“วิจัยวางแผนกำลังคนสุขภาพ” เข็มทิศสู่การพัฒนาระบบบริการสุขภาพในทศวรรษหน้า

หมวดหมู่กลาง 
เขียนโดย
thitima
เมื่อวันที่
2017-02-28 13:56
แท็ก 
“วิจัยวางแผนกำลังคนสุขภาพ”  เข็มทิศสู่การพัฒนาระบบบริการสุขภาพในทศวรรษหน้า
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง
องค์ประกอบสำคัญของระบบสุขภาพประกอบไปด้วย การให้บริการ บุคลากร ระบบสารสนเทศด้านสุขภาพ ยาและเวชภัณฑ์ ระบบการคลังด้านสุขภาพ และภาวะผู้นำและธรรมภิบาล ระบบสุขภาพที่ดีจะส่งมอบงานบริการสุขภาพตามความจำเป็นของประชาชน โดยมีกลไกการคลังที่เข้มแข็ง มีบุคลากรดี มีความพร้อมในจัดส่งยาและเวชภัณฑ์ที่มีคุณภาพ และมีระบบสารสนเทศที่ครอบคลุมและใช้เป็นฐานในการตัดสินใจเชิงนโยบายได้
จำนวนผู้อ่าน
5892

การบริการสุขภาพที่ได้มาตรฐานและมีคุณภาพ  จำเป็นต้องมีการวางแผนและบริหารจัดการ “กำลังคนด้านสุขภาพ” ให้เพียงพอและสามารถตอบสนองต่อความต้องการด้านสุขภาพของประชาชน  ตลอดจนพร้อมเผชิญกับสถานการณ์ความเปลี่ยนแปลงไม่ว่าจะเป็น  อุบัติการณ์ของโรคที่เกี่ยวเนื่องกับความยากจน อุบัติการณ์โรคใหม่ๆ  เช่น  SAR  ไข้หวัดนก  รวมทั้งการเพิ่มขึ้นของผู้สูงอายุและโรคเรื้อรัง  ฯลฯ  ซึ่งการพัฒนากำลังคนด้านสุขภาพเป็นประเด็นสำคัญที่ควรอยู่ในความสนใจของสังคมอย่างต่อเนื่องและจริงจัง  ภายใต้เป้าหมายเพื่อให้ประชาชนได้รับบริการสุขภาพที่มีคุณภาพ มีประสิทธิภาพ  และเป็นธรรม  

9 ปัจจัย ส่งผลกระทบต่อระบบสุขภาพและกำลังคนด้านสุขภาพ  

1. การเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุและแนวโน้มโรคเรื้อรัง
2. โรคติดต่อที่ยังเป็นปัญหาและโรคติดต่ออุบัติใหม่  ภัยพิบัติ
3. กระแสแห่งโลกาภิวัตน์  การค้าระหว่างประเทศ  และการเริ่มต้นของประชาคมอาเซียน
4. การพัฒนาและการใช้เทคโนโลยีใหม่ที่มีราคาแพง  ทำให้ค่าใช้จ่ายสุขภาพสูงขึ้นเร็วกว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจ
5. การเปลี่ยนแปลงด้านเศรษฐกิจ
6. การเติบโตของสังคมเมือง
7. การเปลี่ยนแปลงนโยบายและการปฏิรูปต่างๆ เช่น ระบบการจ้างงาน
8. ทิศทางการส่งเสริมสุขภาพ
9. การกระจายอำนาจ

ทั้งนี้ การวางแผนกำลังคนด้านสุขภาพ  ไม่ใช่แค่การผลิตเพื่อเพิ่มปริมาณกำลังคนเข้าสู่ระบบเท่านั้น  หากแต่ต้องวางแผนทั้งระบบ  ตั้งแต่การผลิต  การกระจาย  และการคงอยู่ของกำลังคน เพราะการวางแผนที่ไม่เหมาะสมอาจนำไปสู่ความขาดแคลนหรือการกระจายที่ไม่เหมาะสม  จนทำให้เกิดปัญหาบุคลากรเกินความต้องการของประเทศ  หรือบุคลากรกระจุกตัวอยู่เฉพาะในเขตเมืองมากกว่าอยู่ในพื้นที่ห่างไกล

