การพัฒนาและประเมินตัวอย่างควบคุมคุณภาพชนิดแห้ง ประกันคุณภาพการตรวจวินิจฉัย HIV ทางห้องปฏิบัติการ ลดปัญหาการเก็บรักษา และการขนส่งที่ไม่ต้องพึ่งอุณหภูมิเย็นได้

หมวดหมู่กลาง 
เขียนโดย
thitima
เมื่อวันที่
2017-01-16 21:04
แท็ก 
การพัฒนาและประเมินตัวอย่างควบคุมคุณภาพชนิดแห้ง ประกันคุณภาพการตรวจวินิจฉัย HIV ทางห้องปฏิบัติการ ลดปัญหาการเก็บรักษา และการขนส่งที่ไม่ต้องพึ่งอุณหภูมิเย็นได้
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง
กรมบัญชีกลาง หนุนสร้างความรู้ ทำความเข้าใจ และเตรียมพร้อมสู่การพัฒนารหัสการตรวจ Lab เพื่อการเบิกจ่ายสวัสดิการข้าราชการที่ได้มาตรฐานทุกสถานพยาบาลทั่วประเทศ
จำนวนผู้อ่าน
410

สถานการณ์ปัญหา

ปัจจุบันการตรวจการติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ ในโรงพยาบาลชุมชนต่างๆ มักนิยมใช้ “ชุดทดสอบแบบรวดเร็ว” (Rapid test) เพื่อให้สามารถออกผลได้ภายในวันเดียว ลดระยะเวลาการรอคอย ลดค่าใช้จ่ายเพื่อการกลับมาฟังผลการตรวจส่งผลให้ผู้ติดเชื้อสามารถเข้าสู่กระบวนการการให้คำปรึกษา เพื่อป้องกัน ควบคุมและเข้าสู่การรักษาได้รวดเร็ว

ทั้งนี้ “การควบคุมคุณภาพการตรวจวินิจฉัยการติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์” จึงมีความสำคัญต่อความถูกต้องเชื่อถือได้ของผลการตรวจวิเคราะห์ประจำวันของห้องปฏิบัติการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการตรวจวิเคราะห์ด้วยชุดทดสอบแบบรวดเร็ว (Rapid testing) ได้ถูกนำมาใช้ตรวจวินิจฉัยการติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์อย่างแพร่หลายในปัจจุบัน และดำเนินการทดสอบได้อย่างง่าย

โดย “ตัวอย่างควบคุมคุณภาพ” (Quality Control Sample) จัดเป็นเครื่องมือสำคัญที่ห้องปฏิบัติการทดสอบการติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ จำเป็นต้องมีไว้สำหรับการควบคุมคุณภาพของการทดสอบเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ถูกต้องและมีความน่าเชื่อถือมากที่สุด โดยตัวอย่างควบคุมคุณภาพจะมี 2 แบบ คือ ตัวอย่างควบคุมคุณภาพชนิดเหลวซีรั่มหรือพลาสม่า (Liquid specimen) และตัวอย่างควบคุมคุณภาพชนิดแห้ง (Dried tube specimen, DTS)

ทั้งนี้ ตัวอย่างควบคุมคุณภาพชนิดเหลวซีรั่มหรือพลาสม่า (Liquid specimen) ที่มีจำหน่ายในปัจจุบันไม่สะดวกในการขนส่งไปยังโรงพยาบาลชุมชนต่างๆ เนื่องจากตัวอย่างของเหลวต้องเก็บรักษาที่อุณหภูมิเย็นจึงจะสามารถรักษาความคงตัวได้ ทำให้เพิ่มค่าใช้จ่ายในการขนส่ง นอกจากนี้ยังมีข้อจำกัดของโครงสร้างและสิ่งอำนวยความสะดวกของห้องปฏิบัติการ เพื่อการจัดเก็บรักษาตัวอย่างควบคุมคุณภาพของโรงพยาบาลชุมชน หรือหน่วยบริการเคลื่อนที่

