ช่องว่างในการเข้าถึงบริการจิตเวชและภาระทางเศรษฐศาสตร์: การศึกษาระยะยาวในชุมชน

หมวดหมู่งานวิจัย 
เขียนโดย
webmaster
เมื่อวันที่
01 January 2017
ช่องว่างในการเข้าถึงบริการจิตเวชและภาระทางเศรษฐศาสตร์: การศึกษาระยะยาวในชุมชน
ให้คะแนน
ยังไม่มีการให้คะแนน
ดาวน์โหลด
ดาวน์โหลดต้นฉบับ ครั้ง
Default image
ผลงานขับเคลื่อนระบบสุขภาพ
- bytes
ดาวน์โหลด
0 ครั้ง
จำนวนผู้อ่าน
122
วัตถุประสงค์ 1) เพื่อค้นหาความชุกของปัญหาจิตเวชที่พบบ่อยและมีภาระโรคสูงในชุมชน เช่น โรคซึมเศร้า ประสบการณ์อาการโรคจิต ความผิดปกติพฤติกรรมการดื่มสุราและสารเสพติด 2) เพื่อศึกษาปัจจัยทางสังคมที่มีผลต่อปัญหาสุขภาพจิต 3) เพื่อศึกษาสัดส่วนและปัจจัยต่างๆ ที่ทำให้ไม่เข้าถึงบริการ วิธีการศึกษา รูปแบบการศึกษาเป็นแบบ mixed method ประกอบด้วยการศึกษาแบบตัดขวาง (cross-sectional community survey design) และการศึกษาเชิงคุณภาพ การศึกษาแบบตัดขวางเป็นการสำรวจในประชากรไทยอายุ 18 ปีขึ้นไปที่อาศัยในครัวเรือนในเขตเทศบาลคูคตและเทศบาลลำสามแก้ว จังหวัดปทุมธานี โดยไม่มีการสุ่มทดแทน สัมภาษณ์แบบตัวต่อตัวโดยพนักงานที่ผ่านการอบรมด้วยแบบสอบถาม World Mental Health - Composite International Diagnostic Interview version 3.0 (WMH-CIDI 3.0) ฉบับภาษาไทย ที่ประกอบด้วย 2 ส่วนหลัก ส่วนแรกคือแบบสัมภาษณ์เพื่อการวินิจฉัยโรคจิตเวชตามเกณฑ์ DSM-IV ส่วนที่ 2 ประกอบด้วยคำถามเกี่ยวกับข้อมูลพื้นฐาน ประวัติการใช้บริการสุขภาพจิตในช่วงชีวิตและในรอบ 1 ปีที่ผ่านมา สิทธิในการรักษารวมทั้งประกันสุขภาพต่างๆ รายได้ การศึกษาเชิงคุณภาพประกอบด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึกกับบุคลากรด้านสุขภาพจิตเกี่ยวกับอุปสรรคต่างๆ ในการเข้าถึงบริการและแนวทางแก้ไขปัญหา ผลการศึกษาจากตัวอย่างครัวเรือนในเขตเทศบาลจำนวน 5,698 คน มีผู้ยินยอมสัมภาษณ์ 3,940 คน (ร้อยละ 69.1) มีแบบสัมภาษณ์สมบูรณ์ที่นำมาวิเคราะห์ได้จำนวน 3,877 ชุด พบความชุกในช่วงหนึ่งปีของปัญหาสุขภาพจิตทั่วไปร้อยละ 6.5 อาการทางจิตร้อยละ 0.8 ปัญหาการดื่มสุราร้อยละ 0.9 ปัญหาการใช้สารเสพติดจนเป็นอันตรายร้อยละ 0.3 ระดับเศรษฐานะ (วัดโดยดัชนีวัดสิ่งอำนวยความสะดวกในครัวเรือน) ไม่สัมพันธ์กับปัญหาสุขภาพจิต ผู้ที่มีประวัติป่วยสุขภาพจิตในรอบ 1 ปี รายงานว่าเข้ารับการปรึกษาหรือรักษาทางสุขภาพจิตเพียง 4.1 % ในรอบปีที่ผ่านมา การป่วยทางสุขภาพจิตในรอบ 1 ปีมีความสัมพันธ์กับการไม่มีรายได้หรือรายได้ที่ลดลงในรอบ 1 ปี ประวัติการเคยเจ็บป่วยทางจิตเวช (แต่ปัจจุบันไม่มีอาการ) ไม่สัมพันธ์กับการไม่มีรายได้หรือรายได้ที่ลดลง สรุป ความชุกโรคจิตเวชในเขตเทศบาลต่างๆ ของจังหวัดปทุมธานีนั้นใกล้เคียงกับความชุกที่รายงานไว้ในการสำรวจสุขภาพจิตก่อนหน้าในเขตกรุงเทพ แต่ค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบเมืองใหญ่ในประเทศอื่น การได้รับการรักษาทางจิตเวชน่าจะช่วยลดภาระทางเศรษฐศาสตร์ลงได้ (เช่น ทำให้มีรายได้ หรือทำให้มีรายได้กลับมาใกล้เคียงบุคคลทั่วไป) มาตรการอย่างเช่น การเพิ่ม mental healthy literacy และการพัฒนารูปแบบการให้บริการผู้ป่วยที่เป็นทางเลือกอื่นๆ มีความจำเป็นในการลดช่องว่างในการเข้าถึงการบริการจิตเวช