ทัศนคติของบุคลากรสุขภาพต่อการให้บริการสุขภาพแก่คนต่างด้าวและปัจจัยที่เกี่ยวข้อง

เขียนโดย
hsri-admin
เมื่อวันที่
03 February 2020
Default image
ให้คะแนน
ยังไม่มีการให้คะแนน
จำนวนผู้อ่าน
584

บทคัดย่อ

การวิจัยนี้เป็นการศึกษาเชิงพรรณนาแบบหาความสัมพันธ์ (Descriptive Correlational design) ใช้วิธีรวบรวมข้อมูลทั้งเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ ในเชิงปริมาณเป็นการศึกษาทัศนคติของบุคลากรสุขภาพต่อการให้บริการสุขภาพคนต่างด้าว เปรียบเทียบทัศนคติของบุคลากรสุขภาพต่อการให้บริการสุขภาพคนต่างด้าวระหว่างบุคลากรสายวิชาชีพด้านสุขภาพและสายสนับสนุนด้านสุขภาพ หาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยเชิงปัจเจกและปัจจัยเชิงระบบต่อทัศนคติของบุคลากรสุขภาพในการให้บริการสุขภาพ ส่วนในเชิงคุณภาพเป็นการศึกษาทัศนคติและประสบการณ์เกี่ยวกับการให้บริการสุขภาพแก่คนต่างด้าวของบุคลากรสุขภาพ เกี่ยวกับนโยบายและการจัดบริการสุขภาพและปัจจัยสนับสนุนในการดำเนินงานให้บริการกับคนต่างด้าว กลุ่มตัวอย่างคือ บุคลากรด้านสุขภาพที่มีประสบการณ์ในการให้บริการกับคนต่างด้าวอย่างน้อย 6 เดือนที่ปฏิบัติงานใน 11จังหวัดชายแดน ได้กลุ่มตัวอย่างจำนวน 1,356 ราย จากการสุ่มแบบหลายขั้นตอน และมีกลุ่มตัวอย่างในการสัมภาษณ์ที่เลือกแบบเฉพาะเจาะจงอีก 20 คน ผู้วิจัยพัฒนาเครื่องมือวิจัยจากการทบทวนวรรณกรรมคือ แบบสอบถามความรู้เกี่ยวกับวัฒนธรรมและบริบทของคนต่างด้าวและแบบสอบถามทัศนคติของบุคลากรสุขภาพต่อการให้บริการสุขภาพคนต่างด้าว ได้รับการตรวจสอบจากผู้เชี่ยวชาญจำนวน 5 ท่าน ได้ค่า Content Validity Index (CVI) เท่ากับ 0.85 และ 0.81 ตามลำดับ และได้ค่าสัมประสิทธิ์แอลฟ่าของครอนบาค (Cronbach's Alpha) เท่ากับ 0.81 และ 0.78 ตามลำดับเช่นกัน วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณโดยใช้สถิติ Mann-Whitney U Test และ Spearman's rank-order correlation ส่วนข้อมูลเชิงคุณภาพ ได้ใช้การวิเคราะห์เนื้อหา (content analysis) ผลการศึกษาเชิงปริมาณ พบว่ากลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีทัศนคติทางบวกต่อการให้บริการสุขภาพแก่คนต่างด้าวโดยภาพรวม (91.22%) ทัศนคติต่อการให้บริการสุขภาพแก่คนต่างด้าวของบุคลากรด้านสุขภาพระหว่างบุคลากรสายวิชาชีพด้านสุขภาพ และบุคลากรสายสนับสนุนด้านสุขภาพไม่มีความแตกต่างกัน ความรู้เกี่ยวกับวัฒนธรรมและบริบทของคนต่างด้าวมีความสัมพันธ์ทางบวกกับทัศนคติของบุคลากรสุขภาพต่อการให้บริการสุขภาพแก่คนต่างด้าวอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (r= .152, p value=.000) (โดยควบคุมตัวแปร อายุ เพศ ตำแหน่งงาน ประสบการณ์ในการทำงาน