ข้าราชการกับความเป็นธรรมในสิทธิการรักษาพยาบาล

เขียนโดย
webmaster
เมื่อวันที่
2011-01-18 13:01
ข้าราชการกับความเป็นธรรมในสิทธิการรักษาพยาบาล
จำนวนผู้อ่าน
621
Teaser: 
ปีใหม่ปีนี้ กรมบัญชีกลางมอบของขวัญให้กับข้าราชการทุกคนด้วยการห้ามเบิกกลูโคซามีน (Glucosamine) ยานอกบัญชียาหลักแห่งชาติที่มีการใช้กับผู้ป่วย โดยอ้างสรรพคุณในการลดอาการปวดของโรคข้อเสื่อม ทำให้เคลื่อนไหวได้ดีขึ้น ฯลฯ ซึ่งข้อมูลจากการทบทวนไม่พบหลักฐานเชิงประจักษ์ที่ยืนยันว่า ยานี้มีคุณสมบัติตามที่กล่าวอ้างแต่อย่างไร (รายละเอียดเพิ่มเติมดูได้จาก http://www.hisro.or.th/csmbs/download/Glucosamine.pdf) เดิมกรมบัญชีกลางอนุญาตให้ข้าราชการสามารถใช้ยานอกบัญชียาหลักแห่งชาติได้ หากแพทย์ 3 ท่านให้ความเห็นชอบ การประกาศห้ามกรณีนี้เท่ากับว่า แม้แพทย์เห็นชอบให้ใช้ ก็ไม่สามารถเบิกค่าใช้จ่ายได้

ปีใหม่ปีนี้ กรมบัญชีกลางมอบของขวัญให้กับข้าราชการทุกคนด้วยการห้ามเบิกกลูโคซามีน (Glucosamine) ยานอกบัญชียาหลักแห่งชาติที่มีการใช้กับผู้ป่วย โดยอ้างสรรพคุณในการลดอาการปวดของโรคข้อเสื่อม ทำให้เคลื่อนไหวได้ดีขึ้น ฯลฯ ซึ่งข้อมูลจากการทบทวนไม่พบหลักฐานเชิงประจักษ์ที่ยืนยันว่า ยานี้มีคุณสมบัติตามที่กล่าวอ้างแต่อย่างไร (รายละเอียดเพิ่มเติมดูได้จาก http://www.hisro.or.th/csmbs/download/Glucosamine.pdf) เดิมกรมบัญชีกลางอนุญาตให้ข้าราชการสามารถใช้ยานอกบัญชียาหลักแห่งชาติได้ หากแพทย์ 3 ท่านให้ความเห็นชอบ การประกาศห้ามกรณีนี้เท่ากับว่า แม้แพทย์เห็นชอบให้ใช้ ก็ไม่สามารถเบิกค่าใช้จ่ายได้

การห้ามเบิกกลู โคซามีนนี้ เป็นมาตรการเริ่มแรกของการดำเนินงานตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อเดือนมีนาคม 2553 ในการควบคุมค่าใช้จ่ายด้านยาของระบบสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ เนื่องจากที่ผ่านมา พบว่าค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลข้าราชการเพิ่มสูงขึ้นมาก จนมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยคนละประมาณ 12,000 บาทต่อปี (ข้อมูลปี 2553) หรือสูงกว่า 5 เท่าของค่าใช้จ่ายของผู้ประกันตนในระบบประกันสังคมและผู้มีสิทธิหลักประกัน สุขภาพถ้วนหน้า การประกาศนโยบายดังกล่าวของกรมบัญชีกลาง ได้ทำให้เกิดการเคลื่อนไหวที่น่าสนใจหลายประการ

ประการแรก กลุ่มข้าราชการได้เคลื่อนไหวแสดงความห่วงใยว่า นโยบายดังกล่าวอาจจะกระทบต่อสิทธิด้านการรักษาพยาบาลของตนเองและครอบครัว ข้าราชการได้รับเงินเดือน/ค่าตอบแทนที่ค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบภาคเอกชน สิทธิการรักษาพยาบาลที่ได้รับจึงเป็นการชดเชยกับการได้เงินเดือน/ค่าตอบแทน ที่ต่ำดังกล่าว หรือกล่าวในอีกนัยหนึ่งคือ หากพนักงานหรือลูกจ้างบริษัทเอกชนได้รับสิทธิรักษาพยาบาลตามระบบประกันสังคม ข้าราชการและครอบครัวก็ควรจะได้สิทธิที่มากกว่า

ประการที่สอง กลุ่มแพทย์โรงพยาบาลของรัฐได้สะท้อนว่า ที่ผ่านมาโรงพยาบาลอาศัยงบประมาณจากสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ ช่วยจุนเจือการดูแลผู้ป่วยในระบบประกันสังคมและหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ซึ่งจัดสรรเงินมาให้โรงพยาบาลค่อนข้างน้อย ไม่เพียงพอสำหรับการดูแลผู้มีสิทธิ หากกรมบัญชีกลางควบคุมค่าใช้จ่ายอย่างเข้มงวด อาจกระทบต่อสถานะทางการเงินของโรงพยาบาล และกระทบต่อคุณภาพบริการที่ข้าราชการจะได้รับด้วย นอกจากนี้การใช้ยานอกบัญชียาหลักแห่งชาติยังมีความจำเป็นสำหรับผู้ป่วยบาง รายที่ไม่สามารถใช้ยาในบัญชียาหลักแห่งชาติได้

