ความจำเป็นในการเข้ารับบริการรักษาพยาบาลจากมุมมองของผู้ป่วยและแพทย์

หมวดหมู่งานวิจัย 
เขียนโดย
webmaster
เมื่อวันที่
01 July 2017
Default image
ให้คะแนน
ยังไม่มีการให้คะแนน
ดาวน์โหลด
ดาวน์โหลดต้นฉบับ 69 ครั้ง
Default image
ผลงานขับเคลื่อนระบบสุขภาพ
- bytes
ดาวน์โหลด
0 ครั้ง
จำนวนผู้อ่าน
884

หนึ่งในข้อโต้แย้งสำคัญที่มักถูกยกขึ้นมาจากฝ่ายผู้ให้บริการเพื่อคัดค้านการให้การรักษาฟรีภายใต้นโยบาย หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าที่ว่า การที่รัฐบาลจัดการรักษาฟรีให้แก่ประชาชนนำไปสู่การเข้ารับบริการที่ไม่จำเป็นหรือเกินความจำเป็น (unnecessary visit) จำนวนมาก ทำให้ผู้ป่วยไม่ดูแลสุขภาพตัวเองและเป็นภาระต่องบประมาณทางสาธารณสุขของประเทศ ขณะที่ในมุมมองของผู้ป่วยหรือประชาชนการมารับการรักษาพยาบาลไม่ใช่กิจกรรมเพื่อความสนุก การมาโรงพยาบาลเป็นเพราะความจำเป็นทางสุขภาพ ความเห็นที่ขัดแย้งกันนี้ยังไม่มีข้อมูลที่เป็นหลักฐานเชิงประจักษ์มาพิสูจน์เป็นเพียงความคิดเห็นจากมุมมองของฝ่ายต่างๆ เท่านั้น งานวิจัยชิ้นนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่อประมาณการและเปรียบเทียบการเข้าถึงบริการที่ไม่จำเป็นจากมุมมองของผู้ป่วยและแพทย์ รวมถึงศึกษาว่าการเจ็บป่วยในลักษณะใดที่นำมาซึ่งการเข้าถึงบริการที่ไม่จำเป็น ผลของปัจจัยต่างๆ ต่อมุมมองต่อความจำเป็นที่แตกต่างกัน และศึกษาว่าหากมีการนำการร่วมจ่ายซึ่งเป็นข้อเสนอสำคัญเพื่อลดการเข้ารับบริการที่ไม่จำเป็นมาใช้จะส่งผลต่อการตัดสินใจเข้ารับบริการของผู้ป่วยอย่างไร เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่รอบด้าน งานวิจัยชิ้นนี้จึงมีการเก็บข้อมูลทั้งเชิงปริมาณโดยการสำรวจ และเชิงคุณภาพโดยการอภิปรายกลุ่มและการสัมภาษณ์เชิงลึก จำนวนกลุ่มตัวอย่างของการสำรวจเป็นผู้ป่วยทั้งสิ้น 1,060 ราย และแพทย์ทั้งสิ้น 56 ราย จาก 6 โรงพยาบาลในจังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งประกอบด้วยโรงพยาบาลศูนย์ 1 แห่ง โรงพยาบาลทั่วไป 2 แห่ง และโรงพยาบาลชุมชน 3 แห่ง ผู้ป่วยจะถูกสัมภาษณ์โดยพนักงานเก็บข้อมูลเกี่ยวกับข้อมูลส่วนบุคคล ข้อมูลเกี่ยวกับการเข้ารับบริการทางการแพทย์และข้อมูลการเจ็บป่วยในครั้งที่ถูกสัมภาษณ์ และการประเมินความจำเป็นในการเข้ารับการรักษาพยาบาลครั้งที่ถูกสัมภาษณ์ แพทย์ที่ตรวจผู้ป่วยที่เป็นกลุ่มตัวอย่างจะได้รับแบบสอบถามแบบกรอกเอง แบบสอบถามของแพทย์ประกอบด้วย ข้อมูลส่วนบุคคล และความจำเป็นในการเข้ารับการรักษาของกลุ่มตัวอย่างผู้ป่วยที่แพทย์ตรวจ กลุ่มตัวอย่างของการวิจัยเชิงคุณภาพมีจำนวน 29 ราย จาก 4 โรงพยาบาล (โรงพยาบาลทั่วไป 2 แห่ง และโรงพยาบาลชุมชน 2 แห่ง) ซึ่งถูกเชิญมาเข้ากลุ่มเพื่ออภิปรายตามวัตถุประสงค์ของโครงการ ผู้ป่วยบางรายที่ไม่สะดวกเข้าร่วมอภิปรายกลุ่ม จะถูกเก็บข้อมูลโดยการสัมภาษณ์เชิงลึก