จากวันนั้นถึงวันนี้..ระบบบริการการแพทย์ฉุกเฉิน

หมวดหมู่กลาง 
เขียนโดย
thitima
เมื่อวันที่
2014-05-08 10:10
แท็ก 
รูปประกอบเป็นรูปเจ้าหน้าที่สาธารณสุขกำลังช่วยเหลือผู้ป่วยฉุกเฉิน
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง
จากการวิเคราะห์ข้อมูลในเชิงลึกและสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ผู้ประกันตนที่เข้ารับบริการตามนโยบายการรักษาเจ็บป่วยฉุกเฉินร่วม 3 กองทุน ช่วงเดือน เม.ย. 2555-มิ.ย. 2556 จำนวนกว่า 1 พันคน สรุปว่า นโยบายการรักษาเจ็บป่วยฉุกเฉินร่วม 3 กองทุนให้บริการรวดเร็ว รักษาทุกที่ ทั่วถึงทุกคน รวมทั้งโรงพยาบาล (รพ.) รัฐและเอกชนไม่มีการปฏิเสธการรักษาคนไข้ตามมาตรฐานสากล ทำให้ผู้ประกันตนเข้าถึงบริการรักษาเจ็บป่วยฉุกเฉินได้มากขึ้น
จำนวนผู้อ่าน
755

แต่ละปี คนไทยอย่างน้อย 13 ล้านคน มีโอกาสได้ใช้บริการห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาลไม่ที่ใดก็ที่หนึ่ง ซึ่งในจำนวนนี้ 4 ล้านคน ตกอยู่ในภาวะเร่งด่วน ต้องได้รับการช่วยเหลืออย่างทันท่วงที ดังนั้นระบบการแพทย์ฉุกเฉินจึงมีความจำเป็นที่จะต้องให้บริการอย่างรวดเร็ว เป็นระบบ ได้มาตรฐาน และพร้อมที่จะช่วยชีวิตผู้ป่วยในนาทีวิกฤติให้รอดชีวิตอย่างปลอดภัย

สำหรับการวิจัยชิ้นนี้ เป็นการวิจัยที่มีเป้าหมายเพื่อประเมินการเปลี่ยนแปลงหรือวิวัฒนาการของระบบการแพทย์ฉุกเฉินของไทย ทั้งก่อนและหลังการประกาศใช้ พรบ.การแพทย์ฉุกเฉิน พ.ศ.2551 เพื่อนำไปสู่การพัฒนานโยบายและแนวทางปฏิบัติของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป  ซึ่งนอกจากทีมวิจัยจะทบทวนข้อมูลจากเอกสารวิชาการแล้ว ยังได้เก็บข้อมูลโดยการสัมภาษณ์ผู้ที่เกี่ยวข้อง ทั้งในระดับผู้บริหาร ผู้ปฏิบัติการ และผู้ใช้บริการ  ตลอดจนการระดมความคิดเห็นจากผู้ทรงคุณวุฒิด้านระบบการแพทย์ฉุกเฉิน ทั้งนี้จากการเก็บข้อมูลทุกรูปแบบ พร้อมการวิเคราะห์และสังเคราะห์ข้อมูลดังกล่าว  สามารถสรุปภาพรวมของวิวัฒนาการได้ 4 ระยะดังนี้

ระยะบุกเบิก (ก่อน พ.ศ.2537)    
ช่วงต้นของระยะนี้ จะเป็นบริการที่นำผู้บาดเจ็บส่งโรงพยาบาล  พัฒนาจากอาสาสมัครมูลนิธิต่างๆ เช่น มูลนิธิปอเต็กตึ้ง บุคคลที่ทำงานด้วยจิตอาสาในการกู้ชีพผู้บาดเจ็บ ฯลฯ  ต่อมา ภาครัฐได้เข้ามารับผิดชอบ โดยจัดหน่วยบริการ “ศูนย์ส่งกลับโรงพยาบาลตำรวจ” “ศูนย์กู้ชีพนเรนทร” และในช่วงปลายของระยะนี้ ได้พัฒนาระบบส่งต่อผู้ป่วยอุบัติเหตุ จนมี “Trauma Center” ที่ จ.ขอนแก่น

