โรคไอที...วันนี้ใครเป็นบ้าง?

เขียนโดย
webmaster
เมื่อวันที่
2014-02-17 13:30
โรคไอที...วันนี้ใครเป็นบ้าง?
ดาวน์โหลด
ดาวน์โหลดต้นฉบับ ครั้ง
Default image
http://www.hsri.or.th/sites/default/files/17ก.พ...
- bytes
ดาวน์โหลด
93 ครั้ง
จำนวนผู้อ่าน
146

          มนุษย์ทุกวันนี้อยู่กับเทคโนโลยีจนคิดว่าเราคงขาดมันไม่ได้ ความก้าวหน้าทางไอที คือการตอบสนองความต้องการไม่มีที่สิ้นสุด

          ในชีวิตประจำวัน เราใช้โทรศัพท์พกติดตัวไปทั่ว มีคอมพิวเตอร์เป็นเพื่อนสนิท ยิ่งการทำงานปัจจุบันคงไม่มีที่ไหนปฏิเสธเครื่องสมองกลที่ให้ความสะดวกสบาย...ทั้งหมดเพราะเราคิดว่ามันจำเป็นจึงต้องซื้อมันมาใช้ ซึ่งวันนี้เราคิดบ้างหรือเปล่าว่าเราพึ่งเทคโนโลยีมากเกินไปหรือไม่ คอมพิวเตอร์ถูกใช้อย่างสิ้นเปลืองทั้งในการทำงาน เป็นเครื่องมือให้ความบันเทิงนำความสุขจอมปลอมมาให้


          วันนี้โรคจากไอที เริ่มอาละวาดจัดการกับผู้คนอย่างน่ากลัว...เพราะเป็นโรคปลอดเชื้อ แพทย์ยังไม่รู้จัก แพทย์บางคนอาจมีประสบการณ์แล้ว แต่แพทย์เหล่านั้นยอมรับว่ายังไม่รู้ว่าจะสู้โรคนี้ได้อย่างไร

          ออฟฟิศ ซินโดรม...คือโรคที่เกิดจากการทำงาน หรือเกิดกับผู้ที่ใช้คอมพิวเตอร์โรคไม่มีเชื้อเป็นโรคที่แพทย์ไม่ถนัด เปรียบไปเหมือนว่าเราไม่รู้ว่าสู้กับใครอยู่ จึงไม่อาจหาสาเหตุหรือให้สมมติฐานของโรคได้ อาการในโรคดังกล่าวมีลำดับขั้นดังนี้
          ...เริ่มจากการอ่อนเพลียบ่อยหรือทุกวัน...มึนงงตลอดเวลา...ปวดต้นคอแล้วลงไปถึงไหล่เป็นอาการปวดที่บอกไม่ถูก...ปล่อยไว้อาจปวดทั้งตัว...กล้ามเนื้อเกร็ง เมื่อใดมีการใช้คอมพิวเตอร์เมื่อนั้นอาการรุนแรงขึ้น...สุดท้ายคล้ายคนเป็นอัมพฤกษ์แต่ไม่ใช่...บางคนอยู่ใกล้โลหะไม่ได้ เพราะรู้สึกว่ามีกระแสไฟฟ้าในร่างกาย...แล้วก็ทำงานไม่ได้ ยังไม่ล้มหมอนนอนเสื่อ แต่เมื่อใดเข้าใกล้คอมฯ เมื่อนั้นอาการจะออก

          คุณเป็นอย่างนี้หรือเปล่า...นี่คือสัญญาณบ่งบอว่าคุณกำลังถูกภัยคุกคามจากคอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทั้งหลายที่ใช้...เมื่อไปพบแพทย์ แพทย์หาสมมติฐานของโรคไปนานา เช่น การนั่งผิดท่า หากเป็นผู้หญิงอาจสงสัยว่าแต่งตัวผิดธรรมชาติ ใส่เสื้อผ้ารัดรูป ใส่รองเท้าไม่เหมาะสม...แล้วแต่หมอจินตนาการไป ลงท้ายหมอสั่งทำกายภาพบำบัด
          1 เดือนผ่านไป ไม่มีการตอบสนองในทางที่ดีสำหรับผู้ป่วย...เข้าเดือนที่ 2 ไม่มีอะไรดีขึ้น ในที่สุดคนป่วยต้องนอนอยู่บ้านเฉยๆ อาการเริ่มดีขึ้นเพราะไม่ได้ใช้คอมพิวเตอร์ ไม่ใช่เพราะหมอเยียวยารักษาให้...โดยทั้งหมดผู้ป่วยต้องใช้เวลาราว 6 เดือนสภาพร่างกายจึงเริ่มเข้าสู่ภาวะให้กลับไปทำงานได้ แต่ยังไม่ปกติ เพราะภูมิต้านทานหรือภูมิชีวิตค่อนข้างต่ำ