วิสัยทัศน์ “มุ่งสู่เป้าหมายที่เป็นศูนย์” (Getting to Zero) ของยุทธศาสตร์ป้องกันและแก้ไขปัญหาเอดส์แห่งชาติ พ.ศ. 2555-2559 มีเป้าหมายหลักคือ 1.ไม่มีผู้ติดเชื้อรายใหม่ 2.ไม่มีการตายเนื่องจากเอดส์ และ 3.ไม่มีการตีตราและเลือกปฏิบัติ การตรวจวินิจฉัยที่เกี่ยวข้องจึงมีส่วนสำคัญในการดำเนินการให้บรรลุเป้าประสงค์ วิธีการหนึ่งที่สนับสนุนยุทธศาสตร์ดังกล่าว คือ “การตรวจวินิจฉัยการติดเชื้อที่ให้ผลถูกต้องเชื่อถือได้ของห้องปฏิบัติการทางการแพทย์และสาธารณสุขทุกระดับของประเทศ”

งานวิจัยตอบโจทย์การพัฒนา - แก้ปัญหาระบบสุขภาพ

จากข้อจำกัดของตัวอย่างควบคุมคุณภาพชนิดเหลวซีรั่มหรือพลาสม่า สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) และสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) จึงได้สนับสนุนให้มีการศึกษาการพัฒนาและประเมินตัวอย่างควบคุมคุณภาพชนิดแห้งขึ้น เพื่อการควบคุมคุณภาพการทดสอบการตรวจการติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ ทางห้องปฏิบัติการ เพื่อการควบคุมคุณภาพการทดสอบการตรวจการติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์  และการตรวจหาปริมาณเชื้อเอชไอวีในกระแสเลือด  ภายใต้ชุดโครงการวิจัยมุ่งเป้าเพื่อพัฒนาคุณภาพและความปลอดภัยของผู้ป่วย โดยคณะผู้วิจัยยังเห็นว่า ตัวอย่างควบคุมคุณภาพชนิดแห้งจะสามารถนำมาประยุกต์ใช้เพื่อเสริมสร้างศักยภาพและมาตรฐานทางห้องปฏิบัติการตรวจวินิจฉัยการติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ของโรงพยาบาลชุมชน หรือหน่วยบริการเคลื่อนที่ได้ จึงได้ดำเนินการศึกษาเตรียมตัวอย่างคุณภาพชนิดแห้ง เพื่อลดปัญหาด้านการเก็บรักษา และการขนส่งที่ไม่ต้องพึ่งอุณหภูมิเย็น

โครงการนี้เป็นการศึกษาเพื่อขยายผลการใช้ประโยชน์ของตัวอย่างควบคุมคุณภาพชนิดแห้ง สำหรับการตรวจการติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ ซึ่งเป็นโครงการนำร่องเพื่อประเมินผลการใช้งานตัวอย่างควบคุมคุณภาพแบบแห้ง โดยทำการทดสอบการติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ โดยชุดทดสอบแบบรวดเร็ว ในโรงพยาบาลชุมชนหรือเทียบเท่า ภายใต้เครือข่ายห้องปฏิบัติการชันสูตรของศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ 1/1 เชียงราย จำนวน 27 แห่ง และ เครือข่ายห้องปฏิบัติการชันสูตรของศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ 3 นครสวรรค์ 52 แห่ง รวมทั้งสิ้น 79 แห่ง

