนใหญ่เป็นแพทย์ (ร้อยละ 84) และพยาบาล (ร้อยละ 79) รองลงมาคือ นักกายภาพบำบัด และเภสัชกร (ร้อยละ 77) มีหัวหน้าทีมเป็นแพทย์ผู้รับผิดชอบงานและผู้อำนวยการโรงพยาบาลเป็นหัวหน้าทีมร้อยละ 65.7, 22.4 ตามลำดับ

3. องค์ประกอบทีมหมอครอบครัวระดับตำบล ส่วนใหญ่ประกอบด้วยพยาบาลวิชาชีพ และนักวิชาการสาธารณสุข (มากกว่าร้อยละ 80) หรือเจ้าพนักงานสาธารณสุขชุมชน ร่วมกับอาสาสมัครสาธารณสุข(อสม) โดยที่มีแพทย์เป็นที่ปรึกษาและประมาณร้อยละ 40-50 มีความร่วมมือกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ร่วมกับแกนนำชุมชน และจิตอาสา รวมทั้งสหวิชาชีพ และแพทย์แผนไทย มีหัวหน้าทีมเป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลและแพทย์ที่ปรึกษา ร้อยละ 30.8, 23.2 ตามลำดับ

4. วิธีการจัดทีมหมอครอบครัวระดับตำบล ส่วนใหญ่บุคลากรสาธารณสุขในหน่วยบริการปฐมภูมิ จะแบ่งความรับผิดชอบตามจำนวนหมู่บ้าน หรือจำนวนครัวเรือนที่ร่วมกับการแบ่งความรับผิดชอบตามงานที่ได้รับมอบหมาย มีประมาณร้อยละ 28 ที่จัดทีมดูแลตามกลุ่มเป้าหมายเฉพาะ โดยมีบทบาทหน้าที่ดูแลประชาชนและครอบครัวอย่างต่อเนื่อง ในลักษณะการประสานข้อมูลพื้นฐาน การประเมินปัจจัยเสี่ยง และการประสานงานเพื่อให้การดูแล รวมถึงการวางแผนและการจัดบริการโดยตรง ให้คำปรึกษาแนะนำแก่ครอบครัวคำแนะนำด้านสุขภาพแก่ครอบครัวที่รับผิดชอบ

5. การสื่อสารของทีมหมอครอบครัวระดับตำบลกับครอบครัว ส่วนใหญ่ (ร้อยละ 80) สื่อสารด้วยโทรศัพท์มือถือ และพบโดยตรง (ร้อยละ 60) ความถี่ส่วนใหญ่สื่อสารประมาณสัปดาห์ละครั้ง และเดือนละครั้ง

6. การจัดการเพื่อการส่งต่อผู้ป่วย ส่วนใหญ่ใช้เอกสารทางการ (ใบส่งตัวทางการ) ให้กับผู้ป่วย/ญาติถือไปโดยตรง(ร้อยละ 58) และโทรศัพท์หาที่ปรึกษา(แพทย์/พยาบาลที่ดูแลโซน) ก่อนส่งต่อผู้ป่วยพร้อมเอกสารไปยังหน่วยรับส่งต่อโรงพยาบาล (ร้อยละ 21)

โดยทุกประเด็นดังกล่าวพบว่าไม่มีความแตกต่างกันในพื้นที่เขตเมืองและชนบท แต่มีความต่างกันบ้างระหว่าง หน่วยปฐมภูมิของโรงพยาบาล กับโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล ที่มีแพทย์ไปร่วมให้บริการมากกว่าและไม่มีข้อมูลของหน่วยบริการปฐมภูมิภายใต้การดูแลของอปท.

7. วิธีการจัดทีมหมอครอบครัวระดับอำเภอ ส่วนใหญ่แบ่งตามจำนวนรพ.สต (ร้อยละ 69) และตามลักษณะงานเฉพาะที่รับผิดชอบ (ร้อยละ 61) เช่น การเยี่ยมบ้าน ทีมกายภาพบำบัด โดยมีบทบาทหน้าที่โดยส่วนใหญ่ของแพทย์ พยาบาล ทันตแพทย์ นักกายภาพบำบัด มีบทบาทในด้านการให้บริการโดยตรงที่หน่วยบริการปฐมภูมิ รองลงมาคือบทบาทในด้านการสนับสนุนด้านวิชาการ และเสริมพลังแก่ผู้ป่วยและครอบครัว

8. การสื่อสารระหว่างทีมหมอครอบครัวอำเภอกับทีมตำบล ส่วนใหญ่ผ่านทางโทรศัพท์มือถือ และกลุ่ม LINE โดยส่วนใหญ่ (ร้อยละ 42) สื่อสารกันทุกวันและสัปดาห์ละ 3 ครั้ง (ร้อยละ 27) สัปดาห์ละครั้ง (ร้อยละ 19) ส่วนการสื่อสารระหว่างทีมหมอครอบครัวระดับอำเภอกับประชาชนโดยตรง ส่วนใหญ่ผ่านทางโทรศัพท์มือถือ ประมาณสัปดาห์ละครั้งและเดือนละครั้ง

9. การจัดการส่งต่อผู้ป่วย ส่วนใหญ่สื่อสารผ่านเอกสารทางการ ร้อยละ 42 และบางส่วนโทรศัพท์ปรึกษาก่อนส่งต่อ ร้อยละ 26