ระยะสร้างต้นแบบ (พ.ศ.2537-2547)    
ระยะนี้ ได้จัดตั้ง “Trauma Center” ที่ จ.ขอนแก่น นับเป็นต้นแบบระบบการแพทย์ฉุกเฉินของไทย และต่อมาขยายผลไปทั่วประเทศ นอกจากนี้ยังเพิ่มหน่วยกู้ชีพในพื้นที่กรุงเทพฯ  โดยใช้หมายเลข 1554 ประสานการทำงานกับศูนย์กู้ชีพนเรนทร กระทรวงสาธารณสุข และใช้หมายเลข 1669 ทำให้การบริการฉุกเฉินขยายพื้นที่ให้บริการไปยังเขตภาคกลางบางจังหวัด  พร้อมมีการจัดทำหลักสูตรผลิตบุคลากรทางการแพทย์ฉุกเฉินหลักสูตรแรกของประเทศที่วิทยาลัยการสาธารณสุขสิรินธร  และได้บรรจุแผนงานอุบัติเหตุและงานสาธารณภัยไว้ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 7  โดยเมื่อสิ้นสุดแผนฯ ผลที่ปรากฏคือ โรงพยาบาลศูนย์และโรงพยาบาลทั่วไป ได้จัดตั้งหน่วยกู้ชีพกว่า 90 แห่ง

ระยะขยายผล (พ.ศ.2548-2551)    
ตั้งแต่ปี 2548 เป็นต้นมา การให้บริการการแพทย์ฉุกเฉินทั้งภายในและภายนอกโรงพยาบาล ได้ขยายบริการไปทั้งส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น อย่างก้าวกระโดด โดยมีชุดปฏิบัติการ 4 ระดับ จากระดับเบื้องต้น (โดยอาสาสมัคร) ไปจนถึงขั้นสูงโดยมืออาชีพ บทบาทขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) เริ่มปรากฏ ด้วยการสนับสนุนบริการกู้ชีพในระดับตำบล  และมีการบริการฉุกเฉินด้านอายุรกรรมบางกลุ่มโรคได้เริ่มขึ้น เช่น ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจตีบเฉียบพลัน โรคหลอดเลือดสมองตีบเฉียบพลัน ในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร และบางจังหวัดในเขตภูมิภาค โดยสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) สนับสนุนการพัฒนาระบบรองรับบริการทุกรูปแบบดังกล่าว  พร้อมความร่วมมือของกระทรวงสาธารณสุข ในฐานะเจ้าของหน่วยบริการของรัฐส่วนใหญ่ในภูมิภาค ความแตกต่างอย่างมากระหว่างระยะนี้กับระยะแรกคือ การขยายบทบาทของรัฐในการพัฒนาระบบให้มากขึ้นไปอีก ด้วยจำนวนเงินมากขึ้น และมีแผนพัฒนา รวมทั้งการดำเนินแผนเป็นระบบมากขึ้นด้วย

ระยะหลังประกาศใช้ พรบ.การแพทย์ฉุกเฉิน พ.ศ.2551    
ระยะนี้ สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) ได้จัดตั้งขึ้น รองรับการพัฒนาระบบการแพทย์ฉุกเฉินโดยเฉพาะ เพื่อหวังผลการพัฒนาระบบให้แตกต่างจากอดีต  4 ปีแรก  หลังจัดตั้ง สพฉ. การสนับสนุนของ สปสช.ก็ยังมีอยู่ ในส่วนของโรงพยาบาล สพฉ.ให้ความสนใจเฉพาะการพัฒนาระบบบริการกู้ชีพภายใต้ทิศทางเดิมที่ สปสช.เริ่มไว้ คือ ผลักดันให้ อปท.เข้ามามีบทบาทหลัก โดยเฉพาะบริการกู้ชีพ ทำให้องค์ประกอบต่างๆ ของระบบบริการมีความชัดเจนขึ้น เช่น มีหลักสูตรรองรับการผลิตและขึ้นทะเบียน ตามหลักเกณฑ์ของ สพฉ.  มีครุภัณฑ์และอุปกรณ์ในการให้บริการที่มีมาตรฐานกำกับ  มีเงินอุดหนุนบริการและพัฒนาระบบสนับสนุน ฯลฯ
อย่างไรก็ตาม หลายด้านอาจได้รับการพัฒนาอย่างเห็นได้ชัด แต่ก็ยังพบว่าไม่มีความชัดเจนในเชิงคุณภาพที่เป็นภาพรวมของประเทศ และยังมีความเหลื่อมล้ำอย่างเด่นชัดระหว่างพื้นที่

