รายงานประเมินนโยบายว่าด้วยวิวัฒนาการระบบการแพทย์ฉุกเฉิน

เขียนโดย
thitima
เมื่อวันที่
08 May 2014
แท็ก 
รายงานประเมินนโยบายว่าด้วยวิวัฒนาการระบบการแพทย์ฉุกเฉิน
ให้คะแนน
Average: 3.3 (3 votes)
จำนวนผู้อ่าน
189

บทคัดย่อ:

          รายงานฉบับนี้ มุ่งหมายเพื่อประเมินการเปลี่ยนแปลงการพัฒนาระบบบริการการแพทย์ฉุกเฉินของ ไทยก่อนและหลังการประกาศใช้พรบ.การแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ พ.ศ.2551 อันจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนานโยบายและแนวทางปฏิบัติของหน่วยงานที่รับผิด ชอบต่อไป การดำเนินการอาศัยการทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบ การสำรวจประสบการณ์ผู้ป่วยในห้องฉุกเฉินของเครือข่ายรพ. หรือรพ.ตติยภูมิเดี่ยว การสัมภาษณ์ผู้เกี่ยวข้องในส่วนการบริหาร และหัวหน้างานของรพ.ดังกล่าว และรพ.ปริมณฑล กทม. การระดมความเห็นจากผู้ทรงคุณวุฒิ ด้านระบบการแพทย์ฉุกเฉิน ด้วยวิธีDelphi และการวิเคราะห์ข้อมูลในระบบเฝ้าระวังการบาดเจ็บและระบบบริการกู้ชีพ แล้วนำเสนอเป็นบทสังเคราะห์ พร้อมบทเฉพาะตามวิธีดำเนินการดังกล่าวในภาคผนวกที่ 1 – 6 ผลการดำเนินการ ในภาพรวมได้ข้อสรุปดังนี้

          1. ระบบการแพทย์ฉุกเฉินของไทยพัฒนาการด้วยรูปแบบ Anglo - America Model โดยนำแนวคิดระบบการแพทย์ฉุกเฉินเป็นส่วนหนึ่งของความปลอดภัยสาธารณะ เพื่อเชื่อมต่อการทำงานกับองค์กร

