14 กุมภา มอบความรัก ด้วยความรอบรู้ทางสุขภาพ

หมวดหมู่กลาง 
เขียนโดย
thitima
เมื่อวันที่
2019-02-14 19:11
14 กุมภา มอบความรัก ด้วยความรอบรู้ทางสุขภาพ
จำนวนผู้อ่าน
93

         ความรักกับการมอบความรู้ ความเข้าใจที่ถูกต้องเพื่อการคิดวิเคราะห์ข้อมูล ตลอดจนสถานการณ์ต่างๆ ที่เข้ามาใช้ชีวิตประจำวันได้นั้น มีความสำคัญอย่างมากกับสังคมในปัจจุบัน และอาจจะสำคัญกว่าเงินทอง หรืออุปกรณ์เครื่องป้องกันอันตรายต่างๆ เพราะเป็นสิ่งที่จะทำให้เรามีดุลพินิจ และรอดพ้นจากภัยหรือเหตุการณ์ที่จะเข้ามาได้ในทุกขณะ

 

         ความรอบรู้สุขภาพที่ถูกต้อง สำคัญอย่างไร ?

         ปัจจุบันสังคมไทยและโลกกำลังเผชิญกับภาวะข้อมูลข่าวสารท่วมท้น จากการไหลเวียนของข้อมูลข่าวสารที่รวดเร็วและทุกคนเป็นทั้งผู้รับสารและส่งสารได้ในคราวเดียวกัน โดยเฉพาะสื่อโซเชียล สิ่งสำคัญคือ ข้อมูลข่าวสารที่มีอยู่มากมายมีความถูกต้องมากน้อยเพียงใด ต้นทางของข้อมูลจากแหล่งต่างๆ มีความน่าเชื่อถือมากน้อยแค่ไหน และประชาชนจะเชื่อถือและนำไปใช้ประโยชน์ได้หรือไม่ โดยกลุ่มประชาชนที่น่าเป็นห่วงคือ เด็กและเยาวชน ที่มีสื่อโซเชียลเป็นส่วนสำคัญของการดำรงชีวิต ตลอดจนกลุ่มผู้สูงอายุ ซึ่งถึงแม้จะไม่ได้ใช้สื่อโซเชียลมากเท่ากลุ่มอื่น แต่เป็นกลุ่มที่อยู่ในวงจรของการไหลเวียนข่าวสารที่อาจรู้ไม่เท่าทันกับเทคโนโลยี การเปลี่ยนแปลงของข้อมูล และสถานการณ์ต่างๆ จนอาจตกเป็นเหยื่อของสื่อ/ข่าวสารที่เป็นเท็จได้

         ความรอบรู้ด้านสุขภาพ (Health Literacy) จึงมีความสำคัญอย่างมากในชีวิตประจำวันของคนทุกกลุ่มวัย ซึ่งความรอบรู้ด้านสุขภาพ หมายถึง ระดับความรอบรู้และความสามารถของบุคคลในการกลั่นกรอง ประเมิน ข้อมูลต่างๆ ที่ได้รับจากทุกช่องทาง และตัดสินใจจากข้อมูลที่ผ่านการกลั่นกรองและประเมินแล้วนำไปสู่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ หรือเลือกใช้บริการและผลิตภัณฑ์สุขภาพได้อย่างเหมาะสม

         ความรอบรู้ด้านสุขภาพ จึงเสมือนเป็นวัคซีนในการดูแลป้องกันตนเอง จากข้อมูลข่าวสารสุขภาพที่เป็นเท็จ และผลกระทบทางสุขภาพที่อาจเกิดขึ้น รวมทั้งนำมาใช้ในการดูแลสุขภาพ ป้องกันการเจ็บป่วยได้อย่างถูกต้อง

 

         ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับสุขภาพในประเด็นต่างๆ

         ข้อมูลสถานการณ์การสื่อสารในสังคมไทย ทั้งจากการบอกต่อหรือจากโฆษณาประชาสัมพันธ์ผลิตภัณฑ์ต่างๆ ในโลกออนไลน์ เช่น ผลิตภัณฑ์ดูแลสุขภาพ ผลิตภัณฑ์ลดความอ้วน เครื่องสำอาง ผลิตภัณฑ์บำรุงผิว และอาหารเสริม ผลิตภัณฑ์เพิ่มประสิทธิภาพทางเพศ ส่วนใหญ่ล้วนมุ่งให้เกิดการซื้อจึงพยายามให้ข้อมูลเพื่อการโน้มน้าวใจมากกว่าเรื่องความถูกต้อง ครบถ้วนของเนื้อหา ซึ่งอาจมีรูปแบบแอบแฝงของการโฆษณาชวนเชื่อ โดยสื่อด้วยภาพ, บุคคลที่น่าสนใจ หรืออ้างข้อมูลที่น่าเชื่อถือ เช่น แหล่งกำเนิดวัตถุดิบ ซึ่งหากขาดการไตร่ตรองอาจหลงเชื่อและตัดสินใจซื้อสินค้าหรือบริการนั้นๆ มาใช้จนส่งผลเสียต่อสุขภาพได้

         ในอีกด้านหนึ่ง มีประชาชนที่มีความรู้เกี่ยวกับสุขภาพในระดับหนึ่ง และพยายามปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อสุขภาพ เช่น การลดการดื่มแอลกอฮอลล์ ลดการสูบบุหรี่ การบริโภคลดหวาน มัน เค็ม หรือการออกกำลังกาย แต่ก็ยังต้องต่อสู้กับสิ่งแวดล้อมที่ไม่สนับสนุนให้เกิดสุขภาวะที่ดี เช่น ราคาอาหารเพื่อสุขภาพแพงเกินความเป็นจริง, ร้าเนอาหารฟาสต์ฟู้ดใกล้บ้าน ใกล้ที่ทำงาน,  ขาดสถานที่ออกกำลังกาย, ภาระหนี้สินที่ต้องทำงานหนักจนขาดเวลาพักผ่อน เป็นต้น

         หรือแม้แต่การต้องเผชิญกับการปฏิบัติที่ไม่ถูกต้อง เนื่องจากได้รับข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง/ไม่เพียงพอ เช่น

  • การไม่สูบบุหรี่ แต่ก็ไม่รู้ว่าควันบุหรี่จากคนข้างๆ ก็ส่งผลต่อสุขภาพของเขาเช่นกัน
  • การลดน้ำหนักเพราะอ้วน โดยพยายามกินในปริมาณน้อยลง โดยยังคงกินอาหารประเภทเดิมหรืออดอาหาร รวมทั้งพยายามออกกำลังกายด้วยการเดินวันละ 10 นาที 3 วันต่อสัปดาห์ โดยหวังว่าน้ำหนักจะลดลง

 

          ประเด็นทางสุขภาพ กับความเข้าใจผิด ที่ต้องทำให้เข้าใจถูกต้องจากแหล่งข้อมูลวิจัยที่น่าเชื่อถือ

         1. ประเด็นสุขภาพ เรื่องการลดน้ำหนัก

            ความเข้าใจผิด : พยายามกินอาหารในปริมาณน้อยลง (ในอาหารประเภทเดิม) หรืออดอาหาร และออกกำลังกายเบาๆ วันละ 5-10 นาที 3 วันต่อสัปดาห์

            ข้อมูลที่ถูกต้อง : การลดน้ำหนัก ควรปรับเปลี่ยนวิถีการดำเนินชีวิตอย่างเข้มข้นและต่อเนื่อง และควรผสมผสานทั้งการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการบริโภคอาหาร และเพิ่มการใช้พลังงานผ่านการออกกำลังกาย

             การบริโภคอาหาร

            โดยการลดน้ำหนักให้ได้ผลในระยะยาว คือ ควบคุมพลังงาน ที่ได้รับจากอาหารที่บริโภคในแต่ละวันให้ได้น้อยกว่าพลังงานที่ใช้ออกไป โดยการทำให้ร่างกายขาดดุล พลังงานวันละ 500 กิโลแคลอรีเป็นเวลา 1 สัปดาห์ น้ำหนักจะลดลง 0.5 กิโลกรัม โดยผู้หญิงควรได้รับพลังงานต่ำสุด 1,000-1,200 กิโลแคลอรีต่อวัน และผู้ชายควรได้รับพลังงานต่ำสุดประมาณ 1,400-1,600 กิโลแคลอรีต่อวัน เพื่อป้องกันการขาดวิตามินและเกลือแร่