ดังนั้นองค์ความรู้เพื่อการวางแผนกำลังคนในทศวรรษหน้า (พ.ศ. 2560 - 2569)  จึงเป็นอีกประเด็นงานวิจัยที่สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.)  ให้ความสำคัญและสนับสนุนให้มีการศึกษาภายใต้หัวข้อ “งานวิจัยเพื่อสังเคราะห์ทางเลือกและข้อเสนอเชิงนโยบายในการวางแผนความต้องการกำลังคนด้านสุขภาพของประเทศในทศวรรษหน้า”  ซึ่งผลการวิจัยนี้น่าจะเป็นเข็มทิศสำคัญของการพัฒนากำลังคนเพื่อการพัฒนาระบบบริการสุขภาพในอีก 10 ปีข้างหน้า  โดย สวรส. ได้นำเสนอผลงานวิจัยดังกล่าวไว้ในการประชุมวิชาการประจำปีระดับชาติ “การพัฒนาการศึกษาสำหรับบุคลากรด้านสุขภาพ ครั้งที่ 3” เมื่อวันที่ 21-22 พ.ย. 2559 ที่ผ่านมา

ความจริงของปัญหา  
กับความท้าทายการพัฒนากำลังคนด้านสุขภาพ

ปัจจุบันพบว่า  การกระจายบุคลากรด้านสาธารณสุขเป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้น เห็นได้จากอัตราส่วนแพทย์ต่อประชากรในภาพรวมทั้งประเทศมีแนวโน้มดีขึ้นจาก 1 : 3,277 คน ในปี 2544  เป็น  1 : 2,893 คน ในปี 2553  และอัตราส่วนพยาบาลต่อประชากร จาก 1 : 794 คน ในปี 2544  เป็น  1 : 531 คน ในปี 2553  แต่ทว่าการกระจายยังคงมีการกระจุกตัวอยู่ในกรุงเทพมหานครและภาคกลางเป็นส่วนใหญ่  ในขณะที่สถานบริการในพื้นที่ห่างไกลยังมีปัญหาการกระจายและขาดแคลนบุคลากรวิชาชีพ  ส่งผลต่อความเป็นธรรมในการให้บริการด้านสุขภาพแก่ประชาชน

การบริหารกำลังคน : ยังพบว่า ความขาดแคลนกำลังคนด้านสุขภาพบางสาขายังคงรุนแรง  ในขณะที่บางสาขา อาจเกินความต้องการ  การสูญเสียกำลังคนด้านสุขภาพ มีสาเหตุที่ซับซ้อนขึ้นเรื่อยๆ  การกระจายตัวของกำลังคนด้านสุขภาพมีความไม่เป็นธรรม  การจ้างงาน  ระบบค่าตอบแทน และแรงจูงใจบุคลากรในภาครัฐยังไม่มีประสิทธิผล
การพัฒนากำลังคน : สถาบันการผลิตเพิ่มขึ้น  และกระจายอยู่หลายสังกัด  แต่ยังขาดการวางแผนการผลิตร่วมกัน  การพัฒนาบุคลากรยังไม่เชื่อมโยงกับปัญหาที่เป็นจุดเน้นในการพัฒนาประเทศ และการเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์ปัจจุบัน
คุณลักษณะและขีดความสามารถของกำลังคน : การขาดแคลนกำลังคนที่มีศักยภาพและการสูญเสียอัตรากำลังจากการเกษียณอายุและลาออก  ความไม่สมดุลของกำลังคนรุ่นเก่าและรุ่นใหม่  กำลังคนภาครัฐมีความหลากหลายในเชิงประชากรเพิ่มขึ้น  ขีดความสามารถของกำลังคนไม่เหมาะสมกับสถานการณ์และบริบทการบริหารราชการที่เปลี่ยนไป
กลไกการขับเคลื่อนงานกำลังคน : กำลังคนด้านสุขภาพกระจายอยู่ทั้งภาครัฐและเอกชนในหลากหลายสังกัด  แต่ยังขาดกลไกในการขับเคลื่อนนโยบายกำลังคนด้านสุขภาพของประเทศ  รวมทั้งขาดกลไกในการพัฒนาการอภิบาลระบบกำลังคนที่ยั่งยืน  ไม่มีแผนกำลังคนด้านสุขภาพที่รองรับสังคมผู้สูงอายุ  และการพัฒนาระบบบริการสุขภาพที่จำเป็นในอนาคต  ข้อมูลกำลังคนด้านสุขภาพมีอยู่กระจัดกระจาย  ขาดการวางแผนและติดตามการใช้กำลังคนอย่างเป็นระบบ