          หมอใบไม้พบผู้ป่วยโรคนี้เพิ่มมากขึ้นทุกวัน รายหนึ่งเป็นพนักงานของโรงพยาบาล ที่หมอสั่งทำกายภาพบำบัดแล้วอาการไม่ดีขึ้น บางรายก็เสียเงินค่านวดไปไม่รู้เท่าไรก็แค่หายเมื่อยสบายใจไม่กี่วันเท่านั้น
          ขอยืนยันว่าโรคนี้ยังไม่มีทางรักษาให้หายขาดได้ด้วยการแพทย์แผนปัจจุบัน จัดเป็นโรคไม่มีเชื้อล่าสุดที่มนุษย์เพิ่งรู้จัก ต้องใช้วิธีของแพทย์ทางเลือกเท่านั้น แต่แพทย์ทางเลือกส่วนใหญ่ยังไม่มีประสบการณ์ทุกคน ซึ่งโรคนี้หมอใบไม้ใช้วิธีบำบัด ฟื้นฟู ให้ความรู้ผู้ป่วยช่วยตัวเองโดยไม่ต้องกินยาอะไร...อย่างแรก
          ให้ผู้ป่วยได้รับจุลินทรีย์จากธรรมชาติเสริมภูมิต้านทาน ซึ่งไม่ใช่จุลินทรีย์จากนมเปรี้ยว อย่าเข้าใจผิดผู้ป่วยต้องได้รับอาหารช่วยลดความเป็นกรดของเลือด
          ต้องพยายามให้กระแสไฟฟ้าสถิตในตัวผู้ป่วยลดลง เพราะมันเสมือนดังเป็นสิ่งแปลกปลอม ที่เข้าถึงเซลล์สมองมีผลต่อระบบสั่งการ
          หากท่านยังคลั่งไคล้กับคอมพิวเตอร์ อยู่ที่ทำงานใช้มาทั้งวัน กลับถึงบ้านยังหิวกระหายกับการเล่นเกม หรือเข้าอินเตอร์เน็ต โดยไม่ยอมให้สมองได้พัก
          ใครมีพฤติกรรมดังกล่าวขอบอกว่าไม่รอดแน่กับโรคที่เกิดจากการทำงานหรือออฟฟิศ ซินโดรมแรกๆ ทุกคนคิดว่าตัวเองเครียด เพราะเริ่มมีอาการมึนงง พอปวดต้นคอปวดไหล่ก็ไปนวด หรือไม่บางวันไปคลายเครียดโดยการดื่มกิน แล้วอดนอน สูบบุหรี่ อย่างนี้ยิ่งเร่งปฏิกิริยาความเป็นกรดในเลือดให้เร็วขึ้น เลือดจะข้นขึ้น ยิ่งดื่มไปมากร่างกายยิ่งพยายามขับแอลกอฮอลล์ทิ้ง คนดื่มเหล้าจึงฉี่บ่อย และไม่รู้ว่าที่มันต้องฉี่เพราะอะไร รู้แต่ว่าเมื่อไรดื่มเหล้าดวดเบียร์เมื่อนั้นต้องเดินเข้าห้องน้ำถี่

          ขอเตือนว่าท่านที่ต้องใช้คอมพิวเตอร์คู่กับชีวิต เรื่องดื่มกินคืออันตราย วันนี้ท่านยังหนุ่มสาว ภูมิต้านทานยังดี เมื่อภูมิต้านทานยังมีท่านยังไม่ล้ม...แต่วันนี้พบว่า โรคออฟฟิศ ซินโดรม เกิดกับคนอายุไม่เกิน 30 แล้ว
          เมื่อสอบประวัติพบว่าคนป่วยกลุ่มนี้เป็นพวกชอบทำร้ายตัวเองบ่อย ไม่สนใจเวลากิน เวลานอน กินสารพัดที่เห็นว่าอร่อยและอิ่มท้อง มีอย่างเดียวคือกินดื่มตรงเวลา หรือกลับถึงบ้านเมื่อไรตรงไปเครื่องคอมพิวเตอร์ก่อน โดยไม่ให้ความสำคัญกับเรื่องอันเป็นสาระ
          อาการเบื้องต้นอย่างที่บอก คือมึนงงและปวดต้นคอปวดไหล่สุดท้ายคล้ายอัมพฤกษ์ เกิดอาการเกร็งตอนบน ยิ้มไม่ค่อยออก...และสุดท้ายจริงๆ...อาการนิ้วล็อกปรากฏชัดเจน ไม่สามารถทำงานได้

