เตือนตร.-ผู้ชุมนุมดูแล'สุขภาพจิต'รับเครียดการเมือง

เขียนโดย
webmaster
เมื่อวันที่
2014-01-17 11:36
เตือนตร.-ผู้ชุมนุมดูแล'สุขภาพจิต'รับเครียดการเมือง
ดาวน์โหลด
ดาวน์โหลดต้นฉบับ ครั้ง
Default image
http://www.hsri.or.th/sites/default/files/17ม.ค...
- bytes
ดาวน์โหลด
142 ครั้ง
จำนวนผู้อ่าน
143

          กรมสุขภาพจิตเตือนภัย "โรคเครียดการเมือง" ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ ส่งผลทั้งต่อสุขภาพกายและสุขภาพจิต รวมทั้งสัมพันธภาพกับคนรอบข้าง สธ.เร่งลงพื้นที่เก็บข้อมูล ทั้งกลุ่มผู้ชุมนุมและประชาชนที่ไม่ได้ร่วมม็อบ แนะเจ้าหน้าที่ตำรวจ-ทหารตั้งวงคุยหลังปฏิบัติงาน ช่วยคลายเครียดได้ ขณะที่ "หมอแอร์" เผยตำรวจเครียดสะสม รู้สึกไม่ปลอดภัยเร่งปรับระบบการทำงานให้ผ่อนคลาย

          พญ.พรรณพิมล วิปุลากร รองอธิบดีกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุขกล่าวถึงสถานการณ์ด้านสุขภาพจิตของประชาชนในช่วงการชุมนุมปิดกรุงเทพฯ หรือ "ชัตดาวน์ แบงค็อก" ของคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) ว่า ขณะนี้ทางกรมสุขภาพจิตกำลังสำรวจและเก็บข้อมูลอยู่ว่า ทั้งประชาชนที่เข้าร่วมชุมนุม กับกลุ่มที่ไม่ได้เข้าร่วมชุมนุม มีความเครียดอันเป็นผลจากสถานการณ์การเมืองและการชุมนุมอย่างไร


          ทั้งนี้ ต้องยอมรับว่าเรื่องการเมืองและการชุมนุมช่วงนี้ส่งผลกระทบต่อผู้ที่ไม่ได้เข้าร่วมชุมนุมอย่างแน่นอน ไม่ว่าจะเป็นคนทำงาน คนที่ต้องเดินทางไปทำธุระต่างๆ ก็จะไม่สะดวกอย่างเคย ผลกระทบที่เกิดขึ้นเป็นปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงที่กระทบต่อการดำเนินชีวิต ซึ่งอาจทำให้รู้สึกว่าเครียดขึ้นได้ จึงอยากดูแลตัวเองไม่ให้ตึงเครียดมากเกินไป เพราะหากเครียดมาก นอกจากจะส่งผลต่ออารมณ์ของตัวเองแล้ว ยังส่งผลกระทบต่อบุคคลรอบข้างด้วย

          แนะ ตร.-ทหารตั้งวงคุยหลังจบภารกิจ
          ส่วนในกลุ่มข้าราชการ โดยเฉพาะตำรวจที่ต้องรับหน้าที่เป็นหลักในการรักษาความปลอดภัยและความสงบเรียบร้อยการชุมนุมนั้น พญ.พรรณพิมล บอกว่า ข้าราชการหน่วยงานต่างๆ ก็คงได้รับผลกระทบเช่นกัน ทางกรมฯจึงจัดทำข้อเสนอเพื่อดูแลเรื่องสุขภาพจิตให้กับเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องแล้ว
          ในส่วนเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ต้องปฏิบัติหน้าที่ใกล้ชิดกับกลุ่มผู้ชุมนุมนั้น หลักการพื้นฐานในดูแลสุขภาพจิตที่สำคัญมี 2 ส่วน คือ 1.การดูแลตัวเองทั้งในเรื่องความเป็นอยู่ ร่างกาย และจิตใจให้ผ่อนคลาย เชื่อว่าตำรวจทุกคนคงทำอยู่แล้ว และ 2.เจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติหน้าที่ หลังออกจากพื้นที่แล้วต้องมีการตั้งกลุ่มพูดคุยเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ประสบการณ์ เพราะการได้มาเล่าเรื่องราวและถ่ายทอดความรู้สึกให้คนอื่นฟัง จะทำให้ผ่อนคลายลงได้ และการพูดคุยกันนั้นจะช่วยสร้างเสริมกำลังใจให้แก่กัน จะได้ไม่รู้สึกว่าเราอยู่ตัวคนเดียว

          ตำรวจเครียดสะสม-รู้สึกไม่ปลอดภัย
          ด้าน พ.ต.ท.หญิง พญ.อัญชุลี ธีระวงศ์ไพศาล หรือ หมอแอร์ จิตแพทย์โรงพยาบาลตำรวจ และรองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวถึงการดูแลสุขภาพจิตให้กับตำรวจผู้ปฏิบัติหน้าที่ดูแลความสงบเรียบร้อยในการชุมนุมทางการเมืองว่า ปกติโรงพยาบาลตำรวจมีจิตแพทย์สับเปลี่ยนหมุนเวียนกันไปดูแลกำลังพลในเรื่องสุขภาพและสุขภาพจิตอยู่เป็นประจำอยู่แล้ว ส่วนการปฏิบัติหน้าที่ในช่วงนี้ต้องยอมรับว่าผู้ปฏิบัติมีความเครียดสะสม เพราะได้ปฏิบัติหน้าที่ดูแลการชุมนุมมาเป็นระยะเวลานานถึง 3 เดือน ต้องนอนกลางดิน กินกลางทราย พบกับสภาพอากาศก็เปลี่ยนแปลง นอกจากนั้นยังถูกต่อว่า และมีความรู้สึกไม่ปลอดภัยขณะปฏิบัติหน้าที่ด้วย

