ข้อเสนอเชิงนโยบายในการจัดการสุขภาพของผู้สูงอายุที่มีภาวะเบาหวานและความดันโลหิตสูง โดยใช้ความรอบรู้ด้านสุขภาพในบริบทคลินิกหมอครอบครัว: กรณีศึกษา PCC ในจังหวัดเพชรบุรี

หมวดหมู่งานวิจัย 
เขียนโดย
webmaster
เมื่อวันที่
01 March 2017
Default image
ให้คะแนน
ยังไม่มีการให้คะแนน
จำนวนผู้อ่าน
181

การพัฒนาแนวทางการจัดการสุขภาพของผู้สูงอายุที่มีภาวะเบาหวานและความดันโลหิตสูง โดยใช้ความรอบรู้ด้านสุขภาพในบริบทคลินิกหมอครอบครัวเป็นกิจกรรมที่มีความสำคัญในการควบคุมระดับน้ำตาลในกระแสเลือดและความดันโลหิตได้อย่างมีประสิทธิภาพซึ่งจะช่วยลดหรือชะลอการเกิดโรคแทรกซ้อน ปัจจุบันยังไม่พบการส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพของผู้สูงอายุโดยให้ครอบครัวเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการสุขภาพเนื่องจากครอบครัวมีบทบาทในการช่วยเหลือสนับสนุนการจัดการตนเองในทุกขั้นตอนซึ่งเหมาะสมกับบริบทสังคมไทย การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสถานการณ์การจัดการสุขภาพของผู้สูงอายุที่มีภาวะเบาหวานและความดันโลหิตสูงในบริบทคลินิกหมอครอบครัว พัฒนาแบบสำรวจความรอบรู้ด้านสุขภาพในการจัดการสุขภาพผู้สูงอายุที่มีภาวะเบาหวานและความดันโลหิตสูงในบริบทคลินิกหมอครอบครัว ประเมินประสิทธิผลของเครื่องมือโปรแกรมความรอบรู้ด้านสุขภาพในการจัดการสุขภาพผู้สูงอายุที่มีภาวะเบาหวานและความดันโลหิตสูงในบริบทคลินิกหมอครอบครัว และพัฒนาข้อเสนอแนะเชิงนโยบายความรอบรู้ด้านสุขภาพในการจัดการสุขภาพผู้สูงอายุที่มีภาวะเบาหวานและความดันโลหิตสูง กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้สูงอายุวัยต้นจำนวน 140 ราย และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในหน่วยบริการปฐมภูมิ โดยศึกษาทั้งเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม การสัมภาษณ์เชิงลึกและนำรูปแบบความรอบรู้ด้านสุขภาพในการจัดการสุขภาพผู้สูงอายุไปทดลองใช้ ผลการศึกษาพบว่า การจัดการสุขภาพของผู้สูงอายุที่มีภาวะเบาหวานและความดันโลหิตสูงอยู่ในระดับปานกลาง (x ̅ = 2.15) โดยด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดคือด้านการดูแลต่อเนื่องที่มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก (x ̅ = 2.53) ด้านที่มีค่าเฉลี่ยรองลงมาคือด้านการจัดการความเครียดที่มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับปานกลาง (x ̅ = 2.22) ด้านการใช้ยามีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับปานกลาง (x ̅ = 2.13) ด้านการบริโภคมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับปานกลาง (x ̅ = 2.12) และด้านที่มีค่าเฉลี่ยน้อยที่สุดคือด้านการออกกำลังกาย (x ̅ = 2.01) ความรอบรู้ด้านสุขภาพในการจัดการสุขภาพผู้สูงอายุที่มีภาวะเบาหวานและความดันโลหิตสูงในบริบทคลินิกหมอครอบครัวโดยพบว่าระดับความรอบรู้ด้านสุขภาพภาพรวมอยู่ในระดับไม่เพียงพอคิดเป็นร้อยละ 52.72 (n= 78) เพียงพอ ร้อยละ 44.28 (n= 62) ประสิทธิผลของโปรแกรมความรอบรู้ด้านสุขภาพในการจัดการสุขภาพผู้สูงอายุที่มีภาวะเบาหวานและความดันโลหิตสูงในบริบทคลินิกหมอครอบครัว พบว่าค่าเฉลี่ยน้ำตาลเฉลี่ยสะสมของกลุ่มทดลองต่ำกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < 0.01) ค่าเฉลี่ยความดันโลหิตขณะหัวใจบีบตัวของกลุ่มทดลองต่ำกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < 0.001) ค่าเฉลี่ยคะแนนการจัดการสุขภาพของกลุ่มทดลองสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < 0.001)ค่าเฉลี่ยคะแนนความรอบรู้ด้านสุขภาพของกลุ่มทดลองสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < 0.001) ค่าเฉลี่ยน้ำตาลเฉลี่ยสะสม (A1c) ค่าเฉลี่ยความดันโลหิตขณะหัวใจบีบตัว ค่าเฉลี่ยความดันโลหิตขณะหัวใจคลายตัว การจัดการสุขภาพและความรอบรู้ด้านสุขภาพของกลุ่มทดลองภายหลังได้รับโปรแกรมพบว่าดีกว่าก่อนได้รับโปรแกรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < 0.001) โดยมีค่าเฉลี่ยน้ำตาลเฉลี่ยสะสม (A1c) ลดลงร้อยละ 7.20 ค่าเฉลี่ยความดันโลหิตขณะหัวใจบีบตัวลดลง ร้อยละ 16.46 ค่าเฉลี่ยความดันโลหิตขณะหัวใจคลายตัวลดลง ร้อยละ 18.03 คะแนนการจัดการสุขภาพเพิ่มขึ้น ร้อยละ 4.80 และคะแนนความรอบรู้ด้านสุขภาพเพิ่มขึ้นร้อยละ 7.20 ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายความรอบรู้ด้านสุขภาพในการจัดการสุขภาพผู้สูงอายุที่มีภาวะเบาหวานและความดันโลหิตสูง หน่วยบริการปฐมภูมิควรให้บุคคลในครอบครัวมีบทบาทในการสนับสนุน ดูแล และคอยกำกับผู้สูงอายุในประเด็นเกี่ยวกับการบริโภคอาหาร การออกกำลังกายและเพิ่มกิจกรรมทางกาย การใช้ยา การจัดการความเครียดและการดูแลตนเองอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ผู้สูงอายุและครอบครัวสามารถจัดการกับภาวะเบาหวานและความดันโลหิตสูงหรือภาวะแทรกซ้อนที่อาจจะเกิดขึ้นได้