          นิ้วล็อก ในอดีตเป็นเฉพาะผู้สูงอายุเท่านั้น ด้วยสาเหตุว่าเส้นเอ็นหรือผังผืดยึด ปลอกหุ้มข้อนิ้วมีปัญหา ปัจจุบันมีผู้ป่วยเป็นโรคนิ้วล็อกเร็วขึ้น โดยที่ยังไม่แก่หรือถึงวัยอันควร
          เมื่อไปพบแพทย์ แพทย์ส่วนใหญ่ลงความเห็นว่าต้องผ่า ผ่าแล้วนิ้วมือไม่เหมือนเดิม ช่างน่าสงสารคนป่วยเพราะช่วยตัวเองไม่ได้ หมอพูดยังไงก็ต้องเชื่อหมอ
          ...คุณหมอครับ...นิ้วล็อกบางอาการไม่ต้องลงมีดให้เสียวหรอก ตรวจให้ละเอียดหน่อย เอะอะก็ผ่า เห็นท่าไม่ดีขอเฉือนอย่างเดียว คนป่วยทำใจไม่ได้ ต้องจำใจตามน้ำไปเพราะหมอบอก การวินิจฉัยโรคด้านเดียว คิดคนเดียว คนป่วยคือผู้รับกรรมนะท่าน อาการนิ้วล็อกจากการใช้คอมพิวเตอร์ต่างจากอาการนิ้วล็อกในผู้ป่วยสูงอายุ แค่ทำกายภาพบำบัดอาการจะดีขึ้น แต่มันยังไม่หาย คนป่วยต้องรู้จักการบริหารนิ้วตัวเอง...ต้องเสริมภูมต้านทานให้กลับมา ทั้งยังต้องลดความเป็นกรดในเลือดอีก ที่สำคัญหมอใบไม้ใช้วิธีง่ายๆ ด้วยการบริหารนิ้วมือของโยคะหรือฤาษีดัดตน ผสมผสานวิทยาการสมัยใหม่ให้รู้จริงมีเหตุผลรองรับ วิชาดัดมือดัดนิ้วไม่มีค่าใช้จ่ายให้ทุกคนเป็นวิทยาทาน


          มีคนป่วยโทร.เข้ามาเป็นระยะ ส่วนใหญ่เป็นผู้ป่วยในวัยทำงานจริงๆ กำลังสร้างเนื้อสร้างตัวสร้างครอบครัว รายหนึ่งอยู่ จ.เชียงใหม่ ยืนยันว่าที่หมอใบไม้พูดเป็นความจริงทุกประการ เธอชื่อ น.ส.ฐิติมา กำภู ณ อยุธยา เป็นพนักงานบริษัทพัฒนาที่ดินรายหนึ่ง ได้เดินทางลงมากรุงเทพฯ เพื่อรับการบำบัด
          เธอเพิ่งเข้าใจว่าโรคที่เธอเป็นคือโรคออฟฟิศ ซินโดรม...เธอมึนงงตลอดเวลาที่ทำงาน ตื่นเช้ามายังไม่เป็นแต่พอนั่งหน้าเครื่องคอมฯ อาการออกทันที ก็ไม่เข้าใจ ทั้งที่ไม่เครียด สภาพแวดล้อมก็ดี ต่อมาปวดต้นคอ ปวดไหล่...แล้วปวดทั้งตัวตอนบน แขนและมือเริ่มมีปัญหา ขยับเขยื้อนเคลื่อนไหวลำบาก ยิ่งจับเม้าท์อาการยิ่งแรง ในที่สุดทำงานไม่ได้ เพราะมือและนิ้วไม่ยอมกำเม้าท์ แต่ยังจับช้อนกินข้าวได้ ทำอย่างอื่นได้ แต่ก็ดูขัดๆ

          เธอดีใจมากที่รู้ว่าหมอใบไม้จัดการปัญหานี้ได้ ช่วงเวลานั้นอยู่ระหว่างกำลังตัดสินใจจะไปพบแพทย์ ท้ายสุดเปลี่ยนใจโทรมาคุยกับหมอใบไม้ เธอได้รับคำแนะนำถึงวิธีการเสริมภูมิต้านทานไป ทั้งได้เรียนรู้ถึงกฎกติกาชีวิตถึงการกิน การนอน การปฏิบัติตัวที่ถูกต้อง...เพียงไม่กี่วันอาการดีขึ้นมาก วันนี้เธอยืนยันว่าหายแล้ว

          สำหรับคนอื่น หลายรายก็ได้รับความรู้ความเข้าใจให้สามารถดูแลตัวเองได้ บางรายอยากทราบว่า โรคนี้มีทางป้องกันหรือไม่
          โรคออฟฟิศซินโดรมสามารถป้องกันได้ด้วยหลักโภชนาการเบื้องต้นง่ายๆ และการดูแลสุขภาพทั่วๆ ไป...ดังนี้
          กินอาหารให้ครบ 5 หมู่ และต้องกินให้ตรงเวลาไม่กินอาหารก่อให้เกิดโทษต่อร่างกาย มีอะไรบ้างโตๆ แล้วน่าทราบ
          นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอดื่มน้ำให้มากเกินกว่าวันละ 8 แก้ว ควรดื่มน้ำทุกชั่วโมง ชั่วโมงละ 2 แก้วมาตรฐาน (200 cc.) ค่อยๆ ดื่ม นั่งจิบไปเรื่อยๆ เพื่อช่วยลดความเป็นกรดของเลือดทางหนึ่ง