ประสบการณ์การทำงานให้บริการแก่คนต่างด้าว และการได้รับการอบรมเกี่ยวกับการดูแลผู้รับบริการสุขภาพต่างวัฒนธรรม) นอกจากนั้นความเหมาะสมของการจัดบริการสุขภาพโดยเฉพาะแก่คนต่างด้าว จำนวนอาสาสมัครแปลภาษา (ล่าม) ในการให้บริการ จำนวนคู่มือ สื่อการสอน ป้ายต่างๆ ที่ใช้ภาษาที่สื่อสารได้สำหรับคนต่างด้าว และจำนวนของผู้ให้บริการสุขภาพโดยเฉพาะแก่คนต่างด้าว มีความสัมพันธ์ทางบวกกับทัศนคติของบุคลากรสุขภาพต่อการให้บริการสุขภาพแก่คนต่างด้าวอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (r=.120, p=.000; r=.063, p=.021;r=.060, p=.027;r=.133, p=.000) ปัจจัยด้านความรู้เกี่ยวกับวัฒนธรรมและบริบทของคนต่างด้าว (β =.13, p = .000) ความเหมาะสมของจำนวนของผู้ให้บริการสุขภาพโดยเฉพาะแก่คนต่างด้าว (β =.08, p = .022) และความเหมาะสมของการจัดบริการสุขภาพโดยเฉพาะแก่คนต่างด้าว (β =.07, p = .027) สามารถร่วมกันทำนายทัศนคติต่อการให้บริการสุขภาพแก่คนต่างด้าวได้ร้อยละ 3.6 (p=.000) ผลการศึกษาเชิงคุณภาพ พบว่า 1) ทัศนคติต่อการให้บริการสุขภาพแก่คนต่างด้าวทั้งในเชิงบวกและเชิงลบ ทัศนคติเชิงบวกได้แก่ คนต่างด้าวเป็นมิตร คนต่างด้าวมีความเท่าเทียมกับคนไทย คนต่างด้าวเป็นแรงงานที่ถูกกฎหมาย เป็นการปฏิบัติตามหลักมนุษยธรรม เป็นหน้าที่รับผิดชอบและเชิงลบคือ คนต่างด้าวเป็นภาระทางการเงินของประเทศไทย คนต่างด้าวเป็นภาระในการบริหารจัดการของโรงพยาบาล คนต่างด้าวแย่งโอกาสคนไทย คนต่างด้าวนำโรคร้ายแรงเข้ามาในประเทศไทย คนต่างด้าวเพิ่มภาระงานให้บุคลากรสุขภาพ คนต่างด้าวไม่ให้ความร่วมมือในการรักษาพยาบาล คนต่างด้าวน่ากลัวและไม่เป็นมิตร คนต่างด้าวเป็นชนกลุ่มน้อยที่มาอาศัยในประเทศไทย และ 2) ปัจจัยที่ส่งเสริมการมีทัศนคติเชิงบวกคือ ปัจจัยด้านปัจเจก ได้แก่ การมีความรู้เกี่ยวกับความเชื่อและวัฒนธรรมคนต่างด้าว และปัจจัยเชิงระบบประกอบด้วย มีนโยบายการตรวจสุขภาพและประกันสุขภาพแรงงานต่างด้าว ระบบการบริการสุขภาพที่มีประสิทธิภาพโดยมีปัจจัยสนับสนุน ได้แก่ สื่อที่ใช้ในการให้บริการสุขภาพ การมีล่ามช่วยในการสื่อสาร ส่วนปัจจัยที่ทำให้เกิดทัศนคติเชิงลบของบุคลากรสุขภาพในการให้บริการสุขภาพแก่คนต่างด้าวสำหรับปัจจัยปัจเจก ได้แก่ พฤติกรรมที่ไม่น่าพึงประสงค์ของคนต่างด้าว และปัจจัยเชิงระบบ ได้แก่ จำนวนคนต่างด้าวที่มารับบริการเพิ่มมากขึ้นและอุปสรรคในการสื่อสาร ผู้บริหารโรงพยาบาลและกระทรวงสาธารณสุขสามารถใช้ผลการศึกษานี้ในการส่งเสริมให้เกิดทัศนคติที่ดีของบุคลากรสุขภาพต่อการให้บริการสุขภาพในการปรับเปลี่ยนมุมมองหรือทัศนคติของบุคลากรด้านสุขภาพต่อคนต่างด้าวจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการให้บริการสุขภาพและแก้ไขปัญหาของคนต่างด้าวได้ในระยะยาว