10. ลักษณะการสนับสนุน ทีมหมอครอบครัวอำเภอให้ข้อมูลว่ามีการสนับสนุน แบบเป็นประจำอย่างเป็นระบบ ร้อยละ 60 และบางส่วน (ร้อยละ 26 ) ยังสนับสนุนเป็นครั้งๆ ไม่ได้มอบหมายชัดเจน ในส่วนทีมหมอครอบครัวตำบลให้ความเห็นว่าได้รับการสนับสนุนในลักษณะแนวโน้มเหมือนกัน คือ ส่วนใหญ่มีความประจำต่อเนื่อง แต่ประมาณ 1 ใน 3 ยังสนับสนุนเป็นครั้งคราว ซึ่งค่าตัวเลขที่สนับสนุนอย่างเป็นระบบมีค่าต่ำกว่าคำตอบจากระดับอำเภอ

เมื่อพิจารณาเป็นรายเขตสุขภาพ พบว่าเขตที่มีสัดส่วนอำเภอสนับสนุนทีมตำบลเป็นครั้งๆ ยังไม่ต่อเนื่องมากที่สุด คือ เขต 5 (ร้อยละ 42.9) รองลงมาคือ เขต 11 (ร้อยละ 41.7), เขต 3 (ร้อยละ 30.8), เขต 12 (ร้อยละ 30) และเขต 1 (ร้อยละ 27.8) ตามลำดับ

11. ประเด็นของการสนับสนุน ส่วนใหญ่เป็นการสนับสนุนให้คำปรึกษาในด้านบริการ รองลงมาเป็นด้านวิชาการ และการบริหารจัดการยาและเวชภัณฑ์ ส่วนการสนับสนุนด้านบุคลากรลงมาช่วยปฏิบัติการมีประมาณร้อยละ 52

12. ความคิดเห็นและบทบาทของสาธารณสุขอำเภอในการจัดการทีมหมอครอบครัว สสอ. ส่วนใหญ่มีความคาดหวังต่อบทบาท FCT ในเชิงรูปแบบวิธีการทำงานที่ให้บริการตามอย่างองค์รวมผสมผสาน ต่อเนื่อง รวมทั้งการส่งเสริมให้ประชาชนมีการพึ่งตนเองด้านสุขภาพได้อย่างเหมาะสม รองลงมา คาดหวังให้ FCT มีทีมสหวิชาชีพมาร่วมเพิ่มมากขึ้นเพื่อให้การดูแลที่มีคุณภาพ ครอบคลุมมิติปัญหาและความต้องการ รวมทั้งคาดหวังให้มีการทำงานร่วมกันของภาคีเครือข่ายสุขภาพจากภาคส่วนต่างๆ ที่มีในพื้นที่ มีบางส่วนที่คาดหวังในลักษณะผลลัพธ์ต่อประชาชนที่ทำให้ประชาชนเข้าถึงบริการได้ทั่วถึงมากขึ้น ครอบครัวชุมชนมีสุขภาพและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

บทบาทของสสอ.ในการพัฒนาFCT จากแบบสอบถามที่ได้รับ สะท้อนบทบาทสสอ.ในการพัฒนา FCT อย่างครอบคลุมทุกบทบาทการทำงานจำนวนอำเภอ 24 แห่งจาก 72 แห่ง คิดเป็น ร้อยละ 33.3 ทั้งที่เป็นบทบาทในการถ่ายทอดนโยบาย วางแผนการดำเนินงาน จัดระบบสนับสนุน พัฒนา FCT และติดตามกำกับ

13. การรับรู้และการตอบสนองต่อนโยบายทีมหมอครอบครัว โดยทีมสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด พบว่าส่วนใหญ่ (ร้อยละ 63.08) เจ้าหน้าที่รับผิดชอบในสสจ.มีการรับรู้ผ่านเวทีประกาศนโยบายโดยรัฐมนตรีวันที่ 22 ธันวาคม 2557 เท่ากับการประชุมเขตบริการสุขภาพ สิ่งที่ระดับจังหวัดได้ดำเนินการแล้วประกอบด้วยการประชุมชี้แจงทำความเข้าใจนโยบาย FCT สำหรับผู้บริหารและผู้ปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้องในระดับจังหวัดจำนวน 47 จังหวัด (ร้อยละ 78.3) โดยผู้ที่ได้รับรู้นโยบายครอบคลุมผู้บริหารรพช./ สสอ./ ผอ.รพ./ (เจ้าหน้าที่ระหว่างฝ่ายภายในสสจ.) ขณะที่บางส่วนของหน่วยบริการ เช่น รพ.สต. รวมทั้งผู้เกี่ยวข้องหรือประชาชนในชุมชนยังไม่ได้มีการชี้แจงหรือประกาศนโยบายในลักษณะต่างๆ อย่างกว้างขวางมากนัก มีเพียง 11 จังหวัดเท่านั้น (ร้อยละ 18.3) ที่ระบุว่ามีการดำเนินการประชาสัมพันธ์หรือให้ข้อมูลพร้อมสื่อ เช่น การ์ดสวัสดีปีใหม่ เป็นต้น และการสื่อสารภายใน บางแห่งมีการพัฒนาระบบงาน เตรียมการพัฒนาศักยภาพบุคลากรจำนวน 6 แห่ง และมีการจัดระบบติดตามกำกับ 10 แห่ง

Download:   hs2148.zip  สมัครสมาชิกก่อนดาวน์โหลด(signup free)
(สมัครสมาชิกได้ที่ http://kb.hsri.or.th/dspace/register-hsri)

ความคิดเห็น

มีประโยชน์ในการศึกษา

แสดงความคิดเห็น

Filtered HTML

  • Web page addresses and e-mail addresses turn into links automatically.
  • HTML tags will be transformed to conform to HTML standards.

Plain text

  • No HTML tags allowed.
  • Web page addresses and e-mail addresses turn into links automatically.
  • Lines and paragraphs break automatically.