จากผลการศึกษาด้วยชุดทดสอบแบบรวดเร็วเปรียบเทียบระหว่างตัวอย่างควบคุมคุณภาพชนิดเหลวและชนิดแห้งที่พัฒนาขึ้นพบว่า ให้ผลตรงกัน และตัวอย่างควบคุมคุณภาพชนิดแห้งมีความคงทนเมื่อเก็บไว้ที่อุณหภูมิห้องหรือสูงกว่า โดยผลการประเมินการใช้ตัวอย่างควบคุมคุณภาพชนิดแห้ง ที่ได้รับจากห้องปฏิบัติการ พบว่า ร้อยละ 83.78 มีความเห็นว่า ตัวอย่างควบคุมคุณภาพชนิดแห้ง สะดวกใช้งานในระดับปานกลาง ถึงระดับมาก และมีความเชื่อถือในประสิทธิภาพของตัวอย่างอยู่ในระดับร้อยละ 72.97 อย่างไรก็ดี แม้ว่าการขนส่ง และการเก็บรักษาที่ง่าย สะดวก ไม่ต้องระวังการรั่วซึมและปนเปื้อนเช่นตัวอย่างแบบเหลว แต่การละลายตัวอย่างก่อนใช้งานอาจทำให้เกิดความผิดพลาด จึงส่งผลต่อความมั่นใจของผู้ปฏิบัติในการทดสอบตัวอย่าง โดยพบว่ามีความมั่นใจต่อการทดสอบตัวอย่างควบคุมคุณภาพชนิดแห้ง ร้อยละ 62.16 แม้ว่าได้ทดลองใช้ในระยะเวลาที่ต่างกันและยังคงให้ผลเหมือนเดิมก็ตาม

ส่วนข้อสอบถามเรื่องการเตรียมตัวอย่างด้วยตนเองนั้น พบว่าร้อยละ 72.97 ไม่พร้อมดำเนินการด้วยขาดทรัพยากรที่จำเป็น บุคลากร และความรู้ในการควบคุมคุณภาพการเตรียม โดยที่ร้อยละ 78.38 มีความเห็นว่าควรมีหน่วยงานกลางของภูมิภาค/เขต เป็นศูนย์กลางจัดเตรียมตัวอย่างควบคุมคุณภาพชนิดแห้ง ทั้งนี้เพื่อจะได้เทียบผลกับโรงพยาบาลอื่นๆได้ ส่งผลให้สามารถแก้ไขข้อผิดพลาดได้รวดเร็ว

การใช้ประโยชน์ผลงานวิจัย

สำหรับการขยายผลการศึกษา คณะวิจัยได้มีจัดการประชุมอบรมเชิงปฏิบัติการการใช้งานตัวอย่างควบคุมคุณภาพชนิดแห้ง (DTS) ในเครือข่ายห้องปฏิบัติการโรงพยาบาล เพื่อแลกเปลี่ยนสรุปผลการดาเนินงาน ข้อมูลที่ได้ ปัญหา และอุปสรรคในการเข้าร่วมโครงการพร้อมกับการถ่ายทอดเทคโนโลยีการเตรียมตัวอย่างควบคุมคุณภาพชนิดแห้ง (DTS) ให้แก่ห้องปฏิบัติการ ได้แก่ นครสวรรค์ กาแพงเพชร พิจิตร ชัยนาท อุทัยธานี เชียงราย พะเยา แพร่ และน่าน เพื่อสามารถเตรียมตัวอย่างใช้งานได้เองภายในเครือข่ายต่อไป นอกจากนี้ ผลจากการศึกษาได้มีการนำเสนอผลงานทางวิชาการ แบบบรรยาย เรื่อง การใช้งานตัวอย่างควบคุมคุณภาพชนิดแห้งสาหรับการตรวจการติดเชื้อเอชไอวี ในการประชุมวิชาการวิทยาศาสตร์การแพทย์ ครั้งที่ 23 จัดโดยกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข อีกด้วย

ข้อมูลจากงานวิจัย : การพัฒนาและประเมินตัวอย่างควบคุมคุณภาพเพื่อประกันคุณภาพการตรวจวินิจฉัยการติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ ทางห้องปฏิบัติการ
นักวิจัย : บุษราวรรณ ศรีวรรธนะ  สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สาธารณสุข กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์
แหล่งทุนวิจัย : สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.)

แสดงความคิดเห็น

Filtered HTML

  • Web page addresses and e-mail addresses turn into links automatically.
  • HTML tags will be transformed to conform to HTML standards.

Plain text

  • No HTML tags allowed.
  • Web page addresses and e-mail addresses turn into links automatically.
  • Lines and paragraphs break automatically.