การส่งเสริมโภชนาการช่วงแรกของชีวิตในระบบงานอนามัยแม่และเด็ก ปีที่ 1

หมวดหมู่งานวิจัย 
เขียนโดย
webmaster
เมื่อวันที่
01 March 2018
Default image
ให้คะแนน
ยังไม่มีการให้คะแนน
จำนวนผู้อ่าน
21
โภชนาการที่เหมาะสมสำหรับมารดาและทารกตั้งแต่มีการปฏิสนธิ จนตลอดสองปีแรก หรือ “1000 วันแรกของชีวิต” มีความสำคัญต่อการเติบโต สุขภาพ และศักยภาพทางสติปัญญา การสำรวจระดับประเทศพบว่าปัญหาทางโภชนาการในแม่และเด็กเปลี่ยนจากภาวะการขาดสารอาหารเป็นภาวะทั้งขาดและเกิน วัตถุประสงค์: โครงการวิจัยนี้ดำเนินการเพื่อปรับปรุงเครื่องมือประเมินการเพิ่มน้ำหนักตัวของมารดาขณะตั้งครรภ์ตามภาวะโภชนาการก่อนตั้งครรภ์ พัฒนาเครื่องมือประเมินกิจกรรมทางกายสำหรับหญิงตั้งครรภ์และให้นมบุตร จัดทำข้อแนะนำด้านอาหารสำหรับหญิงตั้งครรภ์และให้นมบุตร พัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารโดยใช้แป้งที่ทนต่อการย่อยด้วยเอนไซม์ (resistant starch, RS) เพื่อลดโภชนาการเกิน และศึกษาการดำเนินงานด้านโภชนาการในงานอนามัยแม่และเด็ก ผลการศึกษา: (1) จากข้อมูลการเพิ่มน้ำหนักตัวขณะตั้งครรภ์ของมารดาที่คลอดบุตร ณ โรงพยาบาลศิริราช ที่มีน้ำหนักแรกคลอดอยู่ในเกณฑ์ปกติ ได้ตารางและกราฟการเพิ่มน้ำหนักตัวที่แต่ละอายุครรภ์ สำหรับหญิงก่อนการตั้งครรภ์ (pre-pregnancy BMI) ที่มีน้ำหนักน้อย ปกติ น้ำหนักเกินและอ้วน (2) ได้เครื่องมือประเมินกิจกรรมทางกาย (physical activity) ของหญิงตั้งครรภ์และให้นมบุตร(PAQ-PL) ซึ่งพิจารณาจากแบบแผนกิจกรรมทางกายของคนไทย ที่มีความแม่นตรงอยู่ในเกณฑ์ยอมรับได้เมื่อเทียบกับการวัดด้วยเครื่อง accelerometer โดยสามารถใช้กำกับดูแลการเพิ่มน้ำหนักตัวขณะตั้งครรภ์ให้อยู่ในเกณฑ์และควบคุมน้ำหนักตัวคงค้างหลังคลอด (3) จากการใช้หลักการ linear programming ด้วยโปรแกรมOptifood และข้อมูลการบริโภคอาหารของหญิงตั้งครรภ์ หญิงให้นมบุตร และหญิงวัยเจริญพันธุ์ ที่ได้จากการสำรวจแบบแผนการบริโภค (ปริมาณ ความถี่ และชนิดอาหาร) ของหญิงไทย ได้ข้อแนะนำกลุ่มอาหาร ปริมาณและความถี่การบริโภค ในระยะตั้งครรภ์และให้นมบุตรที่ทำให้ได้สารอาหารทั้งพลังงาน โปรตีน วิตามิน และแร่ธาตุที่สำคัญอย่างเพียงพอ และมีความชัดเจนในการนำไปปฏิบัติ ซึ่งควรนำไปทดสอบจริงเพื่อประเมินการยอมรับ การวิเคราะห์ปัญหาและอุปสรรคในการปฏิบัติตามข้อแนะนำก่อนนำไปขยายผลต่อไป (4) พัฒนาแป้งอาหารที่ทนต่อการย่อยด้วยเอนไซม์โดยทำเป็นผลิตภัณฑ์นมพร้อมดื่มที่มีปริมาณ RS 30 กรัมต่อวัน และทดสอบในหญิงวัยเจริญพันธุ์ พบว่า ได้รับการยอมรับดี มีอาการข้างเคียงน้อย และพลังงานจากการบริโภคอาหารต่อวันลดลง ทั้งนี้ ยังต้องทำการศึกษาเพื่อประเมินผลต่อสุขภาพต่อไป (5) การประเมินการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียว (exclusive breastfeeding) ตลอด 6 เดือนแรก โดยวิธีสัมภาษณ์การให้อาหารทารกกับมารดาที่มีเศรษฐานะปานกลางและส่วนใหญ่ทำงานนอกบ้านโดยเทียบกับการใช้วิธีอณูธรรมชาติ พบว่าคำตอบจากการสัมภาษณ์สอดคล้องกับการปฏิบัติจริงเมื่อเด็กอายุ 3 เดือนเพียงประมาณร้อยละ 31 และร้อยละ 61 ที่อายุ 6 เดือน (6) จากการศึกษางานด้านโภชนาการในงานอนามัยแม่และเด็ก พบว่า กระทรวงสาธารณสุขส่วนกลางเป็นผู้กำหนดนโยบายเป้าหมายและตัวชี้วัด และดำเนินการผ่านศูนย์อนามัยระดับเขตสุขภาพ ซึ่งทำหน้าที่ให้คำแนะนำ สนับสนุนข้อมูลทางด้านวิชาการและกำกับติดตามตัวชี้วัดตามนโยบาย ในการปฏิบัติพบข้อจำกัดของจำนวนบุคลากรด้านอนามัยแม่และเด็กเมื่อเทียบกับปริมาณงาน และขาดความรู้ทางโภชนาการอย่างเพียงพอสำหรับการให้บริการ จึงมีความจำเป็นเร่งด่วนในการพัฒนาศักยภาพด้านโภชนาการของบุคลากรทางสาธารณสุข โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติการและอาสาสมัครในชุมชน ข้อเสนอแนะ: ผลการศึกษานี้ชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นของการวิจัยเชิงปฏิบัติการที่บูรณาการข้อแนะนำและเครื่องมือที่พัฒนาขึ้นเพื่อการนำไปใช้ในระบบบริการ และบริหารจัดการให้สอดคล้องกับการดำเนินงานโดยบุคลากรในสถานบริการระดับต่างๆ และการพัฒนาศักยภาพด้านโภชนาการของบุคลากรสาธารณสุขอย่างจริงจัง