การพัฒนารูปแบบการจัดการสุขภาพของผู้สูงอายุไทยมลายูที่เป็นโรคความดันโลหิตสูงโดยการมีส่วนร่วมของชุมชนในวิถีแห่งวัฒนธรรมในภาคใต้ของไทย

หมวดหมู่งานวิจัย 
เขียนโดย
webmaster
เมื่อวันที่
01 January 2017
Default image
ให้คะแนน
ยังไม่มีการให้คะแนน
ดาวน์โหลด
ดาวน์โหลดต้นฉบับ 40 ครั้ง
Default image
ผลงานขับเคลื่อนระบบสุขภาพ
- bytes
ดาวน์โหลด
0 ครั้ง
จำนวนผู้อ่าน
34

การวิจัยและการพัฒนา (Research and Development) โดยใช้วิธีการวิจัยปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม (Participation Action Research: PAR) วัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพการณ์ปัญหา ปัจจัยที่เกี่ยวข้อง ความต้องการ เพื่อพัฒนารูปแบบในการจัดการสุขภาพของผู้สูงอายุไทยมลายู ในการศึกษาครั้งนี้ ประกอบไปด้วยผู้สูงอายุที่เป็นโรคความดันโลหิตสูง ผู้ดูแล และผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการจัดการระบบสุขภาพของชุมชน รวม 149 คน ประกอบด้วย ผู้สูงอายุไทยมลายูที่ได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์ว่าเป็นโรคความดันโลหิตสูง จำนวน 33 คน ผู้ดูแลผู้สูงอายุไทยมลายูที่เป็นโรคความดันโลหิตสูงจำนวน 33 คน พยาบาลวิชาชีพ นักวิชาการสาธารณสุข ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบในการดูแลผู้สูงอายุที่เป็นโรคความดันโลหิตสูง จำนวน 2 คน เจ้าหน้าที่ฝ่ายสาธารณสุขจากองค์การบริหารส่วนตำบลจำนวน 3 คน สมาชิกองค์การบริหารส่วนตำบล จำนวน 3 คน ผู้นำศาสนา 20 คน ผู้นำชุมชน 10 คน และอาสาสมัครประจำหมู่บ้านจำนวน 45 คน ผลการวิจัยเชิงคุณภาพ พบว่า ความต้องและการมีส่วนร่วมของชุมชนในการจัดการสุขภาพของผู้สูงอายุที่เป็นโรคความดันโลหิตสูง ได้แก่ (1) ผู้นำศาสนามีส่วนร่วมในการเผยแพร่ความรู้สู่ชุมชน (2) การเยี่ยมเยียนผู้ป่วยเพื่อให้กำลังใจกันในชุมชนซึ่งเป็นวิถีที่ปฏิบัติสืบต่อกันมา สำหรับคนที่ป่วยหนัก จะเชิญโต๊ะอิหม่ามไปอ่านอัลกุรอาน แนะนำการปฏิบัติตัว การไปหาหมอที่ดีที่สุดเพื่อรักษา (3) การให้ความรู้แก่ชุมชนในการลดอาหารหวาน มัน เค็ม (4) จัดให้มีสถานที่สำหรับออกกำลังกาย โดยมีผู้นำกลุ่มในการรวมกลุ่มเพื่อทำกิจกรรมต่างๆ ของผู้สูงอายุ (5) มีระบบการเยี่ยมติดตามผู้ป่วยเป็นระยะๆ โดย อสม. และเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบชุมชนร่วมกัน (6) มีผู้นำเพื่อดำเนินการในการจัดกิจกรรมของผู้สูงอายุ จากข้อมูลเชิงคุณภาพนำมาพัฒนาเป็นแนวทางในการพัฒนาจัดการสุขภาพของผู้สูงอายุที่เป็นโรคความดันโลหิตสูง พบว่า การจัดการตนเองของผู้สูงอายุก่อนการทดลองใช้รูปแบบการจัดการสุขภาพ มีค่าคะแนนโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด X = 3.87 S.D = 1.21 ในขณะที่การจัดการตนเองของผู้สูงอายุหลังการทดลองใช้รูปแบบการจัดการสุขภาพ มีค่าคะแนนโดยรวมเพิ่มมากขึ้นอยู่ในระดับมากที่สุด X = 4.30 S.D =1.08 แต่อย่างไรก็ตามค่าคะแนนรายด้านที่มีค่าคะแนนเฉลี่ยน้อยที่สุดทั้งก่อนและหลังการทดลองใช้รูปแบบการจัดการสุขภาพ ได้แก่ การลดอาหารมัน อาหารทอด หรือผัด X= 2.4 S.D= 1.29 , X= 3.26 S.D =1.46 ตามลำดับ ผลของการทดลองใช้รูปแบบจัดการตนเองของผู้สูงอายุในวิถีวัฒนธรรม ก่อนและหลัง โดยใช้สถิติ Paired t-test พบว่า ระดับความดันโลหิต Systolic blood pressure (SBP) หลังการทดลองใช้รูปแบบในการจัดการตนเองของผู้สูงอายุ น้อยกว่าก่อนการทดลองใช้ อย่างมีนัยสำคัญทางสติที่ P< 0.001 และ Diastolic blood pressure (DBP) หลังการทดลองใช้รูปแบบในการจัดการตนเองของผู้สูงอายุ น้อยกว่าก่อนการทดลองใช้ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ P< 0.05 ในขณะที่น้ำหนัก รอบเอว และดัชนีมวลกาย ก่อนและหลังไม่มีความแตกต่างกัน