วิกฤติ “เชื้อดื้อยา” สวรส.เร่งงานวิจัย เพื่อควบคุมและป้องกันการดื้อยาปฏิชีวนะของประเทศ

หมวดหมู่กลาง 
เขียนโดย
thitima
เมื่อวันที่
2014-07-16 16:54
แท็ก 
รูปกราฟฟิคเป็นรูปหมอถือเข็มฉีดยาฉีดเชื้อโรค
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง
ถึงเวลาเลิกทาหูทวนลม มองข้ามผลร้ายจากการใช้'ยาปฏิชีวนะ' อย่างผิดๆ โดยเฉพาะเมื่อ WHO ส่งสัญญาณเตือนครั้งสาคัญว่าด้วยการ"เสื่อมความสามารถ"ในการรักษาโรคของยาที่ถูกใช้อย่างครอบจักรวาลกลุ่มนี้
จำนวนผู้อ่าน
1240

          สวรส.เร่งวิเคราะห์ข้อมูลงานวิจัย พร้อมออกแบบสื่อรณรงค์เพื่อควบคุมและป้องกันการดื้อยาปฏิชีวนะทั้งในคนและในสัตว์  เน้นให้เกิดการใช้ยาที่เหมาะสม  ลดปริมาณการใช้ยาเกินความจำเป็น และสร้างพฤติกรรมการใช้ยาตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัด  หวังลดจำนวนผู้ติดเชื้อดื้อยา  ผู้เสียชีวิตจากการติดเชื้อดื้อยา และงบประมาณประเทศกว่าปีละ 5 หมื่นล้านบาท

          ศ.นพ.วิษณุ ธรรมลิขิตกุล คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล หัวหน้าทีมวิจัย สวรส. กล่าวว่า  ประเทศไทยมีผู้ป่วยที่ติด “เชื้อดื้อยา” ประมาณ 9 หมื่นรายต่อปี  เสียชีวิตประมาณ 3 หมื่นรายต่อปี  ซึ่งผู้ป่วยเหล่านี้มีอัตราการเสียชีวิตเพราะการติดเชื้อสูงกว่าผู้ป่วยด้วยโรคเดียวกันที่ติดเชื้อไม่ดื้อยาอย่างน้อย 1 เท่าตัว  ทั้งนี้การติดเชื้อดื้อยาในแต่ละปี ทำให้ประเทศไทยสูญเสียทรัพยากรมากกว่าปีละ 5 หมื่นล้านบาท   โดยสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดปัญหา “เชื้อดื้อยา” คือ การใช้ยาปฏิชีวนะอย่างไม่เหมาะสม  เช่น ใช้พร่ำเพรื่อโดยไม่มีเหตุจำเป็น  และไม่ใช้ให้ครบตามปริมาณที่ต้องใช้  ทำให้เชื้อแบคทีเรียพัฒนาตนเองให้สามารถต้านทานยานั้นได้ และแพร่กระจายจำนวนออกไปในตัวผู้ที่ใช้ยาและสู่สภาพแวดล้อม ทำให้ยาที่มีอยู่ไม่สามารถรักษาโรคได้อีกต่อไป  และคนที่ติดเชื้อดื้อยาก็อาจเสียชีวิตได้ในที่สุด  นอกจากนี้การใช้ยาปฏิชีวนะอย่างไม่เหมาะสมเกิดขึ้นทั้งในการรักษาและป้องกันของคนและสัตว์ จึงทำให้ “เชื้อดื้อยา” แพร่กระจายสู่สิ่งแวดล้อม และเกิดผลกระทบต่อสุขภาพของคนและสัตว์อย่างถ้วนหน้า