          ออกกำลังกายเป็นประจำ แต่ต้องไม่หักโหมเพื่อให้เลือดไหลเวียนได้ดี ทั้งยังช่วยลดความเป็นกรดด้วย
          การดูแลสุขภาพไม่ใช่เรื่องยากเลย อาจมีข้อปลีกย่อยนิดหน่อย เช่น การดื่มน้ำให้มากขึ้น ซึ่งนอกจากช่วยป้องกันโรคออฟฟิศ ซินโดรม การดื่มน้ำมากยังช่วยขับของเสียทิ้งได้ดีด้วย การออกกำลังกายเช่นกัน หากไม่หักโหมแค่พอได้เหงื่อ วิ่งเพียง 30 นาทีหรือเดินเพียง 1 ชั่วโมงเท่านี้สุขภาพดีแน่นอน และไม่ต้องกลัวโรคออฟฟิศ ซินโดรมมาเยือน
          และขอเตือนว่า หากเกิดอาการดังกล่าวขึ้นมา อย่าพยายามหาอาหารเสริมหรืออะไรที่โฆษณาให้หลงเชื่อมากินเด็ดขาด เพราะสินค้าเหล่านั้นรักษาโรคนี้ไม่ได้ แค่รู้สึกว่าดีในเบื้องต้น ไม่นานโรคกำเริบอีก การกินอาหารเสริมจะทำให้ธาตุอาหารในร่างกายสะสมเกินกว่าความต้องการ ซึ่งมันเป็นโทษ อย่างน้ำโคโรฟิลที่หลงดื่มคุณรู้จริงหรือแน่ใจว่ามันมีสรรพคุณอย่างที่อวดอ้าง แม้แต่น้ำอาร์ โอ ที่หยอดเหรียญกดตามตู้ ในทางการแพทย์ยืนยันว่ามันสะอาดจนไม่มีสารอาหารอะไรให้ดื่ม สะอาดกระทั่งแทบใช้เป็นน้ำผสมยาฉีดได้เลย

          คนรุ่นใหม่ในวัยทำงาน ต่างเผชิญหน้ากับโรคนี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะจำเป็นต้องใช้คอมพิวเตอร์ ใครไม่ใช้คอมพิวเตอร์ ก็อยู่ร่วมสังคมลำบาก ไม่ต้องเรียนหนังสือก็ได้ ไปเลือกอาชีพที่ไม่ต้องยุ่งเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์เลย เช่น ขายหมูปิ้ง...ทอดลูกชิ้น...ขายเฉาก๊วย...และอะไรอีก หลายหลากชีพ ที่ไม่ข้องเกี่ยว
          อาชีพพวกนี้อย่าดูถูกดูแคลนเชียว เจอทำเลดีๆ สามารถมีรายได้นับพันบาทต่อวัน ดีกว่านั่งในสำนักงานติดแอร์หรู พอใกล้สิ้นเดือนเหมือนจะสิ้นใจทุกคน ค้าขายนี่แหละเงินทอง เป็นกอบเป็นกำ

          แต่รวยแล้วก็อย่าลืมตัว อาชีพที่ทำไม่ต้องใช้คอมพิวเตอร์ แต่ดันชอบเล่นเกมนี่สิ...บอกว่าปิ้งหมูทั้งวัน ทอดลูกชิ้นยืนจนขาแข็ง...มันเครียด...เซ็ง ขอปลดปล่อยบ้าง ก็อยากเตือนหนทางปลดปล่อยมีมากมาย ไอ้สังคมนั่งก้มหน้าไม่พูดจากับใคร มองดูช่างน่าสงสาร...หมอใบไม้ 08-5151-8844

กิตติ บุษปวนิช

ที่มา : หนังสือพิมพ์บ้านเมือง ฉบับวันที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557 หน้า 15

AttachmentSize
17ก.พ.57_บ้านเมือง_โรคไอที วันนี้ใครเป็นบ้าง.pdf1.23 MB

แสดงความคิดเห็น

Filtered HTML

  • Web page addresses and e-mail addresses turn into links automatically.
  • HTML tags will be transformed to conform to HTML standards.

Plain text

  • No HTML tags allowed.
  • Web page addresses and e-mail addresses turn into links automatically.
  • Lines and paragraphs break automatically.