            การปรุงอาหารที่ให้พลังงาน ไขมัน และน้ำตาลต่ำ เช่น การตัดหนังหรือไขมันบนเนื้อสัตว์ทิ้ง ไม่ทอดและผัด การสังเกตฉลากอาหาร เป็นต้น โดยกินอาหารให้ครบ 3 มื้อ และกระจายพลังงานให้ได้ตามกำหนด จะช่วยลดความหิวและอ่อนเพลียได้

            การออกกำลังกาย

            ควรจะทำทุกวันอย่างน้อยวันละ 30 นาที แต่ในคนอ้วนควรจะออกกำลังกายให้ได้วันละ 60 นาที ความหนักของการออกกำลังกายเพื่อลดน้ำหนักควรอยู่ในระดับความหนักปานกลาง คือ ประมาณร้อยละ 60-65 ของอัตราชีพจรสูงสุดตามเกณฑ์อายุ (เท่ากับ 220 ลบ อายุ ในหน่วยปี) และทำให้ได้อย่างน้อย 3-5 ครั้งต่อสัปดาห์ หรือถ้าทำได้ทุกวันยิ่งดี ตัวอย่างเช่น หากเดินเร็ว หรือ วิ่ง ควรทำให้ได้ระยะทางประมาณ 5-6 กิโลเมตรต่อวัน ซึ่งจะช่วยเผาผลาญพลังงานประมาณ 600-700 กิโลแคลอรี

            และทำต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน 12 สัปดาห์ หรืออาจอาศัยหลักการง่ายๆ ที่ว่า ถ้าต้องการจะลดน้ำหนัก 0.5 กิโลกรัม ในสัปดาห์ ต้องทำให้ร่างกายเผาผลาญพลังงานเพิ่มขึ้นทั้งสิ้น 3,500 กิโลแคลอรี

            ที่มา : การวิจัยผลของการออกกำลังและการบริโภคอาหารต่อการเกิดโรคสมองเสื่อม โรคไตเรื้อรัง โรคเบาหวาน และโรคหัวใจและหลอดเลือดในประชากรไทยในจังหวัดอุบลราชธานี ปีที่ 2 โดย สวรส. ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ปี 2561

 

         2. ประเด็นสุขภาพ เรื่องการเกิดภาวะโรคเบาหวาน

            ความเข้าใจผิด : คนทั่วไปยังอาจเข้าใจว่า ความหวานจากน้ำตาล เป็นต้นเหตุที่ทำให้เกิด “โรคเบาหวาน” ได้เพียงเท่านั้น

            ข้อมูลที่ถูกต้อง : ในความจริงแล้ว “การนอน” ก็เป็นปัจจัยสำคัญ โดยวิจัยพบว่า “การนอนดึกตื่นสาย” ผิดเวลาหรือนาฬิกาชีวิตตามธรรมชาติไป ทำให้ร่างกายของเรามีค่าน้ำตาลในเลือดสูง และจะตอบสนองต่อเบต้าเซลล์ในตับอ่อน ที่ทำหน้าที่ผลิตอินซูลินเพื่อการรักษาระดับน้ำตาลในกระแสเลือดได้ไม่เพียงพอ จึงเป็นสาเหตุให้คนที่นอนดึกตื่นสายจะมีค่าระดับน้ำตาลในเลือดสูงกว่าคนที่เข้านอนเร็ว