          สำหรับการดูแลกำลังพลเพื่อลดความเครียดสะสมนั้น นอกจากการดูแลด้านการแพทย์แล้ว ยังมีการดูแลในเรื่องระบบการทำงาน และชีวิตความเป็นอยู่ควบคู่กันไป โดยกำลังตำรวจที่เข้าปฏิบัติหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อยการชุมนุม จะใช้ตำรวจจากทั่วประเทศ ยกเว้นจากพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ มาสับเปลี่ยนเวรกันทุกๆ 10 วัน จนถึงขณะนี้แต่ละคนก็หมุนเวียนกันมาทำหน้าที่คนละ 2-4 รอบแล้ว

          ส่วนเรื่องชีวิตความเป็นอยู่ ก็มีการปรับปรุงเรื่องอาหารการกิน อุปกรณ์ป้องกันตัว และระบบการทำงานที่จะให้ทำงานเป็นคู่ รวมทั้งเรื่องการเบิกจ่ายเบี้ยเลี้ยง ขณะที่ด้านการเสริมสร้างขวัญกำลังใจนั้น ได้เน้นย้ำเรื่องการทำหน้าที่ดูแลรักษากฎหมายและสำนึกรักชาติ

          ระวังโรคเครียดจากการเมือง
          ทั้งนี้ จากเอกสารเผยแพร่ของกรมสุขภาพจิต ระบุว่า อาการเครียดจากการเมือง หรือ Political Stress Syndrome : PSS ไม่ใช่โรคที่เกิดจากปัญหาทางสุขภาพจิต แต่เป็นปฏิกิริยาของอารมณ์และจิตใจที่เกิดขึ้นกับผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องที่มีความสนใจปัญหาทางการเมือง ติดตามสถานการณ์การเมืองอย่างใกล้ชิด หรือเอนเอียงไปทางกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง จนทำให้มีอาการทางกาย จิตใจ และกระทบต่อสัมพันธภาพกับผู้อื่น


          ที่สำคัญคือความคิดคาดการณ์ที่นำไปสู่ความรู้สึกวิตกกังวล หรือกังวลต่อเหตุการณ์ในอนาคต เช่น กลัวว่าจะเกิดเหตุการณ์รุนแรง อาทิ อุบัติการณ์ในอดีต เป็นความหวั่นวิตกที่แฝงอยู่ในใจคนส่วนหนึ่ง โดยเฉพาะคนที่คลั่งไคล้การเมือง คอยติดตามข่าวสารและได้รับข้อมูลการวิเคราะห์เจาะลึกอยู่เนืองๆ ทั้งข้อมูลที่ผ่านและไม่ผ่านการกลั่นกรอง สำหรับลักษณะกลุ่มอาการที่เกิดอาการเครียดจากการเมืองนั้น มี 3 อาการหลัก คือ อาการทางกาย เช่น ตึงขมับหรือต้นคอ นอนไม่หลับ ใจสั่น หายใจไม่อิ่ม แน่นท้อง ชาตามร่างกาย

          อาการทางใจ เช่น หงุดหงิดง่าย โกรธ ฉุนเฉียว ก้าวร้าว เบื่อหน่าย สิ้นหวัง ฟุ้งซ่าน หมกมุ่น ส่วนปัญหาพฤติกรรมและสัมพันธภาพกับผู้อื่นก็มีทั้งการโต้เถียงกับผู้อื่น รวมทั้งคนในครอบครัวโดยใช้อารมณ์ มีความคิดตอบโต้โดยใช้กำลังเอาชนะ และมีการเอาชนะความคิดกับคนที่เคยมีสัมพันธ์ที่ดีมาก่อน จนทำให้เกิดปัญหาด้านสัมพันธภาพอย่างรุนแรง เป็นต้น

          หากมีอาการในสามกลุ่มอาการดังกล่าว ควรหันเหความสนใจไปเรื่องอื่น ลดการให้ความสำคัญการเมืองลงชั่วขณะ หาทางระบายกับผู้ที่มีแนวคิดใกล้เคียงกัน ออกกำลังกาย พักผ่อน ฝึกสมาธิ โยคะ การผ่อนคลายกล้ามเนื้อ หรืออาจใช้ศาสนาเข้าช่วยกล่อมเกลาจิตใจ อาการเหล่านี้จะหายไปได้เองเมื่อสถานการณ์คลี่คลาย หรือหันไปสนใจเรื่องอื่นบ้าง แต่หากมีอาการทั้งหมดเกินกว่า 1 สัปดาห์ ควรปรึกษาจิตแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญทางจิตวิทยา

ที่มา : หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2557 หน้า 16

AttachmentSize
17ม.ค.57_กรุงเทพธุรกิจ_เตือนผู้ชุมนุมดูแลสุขภาพจิต.pdf688.33 KB

แสดงความคิดเห็น

Filtered HTML

  • Web page addresses and e-mail addresses turn into links automatically.
  • HTML tags will be transformed to conform to HTML standards.

Plain text

  • No HTML tags allowed.
  • Web page addresses and e-mail addresses turn into links automatically.
  • Lines and paragraphs break automatically.