สวรส.หนุนงานวิจัย หวังเกิดระบบตรวจสอบการจัดการระบบยาของประเทศ

หมวดหมู่กลาง 
เขียนโดย
thitima
เมื่อวันที่
2014-05-27 13:46
แท็ก 
รูปเภสัชกรถือขวดยาและกำลังจะยื่นยาให้ผู้ป่วย
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง
จำนวนผู้อ่าน
225

สวรส. ระดมนักวิชาการสังเคราะห์กลไกระบบยา หวังอุดช่องโหว่ ลดคอร์รัปชั่นระหว่างทาง และเสริมสร้างความโปร่งใสตรวจสอบได้ในระบบยาของประเทศ

ตามที่กระทรวงสาธารณสุขได้มีนโยบายเร่งด่วนเรื่องการจัดการปัญหาการคอร์รัปชั่นภายใน กสธ. และได้แต่งตั้งคณะกรรมการพัฒนาระบบธรรมาภิบาล และเกณฑ์จริยธรรมการจัดซื้อจัดหายาและวัสดุต่างๆ ขึ้นมาดูแลเรื่องการจัดซื้อจัดจ้างยา เวชภัณฑ์ เวชภัณฑ์ที่ไม่ใช่ยา วัสดุทางการแพทย์ และห้องปฏิบัติการทางวิทยาศาสตร์ต่างๆ โดยมี นพ.สุรเชษฐ์ สถิตนิรามัย ผู้ตรวจราชการ สธ.เป็นประธาน และมีคณะกรรมการเป็นผู้แทนจากสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด โรงพยาบาลทุกระดับ  รวมถึงมอบหมายให้สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) เป็นหน่วยงานสนับสนุนข้อมูลทางวิชาการเพื่อการแก้ปัญหาดังกล่าว และเตรียมความพร้อมกับการตรวจสอบทั้งจากองค์กรภายในและภายนอก เพื่อความโปร่งใสนั้น

ศ.นพ.สมเกียรติ วัฒนศิริชัยกุล   ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข  ได้เปิดเผยในเรื่องดังกล่าวนี้ว่า กลไกระบบยาของประเทศนับเป็นเส้นเลือดใหญ่ของระบบสุขภาพที่มีการใช้งบประมาณในแต่ละปีเป็นจำนวนมาก ซึ่งจากข้อมูลงานวิจัยเรื่องกลยุทธ์การกำหนดและควบคุมราคา : ก่อนขาย(หลังขึ้นทะเบียนยา) เมื่อคัดเลือกเข้าบัญชียาหลักแห่งชาติและโดยผู้จ่ายค่ายารายใหญ่ ของ รศ.ดร.ชะอรสิน สุขศรีวงศ์ ที่พบว่า มูลค่ายาเพื่อการบริโภคตามราคาใน price list สูงถึง 138,482,077,858.00 บาท คิดเป็นประมาณร้อยละ 35 ของค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพ  ซึ่งเป็นผลมาจากหลายสาเหตุ ไม่ว่าจะเป็น การใช้ยาเกินความจำเป็นโดยเฉพาะยาที่มีราคาสูง  ปัญหาความไม่โปร่งใสในการจัดซื้อยาของโรงพยาบาลต่างๆ ทั่วประเทศ หรือแม้แต่การรั่วไหลของยาบางประเภทออกนอกระบบ  จนทำให้เป็นช่องโหว่ของระบบสุขภาพที่ส่งผลให้เกิดการใช้งบประมาณจำนวนมาก  ดังนั้น สวรส.จึงได้ระดมนักวิชาการที่มีความเชี่ยวชาญเรื่องธรรมาภิบาลและการอภิบาลระบบต่างๆ มาช่วยกันวิเคราะห์ข้อมูล และสังเคราะห์ข้อเสนอเชิงนโยบายในการเสริมสร้างการอภิบาลระบบยาของประเทศ โดยเฉพาะประเด็นการจัดซื้อยา ซึ่งระหว่างนี้ สวรส. ได้เร่งดำเนินงานวิจัยเรื่องการสังเคราะห์ข้อเสนอเพื่อเสริมสร้างการอภิบาลระบบยา  ซึ่งจะเป็นงานวิชาการที่สำคัญในการสะท้อนช่องว่างปัญหาเพื่อนำไปสู่การพัฒนาการจัดการระบบยาของประเทศต่อไป  โดยทำการศึกษาในมิติต่างๆ อาทิ เรื่องระเบียบ มาตรฐานขั้นตอนการทำงานที่ส่งผลต่อโครงสร้างการบริหารยาทั้งระบบ  การศึกษาองค์กรที่มีบทบาทในการกำกับดูแลระบบการบริหารจัดการยาและการกำหนดนโยบายระบบยาของประเทศ  กลไกการตรวจสอบความรับผิดชอบของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในระบบยา  ศึกษากระบวนการบริหารจัดการยาจากกรณีศึกษาต่างประเทศ เป็นต้น

“คณะวิจัย นำโดย รศ.ดร.วุฒิสาร ตันไชย จากสถาบันพระปกเกล้า และ ศ.ดร.สกนธ์ วรัญญูวัฒนา จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์  ได้นำหลักธรรมาภิบาล (Governance)  มาใช้ในการศึกษาตลอดจนการสังเคราะห์ข้อมูลที่เน้นการเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนที่มีส่วนได้ส่วนเสียในสังคมเข้ามาร่วมพิจารณาและสร้างแนวทางการบริหารจัดการอย่างสร้างสรรค์และเห็นพ้องต้องกัน ตลอดจนการเปิดโอกาสสำหรับทางเลือกในการบริหารงานที่กว้างขวางขึ้นไปกว่าการเน้นเฉพาะบทบาทของหน่วยงานภาครัฐเพียงอย่างเดียว  โดยผลงานวิจัยชิ้นนี้จะทำให้เราเห็นข้อมูลระบบการบริหารจัดการยาทั้งวงจรในปัจจุบัน ที่สามารถนำมาวิเคราะห์และจัดลำดับความเสี่ยงในระบบการบริหารจัดการยา  รวมทั้งเป็นฐานข้อมูลในการกำหนดนโยบายที่สะท้อนกับความเป็นจริงในระดับปฏิบัติได้  ซึ่งงานวิจัยจะแล้วเสร็จและพร้อมเปิดเผยผลการวิจัยได้ภายในเดือน มิ.ย.นี้” ศ.นพ.สมเกียรติ กล่าว

 

แสดงความคิดเห็น

Filtered HTML

  • Web page addresses and e-mail addresses turn into links automatically.
  • HTML tags will be transformed to conform to HTML standards.

Plain text

  • No HTML tags allowed.
  • Web page addresses and e-mail addresses turn into links automatically.
  • Lines and paragraphs break automatically.