คุณภาพชีวิตของผู้ป่วยโรคเรื้อรังที่มีและไม่มีภาวะแทรกซ้อนและแนวทางการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้ป่วยโรคเรื้อรัง

หมวดหมู่งานวิจัย 
เขียนโดย
webmaster
เมื่อวันที่
01 January 2015
Default image
ให้คะแนน
ยังไม่มีการให้คะแนน
ดาวน์โหลด
ดาวน์โหลดต้นฉบับ ครั้ง
Default image
ผลงานขับเคลื่อนระบบสุขภาพ
- bytes
ดาวน์โหลด
0 ครั้ง
จำนวนผู้อ่าน
88
โรคเบาหวานและความดันโลหิตสูงเป็นโรคเรื้อรังที่มีจำนวนเพิ่มมากขึ้นทุกปี ซึ่งโรคนี้ก่อให้เกิดอาการที่ไม่พึงประสงค์และภาวะแทรกซ้อนที่อวัยวะสำคัญที่ผู้ป่วยต้องจัดการ ซึ่งทำให้มีผลกระทบต่อระดับคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย วัตถุประสงค์การวิจัย งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์คือ 1) เพื่อศึกษาระดับคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูงที่มีภาวะแทรกซ้อนและไม่มีภาวะแทรกซ้อน 2) เพื่อศึกษาแนวทางการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้ป่วยเบาหวานและความดันโลหิตสูงที่มีภาวะแทรกซ้อนและไม่มีภาวะแทรกซ้อน วิธีดำเนินการวิจัย งานวิจัยคุณภาพชีวิตและแนวทางการการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้ป่วยโรคเรื้อรังเบาหวานและความดันโลหิตสูง ใช้รูปแบบการวิจัยแบบผสมผสาน (mixed method research) กลุ่มตัวอย่างเชิงปริมาณในการวิจัยนี้คือ ผู้ป่วยเบาหวานและความดันโลหิตสูงที่มีและไม่มีภาวะแทรกซ้อนจำนวน 543 ราย ที่มารับการรักษาที่โรงพยาบาลศูนย์ โรงพยาบาลทั่วไป โรงพยาบาลชุมชน และโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพประจำตำบล ในเขตจังหวัดสระบุรี จำนวน 17 แห่ง ที่ได้มาจาการสุ่มตัวอย่าง แบบ Multi-stage random sampling สำหรับกลุ่มตัวอย่างเชิงคุณภาพ ได้แก่ผู้ป่วยเบาหวานและความดันโลหิตสูงที่มีและไม่มีภาวะแทรกซ้อนจำนวน 36 ราย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ข้อมูลเชิงปริมาณเก็บรวบรวมโดยใช้แบบสอบถามคุณภาพชีวิตขององค์การอนามัยโลก (WHOQOL-BREF-THAI) แบบสอบถามนี้ได้รับการทดสอบค่าความตรงและค่าความเที่ยงของแบบสอบถามคือ 0.82 สำหรับข้อมูลเชิงคุณภาพเก็บรวบรวมโดยการสัมภาษณ์เชิงลึกโดยใช้แบบสัมภาษณ์จำนวน 12 ข้อ ผู้วิจัยได้มีการบันทึกเสียงสนทนาและจดบันทึกขณะทำการสัมภาษณ์เชิงลึก การวิเคราะห์ข้อมูล ข้อมูลทั่วไปใช้สถิติ ความถี่ ร้อยละ เปอร์เซ็นต์ สำหรับการวิเคราะห์ปัจจัยทำนายคุณภาพชีวิตผู้ป่วยเบาหวานและความดันโลหิตสูง ใช้สถิติวิเคราะห์ความถดถอยแบบพหุคูณ (multiple regression) การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ วิเคราะห์เนื้อหาและจัดหมวดหมู่ที่เป็นประเด็นสำคัญของคุณภาพชีวิตและการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้ป่วยเบาหวานและความดันโลหิตสูง ผลการวิจัยเชิงปริมาณ พบว่ากลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง (65.54%, จำนวน 350 ราย) มีอายุเฉลี่ย 60.08 ปี (S.D.= 13.37) มีสถานภาพสมรสคู่มากที่สุด (66.88%, จำนวน 374 ราย) การศึกษาระดับประถมศึกษาเป็นส่วนใหญ่ (71.64%, จำนวน 389 ราย) ส่วนใหญ่มีรายได้ 0-1,000 บาทต่อเดือน (36.1%, จำนวน 196 ราย) ผู้ป่วยส่วนใหญ่สามารถควบคุมโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูงได้ร้อยละ (60.22%, จำนวน 327 ราย) ระยะเวลาเฉลี่ยของการเป็นเบาหวาน 3.64 ปี (S.D.