          2. วิวัฒนาการของระบบการแพทย์ฉุกเฉินไทย แบ่งออกเป็น 4 ระยะ ดังนี้
           2.1 ระยะบุกเบิก ก่อน พ.ศ. 2537 ในช่วงต้นของยุคนี้ เป็นบริการนำผู้บาดเจ็บส่งโรงพยาบาลด้วยอาสาสมัครมูลนิธิต่างๆ เช่น มูลนิธิปอเต็กตึ้ง บุคลากรทำงานด้วยจิตอาสา ในการกู้ชีพผู้บาดเจ็บ ให้การดูแลผู้ป่วยนอกโรงพยาบาล และต่อมา ภาครัฐได้เข้ามารับผิดชอบ โดยจัดหน่วยบริการ “ศูนย์ส่งกลับโรงพยาบาลตำรวจ” “ศูนย์กู้ชีพนเรนทร” และในช่วงปลายของยุคนี้ ได้พัฒนาระบบส่งต่อผู้ป่วยอุบัติเหตุ มี “Traumacenter” ที่จังหวัดขอนแก่น
           2.2 ยุคต้นแบบ Trauma Care (TC) พ.ศ.2537 – 2547 ในยุคนี้ ได้จัดตั้ง “Trauma Center” ที่จังหวัดขอนแก่น นับเป็นต้นแบบระบบการแพทย์ฉุกเฉินของไทย และต่อมาขยายผลไปทั่วประเทศ นอกจากนี้ยังเพิ่มหน่วยกู้ชีพในพื้นที่กรุงเทพมหานคร โดยใช้หมายเลข 1554 เชื่อมประสานการทำงานกับศูนย์กู้ชีพนเรนทร กระทรวงสาธารณสุขโดยใช้หมายเลข 1669 ทำให้การบริการฉุกเฉินขยายพื้นที่ให้บริการไปยังเขตภาคกลางบางจังหวัดในส่วน ภูมิภาค พร้อมกับมีการจัดทำหลักสูตรผลิตบุคลากรทางการแพทย์ฉุกเฉินหลักสูตรแรกของ ประเทศ ที่วิทยาลัยการสาธารณสุขสิรินธร ต่อมา ได้บรรจุแผนงานอุบัติเหตุและงานสาธารณภัยไว้ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่ง ชาติฉบับที่ 7 เมื่อสิ้นสุดแผนฯ ผลที่ปรากฏคือ โรงพยาบาลศูนย์และโรงพยาบาลทั่วไป ได้จัดตั้งหน่วยกู้ชีพกว่า 90 แห่ง
           2.3 ยุคขยายผล Trauma care 2548 – 2551 ตั้งแต่ปี 2548 เป็นต้นมา การให้บริการการแพทย์ฉุกเฉินทั้งภายในและภายนอกโรงพยาบาล ได้ขยายบริการไปยังส่วนกลางส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น อย่างก้าวกระโดด โดยมีชุดปฏิบัติการ 4 ระดับ จากระดับเบื้องต้น(โดยอาสาสมัคร)ไปจนถึงขั้นสูงโดยมืออาชีพ บทบาทขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเริ่มปรากฏ ด้วยการสนับสนุนบริการกู้ชีพในระดับตำบล ในอีกมุม บริการฉุกเฉินด้านอายุรกรรมบางกลุ่มโรคได้เริ่มขึ้น เช่น ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจตีบเฉียบพลัน โรคหลอดเลือดสมองตีบเฉียบพลัน ในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร และบางจังหวัดในเขตภูมิภาค โดยสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ สนับสนุนการพัฒนาระบบรองรับบริการทุกรูปแบบดังกล่าว ด้วยความร่วมมือของกระทรวงสาธารณสุข ในฐานะเจ้าของหน่วยบริการรัฐส่วนใหญ่ในภูมิภาค ความแตกต่างอย่างมากระหว่างยุคนี้กับยุคแรก จึงได้แก่ การขยายบทบาทของรัฐในการพัฒนาระบบให้มากขึ้นไปอีก ด้วยจำนวนเงินมากขึ้น แผนพัฒนาและการดำเนินแผนเป็นระบบมากขึ้น โปรดสังเกตว่านอกจากสปสช.และสสส. กลไกการเงินอื่นๆยังคงสนับสนุนบริการแบบตั้งรับ(passive)เหมือนในยุคก่อน
           2.4 ยุคหลังประกาศใช้พระราชบัญญัติการแพทย์ฉุกเฉิน พ.ศ.2551 ในยุคนี้ สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) ได้จัดตั้งขึ้น รองรับการพัฒนาระบบการแพทย์ฉุกเฉินโดยเฉพาะ เพื่อหวังผลการพัฒนาระบบแตกต่างจากอดีต ในทางปฏิบัติตลอด 4 ปีแรกหลังจัดตั้งสพฉ. การสนับสนุนของสำนักหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ(สปสช.)ก็ยังคงมีอยู่ต่อไป ในส่วนของโรงพยาบาล สพฉ.ให้ความสนใจเฉพาะการพัฒนาระบบบริการกู้ชีพภายใต้ทิศทางเดิมที่ สปสช.เริ่มไว้ คือ ผลักดันให้องค์การปกครองส่วนท้องถิ่น(อปท.) มีบทบาทหลักเฉพาะบริการกู้ชีพ
 