          จากปัญหาดังกล่าวทีมวิจัย สวรส.จึงเร่งพัฒนางานวิจัย โครงการควบคุมและป้องกันการดื้อยาในประเทศไทย โดยการเก็บข้อมูลพื้นที่นำร่อง 4 อำเภอ 2 จังหวัด (จ.ชลบุรี และ จ.ลำพูน) ทั้งในสถานพยาบาล ชุมชน และฟาร์มปศุสัตว์  เพื่อการวิเคราะห์ข้อมูลที่จะนำมาสนับสนุนการออกแบบสื่อรณรงค์ในการสร้างกระแสความตระหนักและตื่นตัวของกลุ่มเป้าหมายที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็น บุคลากรทางการแพทย์ ผู้ป่วย ญาติผู้ป่วย เกษตรกร ฯลฯ ซึ่งได้มีการแบ่งการดำเนินงาน 3 กลุ่มคือ 1.การพัฒนาชุมชนต้นแบบ (ชุมชน สถานพยาบาล และฟาร์ม) โดยเน้นการพัฒนาระบบ กลไก มาตรการการควบคุมและป้องกันการดื้อยา เพื่อให้เกิดการนำไปใช้อย่างครอบคลุม  2.การพัฒนาระบบพื้นฐานของการควบคุมและป้องกันการดื้อยา 3.การวิจัยและพัฒนาการควบคุมและป้องกันการดื้อยาที่เหมาะสมกับบริบทของประเทศไทย ซึ่งต้องมีการวิจัยและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้การพัฒนาการสื่อสารเพื่อการรณรงค์ของโครงการนี้  นอกจากการลงพื้นที่เก็บข้อมูลจากกลุ่มเป้าหมายที่เกี่ยวข้องแล้ว  ยังได้มีการศึกษาข้อมูลงานวิจัยต่างๆ ที่เกี่ยวข้องทั้งในและต่างประเทศ  ตลอดจนการใช้แนวคิดการตลาดเพื่อสังคม (social marketing) มาเป็นส่วนหนึ่งของการกำหนดกลยุทธ์ต่างๆ  ซึ่งจะแยกการทำงานรณรงค์ไปกับกลุ่มเป้าหมายที่เกี่ยวข้อง  เช่น  คนรุ่นเก่าที่มีความเชื่อฝังใจ  คนรุ่นใหม่ที่มีความรู้  เด็กและเยาวชนที่มีโอกาสตกเป็นเหยื่อของโฆษณาได้ง่าย  และบุคลากรทางการแพทย์ที่ต้องให้การป้องกันและรักษาผู้ป่วย ฯลฯ
ด้านการควบคุมและป้องกันเชื้อดื้อยาในสัตว์  ทีมวิจัยมีกลยุทธ์ในการทำงานคือการเฟ้นหาฟาร์มตัวอย่างที่มีการใช้ยาปฏิชีวนะอย่างเหมาะสมและได้มาตรฐาน เพื่อนำมาเสนอเป็นฟาร์มตัวอย่างแก่ฟาร์มทั่วไปที่สนใจเข้าร่วมโครงการ  พร้อมมีแผนการอบรมให้เกษตรกรได้มีความเข้าใจและตระหนักถึงปัญหาที่เกิดขึ้น  มีความรู้ในวิธีการปฏิบัติเพื่อควบคุมและป้องกันเชื้อดื้อยาที่ไม่กระทบต่อผลผลิต  จนเห็นความสำคัญและเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยลดการติดเชื้อดื้อยาในสัตว์

          อย่างไรก็ตาม งานวิจัยดังกล่าวยังอยู่ในระหว่างการพัฒนา  หากแต่เริ่มมีทิศทางในการพัฒนาที่ชัดเจนมากขึ้น  ซึ่งหลังจากนี้ทีมวิจัยจะลงพื้นที่เพื่อเก็บข้อมูลการใช้ตัวอย่างสื่อการรณรงค์ต่างๆ กับกลุ่มเป้าหมายในพื้นที่นำร่องอีกครั้ง โดยคาดว่าจะพัฒนาจนได้รูปแบบที่ชัดเจนเพื่อขยายผลทั่วประเทศในช่วงเดือน ม.ค.2558 ต่อไป

แสดงความคิดเห็น

Filtered HTML

  • Web page addresses and e-mail addresses turn into links automatically.
  • HTML tags will be transformed to conform to HTML standards.

Plain text

  • No HTML tags allowed.
  • Web page addresses and e-mail addresses turn into links automatically.
  • Lines and paragraphs break automatically.