            นอกจากนี้ คนที่ “นอนกรน” หรือมี “ภาวะการอุดกั้นทางเดินหายใจส่วนบน” ขณะนอนหลับเป็นพักๆนั้น จะทำให้เกิดภาวะพร่องออกซิเจนในเลือด ส่งผลให้การตอบสนองต่ออินซูลินลดลง ร่างกายจึงต้องกระตุ้นให้มีการหลั่งอินซูลินเพิ่มขึ้น เป็นต้นเหตุของภาวะดื้อต่ออินซูลิน ซึ่งอินซูลินจะไม่สามารถควบคุมระดับน้ำตาลได้เป็นปกติเช่นเดิม การนอนดังกล่าว จึงเป็นสาเหตุของการเกิดโรคเบาหวานในคนไทยตามมาได้

            ที่มา : การวิจัยเรื่องอัตราการพัฒนาไปเป็นโรคเบาหวานและการศึกษาความสัมพันธ์เกี่ยวกับปัจจัยการนอนหลับและระดับกรดยูริคในเลือดกับระดับน้ำตาลสะสมในเลือด (HbA1c) ในผู้ที่มีภาวะน้ำตาลในเลือดเริ่มสูงหรือภาวะก่อนจะเป็นเบาหวาน โดยสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) ปี 2560

 

         3. ประเด็นสุขภาพ เรื่องการดูแลตนเองของผู้ป่วยโรคหลอดเลือดส่วนปลายหรือโรคเบาหวานเท้า

            ความเข้าใจผิด : ผู้ป่วยเบาหวานที่มีภาวะโรคหลอดเลือดส่วนปลายหรือเท้าเบาหวาน มักมีความเข้าใจผิดและขาดความรู้ในการดูแลตนเอง จนถูกตัดเท้าหรือตัดขาทิ้งเนื่องจากแผลเน่า เช่น ในภาคเหนือผู้ป่วยเบาหวานมีแผลที่เท้าบางรายใช้เท้าผิงไฟเพื่อคลายหนาว บางรายเอาเท้าแช่น้ำร้อน ซึ่งทำให้แผลติดเชื้อง่าย

            ข้อมูลที่ถูกต้อง : สำหรับแนวทางการดูแลเท้าที่ถูกต้อง เพื่อป้องกันการตัดเท้าในผู้ป่วยเบาหวานที่มีแผล สามารถทำได้ง่ายๆ ด้วย 10 วิธี ดังนี้

  1. หลีกเลี่ยงการแช่เท้า หรือย่ำในน้ำที่อาจมีเชื้อโรค
  2. ล้างเท้าทุกวัน
  3. ตรวจเท้าทุกวัน โดยคลำหาตาปลาหรือหนังเท้าว่าหนาขึ้นผิดปกติหรือไม่
  4. ทาครีมหรือน้ำมันมะกอกที่เท้าเป็นประจำ
  5. ดูแลผิวหนังและตัดเล็บให้สะอาดอยู่เสมอ
  6. ใส่ถุงเท้าก่อนใส่รองเท้าทุกครั้ง
  7. ใส่รองเท้าตลอดเวลาแม้อยู่ในบ้าน
  8. ตรวจสอบภายในรองเท้าก่อนสวมทุกครั้ง
  9. ใช้รองเท้าที่เหมาะสมกับเท้า
  10.  ออกกำลังกายเท้าเพื่อให้เท้าแข็งแรงอยู่เสมอ เช่น ฝึกใช้เท้าขยำหนังสือพิมพ์

            หากมีอาการไม่ดีขึ้น ควรรีบพบแพทย์ เพื่อรับการรักษาก่อนที่จะเป็นแผลเบาหวาน จนต้องถูกตัดขาทิ้ง

            ที่มา : การวิจัยเรื่องภาระและระบบการดูแลโรคหลอดเลือดส่วนปลาย ปีที่ 3 โดย สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ปี 2561

           

            ทั้งนี้ สามารถติดตามงานวิจัยฉบับเต็มของสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) โดยดาวน์โหลดได้ทาง http://kb.hsri.or.th

แสดงความคิดเห็น

Filtered HTML

  • Web page addresses and e-mail addresses turn into links automatically.
  • HTML tags will be transformed to conform to HTML standards.

Plain text

  • No HTML tags allowed.
  • Web page addresses and e-mail addresses turn into links automatically.
  • Lines and paragraphs break automatically.