การวิจัยเชิงสังเคราะห์เพื่อประเมินผลกระทบทางสุขภาพและเศรษฐศาสตร์ของการใช้กัญชาทางการแพทย์ในประเทศไทย

เขียนโดย
webmaster
เมื่อวันที่
03 June 2021
Default image
ให้คะแนน
Average: 1 (1 vote)
จำนวนผู้อ่าน
22

บทคัดย่อ

การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อประเมินผลกระทบทางสุขภาพและเศรษฐศาสตร์นโยบายกัญชาทางการแพทย์ที่เหมาะสมกับบริบทของประเทศไทย โดยประกอบด้วยการศึกษา 3 ส่วนด้วยกัน ได้แก่ การทบทวนวรรณกรรมเพื่อประเมินผลกระทบด้านบวกและลบที่เกิดจากการอนุญาตใช้กัญชาในต่างประเทศ การประเมินความต้องการใช้กัญชาทางการแพทย์และการวิเคราะห์ต้นทุนผลได้จากการใช้กัญชาทางการแพทย์ การทบทวนประสบการณ์การใช้กัญชาทั้งทางการแพทย์และสันทนาการในต่างประเทศ พอจะสรุปได้ว่าองค์ประกอบของนโยบายการอนุญาตใช้กัญชาในแต่ละประเทศส่งผลต่อการเข้าถึงกัญชา โดยต้องมีการรักษาความยืดหยุ่นให้อยู่ในระดับสมดุลระหว่างการเข้าถึงกัญชาเพื่อใช้ในการรักษาโรคในกลุ่มผู้ป่วยที่มีสิทธิได้รับยาตามที่กฎหมายระบุไว้ ซึ่งหมายถึงผลได้ของการอนุญาตใช้กฎหมายกับการใช้ยาในกลุ่มผู้ป่วยนอกเหนือจากกลุ่มโรคที่ได้รับอนุญาตรวมถึงการรั่วไหลของยาเข้าสู่การใช้ทางสันทนาการ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพประชากรและสาธารณสุขซึ่งต้นทุนของผลกระทบเหล่านี้จะส่งผลต่อความคุ้มค่าของการออกนโยบายทางการแพทย์การประเมินความต้องการใช้กัญชาทางการแพทย์ โดยใช้ข้อมูลภาระโรคหรือจำนวนผู้ป่วยในกลุ่มโรคที่มีแนวโน้มจะใช้ประโยชน์จากกัญชาเพื่อรักษาอาการทางแพทย์แผนปัจจุบัน ได้แก่ ผู้ป่วยโรคมะเร็งที่ต้องการใช้ยาเคมีบำบัดในการรักษา การรักษาโรคลมชักในเด็ก การรักษาโรค multiple sclerosis และการรักษาผู้ป่วยด้วยโรค neuropathic pain รวมทั้งกลุ่มโรคที่มีแนวโน้มจะได้รับอนุญาตใช้ในการรักษา ได้แก่ โรคพาร์กินสัน ผู้ป่วยโรค HIV และผู้ที่ต้องการได้รับการรักษาแบบประคับประคองในอนาคต โดยประมาณการณ์ตั้งแต่ปี 2556-2561 โดยใช้ข้อมูลการตาย เพื่อคาดการณ์ผู้ที่ต้องการได้รับการรักษาแบบประคับประคองในระยะสุดท้ายของชีวิตไปถึงปี 2573 พบว่า ปี 2561 มีจำนวนผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาทั้งหมด จากโรคมะเร็ง จำนวน 212,256 คน โรคลมชักที่รักษายากและที่ดื้อต่อยารักษาในเด็กต่ำกว่า 14 ปี จำนวน 10,128 คน โรคปลอกประสาทเสื่อมแข็ง จำนวน 281 