องค์ประกอบต่างๆของระบบบริการมีความชัดขึ้น ดังนี้
          1) ด้านกำลังคน มีหลักสูตรรองรับการผลิตและขึ้นทะเบียน ตามหลักเกณฑ์สพฉ.
          2) ด้านคุรุภัณฑ์และอุปกรณ์ให้บริการ มีมาตรฐานกำกับ
          3) เงินอุดหนุนบริการและพัฒนาระบบสนับสนุนจัดสรรโดย สพฉ. ผลของการพัฒนา 3 ประการนี้ ปรากฏเด่นชัดทางปริมาณ ซึ่งขยายตัวต่อเนื่องจากยุคที่สอง อย่างไรก็ตามไม่มีความชัดเจนในเชิงคุณภาพในภาพรวมของประเทศ และยังมีความเหลื่อมล้ำอย่างเด่นชัดระหว่างพื้นที่ ความไม่ชัดเจนนี้สืบเนื่องจากข้อจำกัดในการพัฒนาระบบสารสนเทศและการส่งเสริม การวิจัยการอภิบาลระบบยังไม่มีพัฒนาการต่างจากเดิม ดังปรากฏหลักฐานยืนยันปัญหาด้อยประสิทธิภาพของพรบ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ ที่เรื้อรังมาตั้งแต่ 2535
 
          3. เมื่อเปรียบเทียบระบบการแพทย์ฉุกเฉินของไทยกับต่างชาติ พบว่า จุดเด่นของประเทศไทย คือ ระบบการแพทย์ฉุกเฉินของไทยพัฒนาไม่หยุดนิ่งค่อยเป็นค่อยไป การเข้าถึงบริการฟรีเกือบทั้งหมด อปท.มีบทบาทชัดเจนในการจัดบริการกู้ชีพ ทั้งนี้ โดยรัฐชี้นำสนับสนุนการพัฒนาด้วยกลไกนโยบายด้านกฎหมาย และการเงินการคลังเป็นหลักในระดับมหภาค แต่ไม่เพียงพอหากมองข้ามภาวะผู้นำระดับองค์กรและจุลภาค จึงต้องพยายามให้สอดคล้องซึ่งกันและกัน ลักษณะเหล่านี้เหมือนและต่างจากประเทศพัฒนาซึ่งมีความหลากหลายเช่นกัน ส่วนที่คล้ายกันกับประเทศพัฒนาส่วนใหญ่ คือ การสร้างความรู้ใหม่มีจำกัดเมื่อเทียบกับบริการโรคเรื้อรัง โรคมะเร็ง หรือเฉียบพลัน สะท้อนลักษณะเฉพาะของบริการระบบการแพทย์ฉุกเฉิน (ส่วนกู้ชีพและห้องฉุกเฉิน) กล่าวคือกระบวนการให้บริการเป็นไปอย่างรวดเร็วเฉพาะกิจ(adhoc) ท้าทายต่อวิธีการวิจัยทางคลินิกที่ใช้แพร่หลายทั่วไป เมื่อพิจารณาฐานะการคลังของประเทศไทยซึ่งต่ำกว่ามากเมื่อเทียบกับของประเทศ พัฒนาที่ไม่จัดบริการฟรีทั้งหมด(สหรัฐอเมริกา แคนาดา สวีเดน เป็นต้น) หรือที่จัดให้ฟรี(ญี่ปุ่น ไต้หวัน) ชวนให้เกิดคำถามวิจัยนโยบายว่าการให้ฟรีเช่นนี้จะยั่งยืนสักเพียงใด นี่คือตัวอย่างสำคัญของการวิจัยระบบ ที่ผ่านมาข้อค้นพบเกี่ยวกับปัญหาการอภิบาลระบบพรบ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ เป็นตัวอย่างที่ดีว่า การวิจัยระบบมีบทบาทสำคัญชัดเจนในการพัฒนาระบบการแพทย์ฉุกเฉิน สำหรับการพัฒนารูปแบบบริการ เห็นได้ชัดว่าบทเรียนที่ผ่านมาสนับสนุนการวิจัยแปลงความรู้ไปสู่การปฏิบัติ translational research/actionresearch) มีบทบาทสำคัญ

งานวิจัยฉบับเต็ม