= 7.06) ระยะเวลาเป็นโรคความดันโลหิตสูงเฉลี่ย 5.47 ปี (S.D.= 6.89) และเป็นโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูงเฉลี่ย 2.25 ปี (S.D.= 8.12) ค่าเฉลี่ยคะแนนคุณภาพชีวิตผู้ป่วยเบาหวานและความดันโลหิตสูงโดยรวมทุกด้าน อยู่ในระดับปานกลาง (S.D.= 3.42, S.D.= 1.79) เมื่อจำแนกรายด้านพบว่าคุณภาพชีวิตด้านจิตใจของผู้ป่วยเบาหวานกลุ่มตัวอย่างมีคะแนนเฉลี่ยน้อยที่สุด ( = 2.97, S.D.= 1.32) อยู่ในเกณฑ์ปานกลาง ส่วนด้านที่มีคะแนนสูงที่สุดได้แก่ คุณภาพชีวิตด้านร่างกาย ( =3.61, S.D.= 1.01) อยู่ในเกณฑ์มาก ผลการวิเคราะห์พบว่าปัจจัยทำนายของคุณภาพชีวิตผู้ป่วยเบาหวานและความดันโลหิตสูง พบว่า สถานภาพสมรส สัมพันธภาพในครอบครัว การออกกำลังกาย ระยะเวลาการเป็นโรคเบาหวาน ระยะเวลาการเป็นโรคความดันโลหิตสูง การควบคุมโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูงและการเกิดภาวะแทรกซ้อนของโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูง มีผลต่อระดับคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยเบาหวานและความดันโลหิตสูง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p≤ .001-.05, r2 = .70) ปัจจัยทำนายทั้งหมดเหล่านี้สามารถทำนายผลลัพธ์คือระดับคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยเบาหวานและความดันโลหิตสูง อยู่ที่ระดับร้อยละ 70 ซึ่งอำนาจทำนายอยู่ในระดับที่ดี ผลการวิจัยเชิงคุณภาพ ผลการวิคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ พบประเด็นหลักของคุณภาพชีวิตผู้ป่วยเบาหวานและความดันโลหิตสูงดังนี้ 1) การรับรู้เกี่ยวกับโรคเรื้อรังเบาหวานและความดันโลหิตสูงประกอบด้วย โรคเบาหวานและความดันโลหิตสูงเป็นโรคที่รักษาไม่หาย โรคเบาหวานและความดันโลหิตสูงเกิดจากพฤติกรรมที่ไม่ถูกต้องและโรคเบาหวานมีประเภทแห้งและเปียก 2) คุณภาพชีวิตของผู้ป่วยโรคเรื้อรังเบาหวานและความดันโลหิตสูง ประกอบด้วย ระดับคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยเบาหวานและความดันโลหิตสูงอยู่ในระดับปานกลาง โรคเบาหวานและความดันโลหิตสูงทำให้ร่างกายอ่อนแอลง โรคเบาหวานและความดันโลหิตสูงก่อให้เกิดความพิการ การป่วยเป็นโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูงเป็นภาระของครอบครัว และการดูแลจากเจ้าหน้าที่สาธารณสุขทำให้สุขภาพดีขึ้น และ 3) แนวทางการพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยเบาหวานและความดันโลหิตสูง ประกอบด้วย การเป็นโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูงก็สามารถมีสุขภาพดีได้ การปรับพฤติกรรมสุขภาพได้แก่ การควบคุมอาหาร การออกกำลังกาย การรับประทานยาและการทำจิตใจให้สบายทำให้อยู่กับโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูงได้ การจัดการตนเองเป็นสิ่งสำคัญในการรักษาโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูงและ การดูแลที่ดีจากผู้ให้บริการสาธารณสุขทำให้อาการดีขึ้น และการรักษาโดยการแพทย์ทางเลือกทำให้ดีขึ้น