ประเด็นความเคลื่อนไหวดังกล่าวทำให้เกิดคำถามที่น่าสนใจหลายประเด็นคือ

  • หาก ยาในบัญชียาหลักแห่งชาติสามารถใช้ในการดูแลผู้ป่วยส่วนใหญ่ ผู้ป่วยบางรายเท่านั้นที่จำเป็นต้องใช้ยานอกบัญชียาหลักแห่งชาติ ทำไมจึงมีการสั่งใช้ยานอกบัญชียาหลักแห่งชาติสำหรับข้าราชการเป็นมูลค่า มากว่าร้อยละ 50 ของมูลค่ายาทั้งหมด และหลายกรณีเป็นการสั่งใช้ยาให้กับผู้ป่วยเป็นครั้งแรกด้วย (ไม่ได้สั่งใช้หลังจากพบว่ายาในบัญชียาหลักแห่งชาติไม่ได้ผล) เหตุผลของการสั่งใช้ยานอกบัญชียาหลักแห่งชาติจำนวนมากสำหรับข้าราชการคือ อะไร
  • ค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลข้าราชการที่สูงกว่าการดูแลผู้ป่วย ในระบบประกันสุขภาพอื่นนั้น ส่วนหนึ่งเกิดจากต้นทุนการดูแลผู้ป่วยที่สูงขึ้น รวมกับค่าใช้จ่ายด้านยาที่มีราคาแพง เนื่องจากใช้ยานอกบัญชียาหลักแห่งชาติในสัดส่วนที่สูง หากโรงพยาบาลรัฐสามารถใช้งบประมาณจากสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการช่วย จุนเจือการดูแลผู้ป่วยในระบบอื่นด้วย แสดงว่าค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นอีกส่วนหนึ่ง เกิดจากการบวกกำไรเกินเกณฑ์ปรกติเข้าไปด้วยหรือไม่
  • การรักษาพยาบาล ควรมีมาตรฐานเดียว (single standard) หรือหลายมาตรฐาน หากมีหลายมาตรฐาน จะใช้หลักเกณฑ์อะไรเป็นตัวกำหนดมาตรฐานแต่ละประเภท ปัจจุบันประชาชนทั่วไปได้รับการรักษาตามมาตรฐานขั้นพื้นฐาน ซึ่งครอบคลุมการรักษาที่มีประสิทธิผลและคุ้มค่า ถ้าเช่นนั้นมาตรฐานการรักษาสำหรับข้าราชการควรจะเป็นอย่างไร จะยอมให้ครอบคลุมการรักษาที่ไม่มั่นใจมีประสิทธิผลและคุ้มค่าได้หรือไม่ และการยอมให้ครอบคลุมการรักษาดังกล่าว จะช่วยทำให้ข้าราชการได้รับความเป็นธรรมจากระบบ (จากการได้เงินเดือนและค่าตอบแทนต่ำ) มากขึ้นหรือไม่ เพราะเท่ากับเป็นการชดเชยในสิ่งที่ข้าราชการและครอบครัวอาจไม่ได้รับ ประโยชน์ ทั้งยังเพิ่มความเสี่ยงจากการได้รับยาและการรักษาเกินความจำเป็นอีกด้วย

ข้าราชการ ส่วนใหญ่มักจะเข้าใจว่าตนเองได้รับเงินเดือน/ค่าตอบแทนค่อนข้างต่ำ จึงควรได้รับสิทธิการเบิกค่ารักษาพยาบาลที่สูงเพื่อชดเชยให้เกิดความเป็น ธรรม แต่หากพิจารณาข้อเท็จจริงที่ว่า การรักษาพยาบาลที่มีราคาแพงนั้น ไม่จำเป็นต้องเป็นการรักษาที่เหมาะสำหรับผู้ป่วยเสมอไป และหลายครั้งเป็นการให้บริการที่เกินความจำเป็นและอาจเกิดอันตรายได้ ความพยายามที่จะส่งเสริมให้เกิดการรักษาพยาบาลตามมาตรฐาน ซึ่งจะมีผลในการลดค่าใช้จ่ายด้วย จึงต้องระมัดระวังไม่ให้ถูกตีความว่าเป็นการลิดรอนสิทธิของข้าราชการ กรมบัญชีกลางในฐานะหน่วยงานที่รับผิดชอบ ก็ไม่ควรให้ความสำคัญกับปัญหาการลดค่าใช้จ่ายของระบบมากจนลืมไปว่า จริงๆ แล้ว นโยบายที่กำลังดำเนินการอยู่นั้น เพื่อประโยชน์ต่อสุขภาพของข้าราชการและครอบครัวเป็นสำคัญ