“ระบบสุขภาพพึงประสงค์”
ต้องมาพร้อมคุณภาพ - ความเพียงพอของกำลังคน

ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของบริบทที่มีอัตราเร่งเร็วขึ้นเรื่อยๆ  ทั้งทางด้านเศรษฐกิจ  สังคม  และวัฒนธรรม  ตลอดจนสถานการณ์ด้านสุขภาพ  เป้าหมายที่มุ่งสู่ “ระบบสุขภาพที่พึงประสงค์” ยังคงเป็นความหวังที่คนทำงานด้านสุขภาพจะร่วมกันทำให้สำเร็จในอนาคตอันใกล้  ซึ่งการพัฒนาที่จะนำสู่ระบบสุขภาพที่พึงประสงค์ล้วนแต่ต้องการกำลังคนด้านสุขภาพที่เพียงพอและมีคุณภาพทั้งสิ้น

"ระบบสุขภาพที่พึงประสงค์  เป็นระบบบริการที่ได้มาตรฐานและมีคุณภาพ  มีความปลอดภัย  มีประสิทธิภาพ  และมีความต่อเนื่อง  มีการกระจายและใช้ทรัพยากรเพื่อการดูแลสุขภาพอย่างคุ้มค่า  เป็นระบบบริการที่ส่งเสริมความเป็นธรรมสำหรับประชาชน  และเป็นระบบที่ทำให้ประชาชนที่มีความต้องการด้านสุขภาพเหมือนกันได้รับการดูแลสุขภาพที่ใช้มาตรฐานเดียวกัน  รวมถึงเป็นระบบที่มีความยั่งยืน  ไม่เป็นภาระกับระบบการเงินการคลังของประเทศ  ภายใต้การมุ่งเน้นให้ประชาชนมีศักยภาพในการดูแลตนเอง  ส่งเสริมบริการระดับปฐมภูมิ  พัฒนาเครือข่ายบริการสุขภาพในรูปแบบเขตบริการสุขภาพ  สร้างความเข้มแข็งให้กับระบบการให้บริการด่านแรก (Gate keeper)  พัฒนาบริการสุขภาพให้มีคุณภาพและความปลอดภัย  ส่งเสริมความมั่นคงทางยาและเทคโนโลยีทางการแพทย์  ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของภาคเอกชน  พัฒนาระบบในการตอบสนองต่อภาวะฉุกเฉิน  พัฒนาระบบการดูแลผู้ป่วยระยะยาว  ส่งเสริมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก  พัฒนาระบบเพื่อรองรับผู้ป่วยต่างชาติ ฯลฯ"

วิจัยชี้ 10 ปี ต่อจากนี้ ต้องทำอะไร ?

งานวิจัยเพื่อสังเคราะห์ทางเลือกและข้อเสนอเชิงนโยบายในการวางแผนความต้องการกำลังคนด้านสุขภาพของประเทศในทศวรรษหน้า (พ.ศ. 2560 - 2569)  ได้สรุปข้อเสนอเชิงนโยบายที่สำคัญ ไว้ดังนี้