นอกจากนี้ เมื่อเปรียบเทียบระบบการแพทย์ฉุกเฉินของไทยกับต่างชาติ พบว่า จุดเด่นของประเทศไทย คือ ระบบการแพทย์ฉุกเฉินของไทยพัฒนาแบบค่อยเป็นค่อยไป แต่ไม่เคยหยุดนิ่ง การเข้าถึงบริการฟรีเกือบทั้งหมด และ อปท.มีบทบาทชัดเจนในการจัดบริการกู้ชีพ  โดยมีรัฐสนับสนุนการพัฒนาด้วยกลไกนโยบายด้านกฎหมาย และการเงินการคลังเป็นหลัก  สำหรับส่วนที่คล้ายกันกับประเทศพัฒนาแล้วส่วนใหญ่ คือ การสร้างความรู้ใหม่มีจำกัดเมื่อเทียบกับบริการโรคเรื้อรัง โรคมะเร็ง หรือโรคที่มีอาการเฉียบพลันต่างๆ  แม้กระบวนการให้บริการเป็นไปอย่างรวดเร็ว แต่ก็ยังท้าทายต่อวิธีการวิจัยทางคลินิกที่ใช้แพร่หลายทั่วไป  ดังนั้นการวิจัยเชิงระบบจึงมีบทบาทสำคัญชัดเจนในการพัฒนาระบบการแพทย์ฉุกเฉิน  โดยเฉพาะการพัฒนารูปแบบและระบบบริการ เพื่อให้ได้องค์ความรู้ในการสนับสนุนทั้งในเชิงปฏิบัติและเชิงนโยบาย

ข้อเสนอแนะจากงานวิจัย
- ควรมีการติดตามและประเมินผลระบบการแพทย์ฉุกเฉินอย่างต่อเนื่องและเป็นกลาง พร้อมพัฒนาระบบสารสนเทศที่อำนวยความสะดวกต่อการจัดบริการ และเอื้อต่อการรวบรวมข้อมูลเพื่อการวิจัย
- ควรมีการสนับสนุนการพัฒนาระบบบริการในเชิงบูรณาการที่เชื่อมโยงกับเรื่องการป้องกัน  โดยเน้นให้มีความสอดคล้องระหว่างกลไกสนับสนุน เช่น คน เงิน กฎระเบียบ งานวิชาการ กับกลไกการจัดบริการ  
- ควรมีการทบทวนความจำเป็นของการมี พรบ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ เนื่องจากมีข้อมูลและหลักฐานซ้ำๆ ยืนยันตรงกันว่า เป็นกลไกที่ด้อยประสิทธิภาพและซ้ำซ้อนกับกลไกการเงินของระบบหลักประกันสุขภาพทั้งสามกองทุน (สิทธิข้าราชการ ประกันสังคม ประกันสุขภาพถ้วนหน้า) ที่มีอยู่
- สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) ควรมีการทบทวนทิศทาง และขอบเขตการทำงาน เพื่อให้สอดคล้องกับเจตนารมณ์และขอบเขตความรับผิดชอบตาม พรบ.การแพทย์ฉุกเฉิน พ.ศ.2551
- ควรสนับสนุนการทำวิจัยชิงระบบที่นำไปสู่การพัฒนาระบบการแพทย์ฉุกเฉิน

ดาวน์โหลดงานวิจัยฉบับสมบูรณ์  ได้ที่  http://kb.hsri.or.th
* งานวิจัย : รายงานประเมินนโยบายว่าด้วยวิวัฒนาการระบบการแพทย์ฉุกเฉิน

 

แสดงความคิดเห็น

Filtered HTML

  • Web page addresses and e-mail addresses turn into links automatically.
  • HTML tags will be transformed to conform to HTML standards.

Plain text

  • No HTML tags allowed.
  • Web page addresses and e-mail addresses turn into links automatically.
  • Lines and paragraphs break automatically.