ความคิดเห็น

อ่านแล้วมีประเด็นที่อยากแชร์ คือ

1. ในเรื่องสิทธิจำเป็นต้องเท่ากันหรือไม่ เช่น ระหว่างประกันสังคมกับ 30 บาท ฝ่ายหนึ่งมีการร่วมจ่ายควรได้รับเท่ากับผู้ไม่มีการร่วมจ่ายหรือไม่ ซึ่งหากเป็นแบบนี้รัฐจะไม่สามารถได้รับการร่วมจ่ายเลย กรณีข้าราชการก็เช่นเดียวกัน เป็นการจ่ายของรัฐให้กับลูกจ้างซึ่งเปรียบได้เหมือนส่วนหนึ่งเป็นการร่วมจ่ายให้ลูกจ้าง (แม้ข้าราชการไม่ได้จ่ายเอง) ถ้าในแง่กายภาพอาจเห็นได้ว่ามีสิทธินอนห้องพิเศษ เป็นต้น

2. ในเรื่องของมาตรฐาน คิดว่าประเด็นสำคัญคือมันต้องมีมาตรฐานที่รักษาชีวิตไว้ได้ สมมตว่าการยาในบัญชียาหลักสามารถครอบคลุมการรักษาให้หายได้ในทุกโรค ถ้าหากว่าผู้ป่วยเห็นว่ามียาที่ดีกว่า มี side effect น้อยกว่า อยากเลือกนอกบัญชีก็จ่ายเพิ่ม กรณีข้าราชการการเบิกได้เพิ่มเติมเหมือนการนอนห้องพิเศษคิดว่าเป็นธรรมหรือ ทั้งนี้ ไม่ได้เห็นว่าควรต้องใช้ยานอกบัญชียาหลักเสมอไปหรืออาจมี limit ในระดับหนึ่ง ซึ่งจริงๆแล้วความเหมาะสมเรื่องของยาขึ้นอยู่กับแพทย์มากกว่าผู้ป่วย (เนื่องจากเป็นผู้สร้าง Demand) นอกจากนี้ ความเหมาะสมของยาในบัญชียาหลักปัจจุบันเหมาะสมหรือไม่

สิ่งที่น่าเป็นห่วงมากกว่าคือความไม่เชื่อถือในคุณภาพการรักษาแบบการจ่ายรายหัว (capitation) เพราะเชื่อว่าโรงพยาบาลจะประหยัดเนื่องจากรับเงินไปแล้ว (การสร้างความเชื่อมั่น หรือทำให้มีคุณภาพ(รักษาชีวิตไว้ได้) จึงเป็นเรื่องที่ต้องทำก่อนแต่รัฐมักไม่มีแนวทางตรงนี้ที่ชัดเจน(ไม่สามารถกำกับ Suppply) แต่เน้นใช้มาตรการด้าน Demand ซึ่งคิดว่าไม่เป็นธรรมกับผู้บริโภค) และแม้ว่ารัฐจะตัดสิทธิการรักษาผู้ป่วยที่พอมีเงิน(ข้าราชการ)ก็จะยอมจ่ายเพื่อรับยานอกบัญชีอยู่นั่นเอง

3. ปัจจุบันประชาชนทั่วไปได้รับการรักษาตามมาตรฐานขั้นพื้นฐาน ซึ่งครอบคลุมการรักษาที่มีประสิทธิผลและคุ้มค่า ถ้าเช่นนั้นมาตรฐานการรักษาสำหรับข้าราชการควรจะเป็นอย่างไร จะยอมให้ครอบคลุมการรักษาที่ไม่มั่นใจมีประสิทธิผลและคุ้มค่าได้หรือไม่ และการยอมให้ครอบคลุมการรักษาดังกล่าว จะช่วยทำให้ข้าราชการได้รับความเป็นธรรมจากระบบ

        ในการบริโภคสินค้าที่ถูกคิดว่าดีและมีมาตรฐานแล้วนั้น จำเป็น(เป็นธรรมกับผู้บริโภค) หรือไม่ต้องถูกจำกัดให้อยู่เท่านั้น (ภายใต้ข้อสมมตว่ายาบัญชียาหลักดีและครบถ้วน) การให้ทางเลือกบริโภคสินค้าเป็นสิ่งหนึ่งที่จะก่อให้เกิดการพัฒนาปรับปรุงคุณภาพและราคาสินค้า

4. หากมองว่าการจ่ายของสวัสดิการรักษาไม่เป็นธรรม(เมื่อเทียบกับ 30 บาท) อาจปรับให้มีการจ่ายค่าจ้างแบบเอกชนและนำเงินส่วนต่างไปซื้อประกันเองจะเป็นธรรมขึ้นหรือไม่

แสดงความคิดเห็น

Filtered HTML

  • Web page addresses and e-mail addresses turn into links automatically.
  • HTML tags will be transformed to conform to HTML standards.

Plain text

  • No HTML tags allowed.
  • Web page addresses and e-mail addresses turn into links automatically.
  • Lines and paragraphs break automatically.