คน ภาวะปวดปลายประสาท จำนวน 20,245 คน โรคพาร์กินสัน จำนวน 14,472 คน โรค HIV จำนวน 7,030 คน ผู้ที่ต้องการได้รับการรักษาแบบประคับประคอง จำนวน 53,924 คน ผลการศึกษาเพื่อคาดการณ์การรักษาแบบประคับประคองแสดงถึงแนวโน้มการเพิ่มขึ้นของความต้องการใช้บริการรักษาแบบประคับประคองในประชากรกลุ่มอายุ 65 ปี ขึ้นไป ซึ่งสะท้อนถึงแนวโน้มความต้องการใช้กัญชาทางการแพทย์ที่เพิ่มขึ้นตามระดับจำนวนประชากรผู้สูงอายุที่เพิ่มมากขึ้น การประเมินต้นทุนผลได้โดยใช้แบบจำลองทางเศรษฐศาสตร์แขนงการตัดสินใจและแบบจำลองมาร์คอฟ ด้วยมุมมองของสังคม โดยกำหนดให้ 1 ปีสุขภาวะ (QALYs) เท่ากับรายได้เฉลี่ยต่อหัวประชากร พบว่าการใช้กัญชาตามข้อบ่งชี้ทางการแพทย์มีความคุ้มค่าเพียงกลุ่มโรคเดียว คือ การรักษาภาวะคลื่นไส้อาเจียนจากเคมีบำบัดของผู้ป่วยมะเร็งในระยะเวลา 5 ปี คิดผลได้สุทธิเท่ากับ 130 ล้านบาท โดยสรุปผลได้ของการนำกัญชามาใช้ทางการแพทย์ตามข้อบ่งใช้ทางการแพทย์พบว่าไม่มีความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ นอกจากนี้การนำกัญชามาใช้ในโรคที่ไม่มีข้อบ่งใช้ทางการแพทย์และผลกระทบต่อสังคมเชิงผล เช่น การใช้เชิงสันทนาการก่อให้เกิดผลกระทบด้านลบทางเศรษฐศาสตร์ ทั้งนี้เนื่องจากต้นทุนของน้ำมันกัญชาทางการแพทย์มีราคาสูง ส่วนการใช้กัญชาในผู้ป่วยกลุ่มโรคที่ไม่มีข้อบ่งใช้ทางการแพทย์ก็จะมีต้นทุนในการรักษาโรคแทรกซ้อนสูงเนื่องจากผู้ป่วยบางส่วนจะมีการใช้กัญชาทดแทนยาแผนปัจจุบัน เมื่อผู้ป่วยหยุดการใช้ยาแผนปัจจุบันในขณะที่ผลของกัญชายังไม่มีหลักฐานที่ชัดเจนจึงทำให้โรคของผู้ป่วยมีโอกาสเป็นมากขึ้นและเกิดโรคแทรกซ้อนได้ นอกจากนี้ยังมีผู้ที่ใช้กัญชาในกรณีอื่นที่ยังไม่ได้รับอนุญาต เช่น การใช้เพื่อสันทนาการ ซึ่งกรณีนี้จะเกิดผลกระทบด้านลบต่อทั้งตัวผู้ใช้กัญชาและบุคคลอื่นในสังคมได้ อย่างไรก็ตามการดำเนินนโยบายกัญชาทางการแพทย์ยังมีการดำเนินงานในส่วนของแพทย์แผนไทยด้วย ซึ่งการศึกษานี้ยังไม่ได้นำมารวมไว้ รวมทั้งยังไม่ได้ทำสถานการณ์การใช้จากแหล่งใต้ดินที่อาจมีราคาที่สูงกว่าราคามาตรฐานและไม่ได้รวมถึงรายได้ของชุมชนหากมีการเปิดเสรีให้เกษตรกรสามารถปลูกและขายพืชกัญชารวมทั้งการส่งออกได้ ดังนั้นเพื่อเป็นการประเมินผลกระทบของนโยบายให้ครอบคลุมจึงควรมีการขยายการศึกษาเพื่อให้ครอบคลุมการดำเนินงานของนโยบายในทุกภาคส่วนเพื่อนำผลมาใช้ในการตัดสินใจต่อไป