1. วิชาชีพด้านสาธารณสุขมีการผลิตที่มากเกินความต้องการ จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องทบทวนจำนวนการผลิต  และควรเร่งปรับสมรรถนะบัณฑิตให้สอดคล้องกับความต้องการของระบบสุขภาพมากขึ้น
2. วิชาชีพแพทย์  ทันตแพทย์  กายภาพบำบัด  และแพทย์แผนไทย/แผนไทยประยุกต์  ในอีก 10 ปี จะมีความเพียงพอกับความต้องการของประเทศ  ดังนั้นการเพิ่มการผลิต ควรคงอัตราการผลิตแบบในขณะนี้ไว้  และจำเป็นต้องมุ่งเน้นการผลิตเพื่อแก้ปัญหาการกระจายกำลังคน  เช่น  การรับนักเรียนจากพื้นที่ขาดแคลนเข้ามาเรียน  และการจ้างงานหลังจบการศึกษาตามภูมิลำเนา  เพื่อให้เกิดความเท่าเทียมในการเข้าถึงบริการสุขภาพของประชาชน   
3. วิชาชีพพยาบาล  เภสัชกร  เทคนิคการแพทย์  และสัตวแพทย์  แม้ว่าจำนวนบุคลากรในอีก 10 ปีข้างหน้า จะยังต่ำกว่าจำนวนบุคลากรที่ประเทศต้องการ  แต่ก็ต่ำกว่าในสัดส่วนที่ไม่มากนัก  อาจคงอัตราการผลิตแบบนี้ไว้  แต่เน้นการบริหารจัดการแก้ไขความขาดแคลน  เช่น  ใช้มาตรการลดการสูญเสียบุคลากร
4. ภาครัฐจำเป็นต้องสนับสนุนงบประมาณในการผลิตกำลังคนด้านสุขภาพ  โดยเฉพาะในกลุ่มที่รับตรงจากพื้นที่ขาดแคลน  และมีการพิจารณาปรับระบบสนับสนุนงบประมาณผ่านทางกระทรวงสาธารณสุขในฐานะผู้ใช้กำลังคนด้านสุขภาพเป็นหลัก
5. ควรมีการปฏิรูประบบการผลิตทั้งในเรื่องการบริหารจัดการการศึกษาโดยกระบวนการ transformative learning  และให้มีการทบทวนหรือปรับปรุงหลักสูตร  รวมถึงกระบวนการเรียนรู้ให้สอดคล้องกับความต้องการด้านสุขภาพของประชาชนและบริบทของสังคมไทย
6. กระทรวงสาธารณสุขควรประสานความร่วมมือ  ระหว่างผู้ใช้   ผู้ผลิตทุกภาคส่วนในการวางแผนความต้องการและการผลิตกำลังคนด้านสุขภาพให้เพียงพอต่อความต้องการของประเทศ  ส่งเสริมการจัดระบบบริการที่เน้นการมีส่วนร่วมของภาครัฐ  เอกชน  ท้องถิ่น  รวมทั้งการสนับสนุนการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนในการดูแลสุขภาพในระดับครอบครัวและชุมชน  และส่งเสริมความเข้มแข็งในการจัดระบบบริการในระดับปฐมภูมิที่เน้นการสร้างเสริมสุขภาพ  การให้บริการด่านแรกสำหรับประชาชนที่มีปัญหาสุขภาพ  เพื่อลดรายจ่ายของประชาชนและสร้างความยั่งยืนด้านการคลังสุขภาพในระยะยาว
7. ควรพัฒนาระบบประเมินการพัฒนากำลังคนด้านสุขภาพ  การปรับปรุงสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อการทำงาน  ตลอดจนการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน
8. ควรดำเนินมาตรการในการรักษากำลังคนด้านสุขภาพให้คงอยู่ในพื้นที่อย่างต่อเนื่องและเหมาะสม  โดยการบูรณาการมาตรการที่หลากหลาย  ไม่ว่าจะเป็น  ระบบการจ้างงาน  ระบบค่าตอบแทน  และระบบความก้าวหน้า
9. แต่ละสภาวิชาชีพควรมีการทบทวนการกำหนดสมรรถนะ (Competency) ของบัณฑิต  รวมทั้งทบทวนข้อจำกัดและเงื่อนไขในการประกอบวิชาชีพให้เอื้อต่อการทำงานร่วมกันในลักษณะของสหสาขาวิชาชีพ  โดยใช้ผู้ป่วยและประชาชนเป็นศูนย์กลางของการให้บริการ  เพื่อให้เกิดกลไกการควบคุมและกำกับมาตรฐานการทำงานของกำลังคนด้านสุขภาพให้สอดคล้องกับบริบทความต้องการด้านสุขภาพของประชาชน และเอื้อให้เกิดการทำงานอย่างเต็มประสิทธิภาพ  

หากการทำงานเรื่องกำลังคนด้านสุขภาพ  เปรียบเสมือนการเดินทาง  ความรู้จากงานวิจัยคงจะเปรียบได้กับเข็มทิศที่ช่วยนำให้การเดินทางไปสู่เป้าหมายได้อย่างชัดเจนในระยะเวลาอันใกล้  ซึ่งทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องยังคงต้องจับมือเดินทางร่วมกันต่อไป

ข้อมูลประกอบจาก  :  งานวิจัยเรื่อง “การวิจัยเพื่อสังเคราะห์ทางเลือกและข้อเสนอเชิงนโยบายในการวางแผนความต้องการกำลังคนด้านสุขภาพของประเทศในทศวรรษหน้า” , สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข

 

ความคิดเห็น

เป็นเรื่องน่าสนใจมาก

OK

เป็นบทความที่มีประโยชน์ ให้สาระที่สามารถนำไปใช้เป็ฯแนวทางในการวางแผนได้ดี 

แสดงความคิดเห็น

Filtered HTML

  • Web page addresses and e-mail addresses turn into links automatically.
  • HTML tags will be transformed to conform to HTML standards.

Plain text

  • No HTML tags allowed.
  • Web page addresses and e-mail addresses turn into links automatically.
  • Lines and paragraphs break automatically.