'ลดตาย-ลดเจ็บ' สัญจรปลอดภัยในทุกเทศกาล

เขียนโดย
webmaster
เมื่อวันที่
2014-01-05 22:46
 'ลดตาย-ลดเจ็บ' สัญจรปลอดภัยในทุกเทศกาล
ดาวน์โหลด
ดาวน์โหลดต้นฉบับ ครั้ง
Default image
http://www.hsri.or.th/sites/default/files/5ม.ค...
- bytes
ดาวน์โหลด
121 ครั้ง
จำนวนผู้อ่าน
30

          แม้เทศกาลปีใหม่จะผ่านพ้นไปแล้ว แต่จำนวนอุบัติเหตุในแต่ละวันก็ยังคงมีเกิดขึ้นให้เห็นอยู่อย่างต่อเนื่อง ซึ่งการป้องกันและเตรียมพร้อมรับมืออยู่เสมอจึงเป็นเรื่องสำคัญ เมื่อเร็วๆ นี้ สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) ได้จัดให้มีการเสวนา "ลดตาย-ลดเจ็บสัญจรปีใหม่อย่างปลอดภัย ด้วยการเรียนรู้เทคนิคช่วยชีวิตฉุกเฉิน" ที่สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย โดยร่วมกับสำนักงานสาธารณสุขฉุกเฉินและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมแผนป้องกันและลดอุบัติเหตุ โดยได้ประสานไปยังศูนย์รับแจ้งเหตุและสั่งการทางการแพทย์ฉุกเฉินทั่วประเทศ 78 ศูนย์ ให้ตรวจสอบหมายเลขโทรศัพท์ 1669 ให้พร้อมใช้งานตลอด 24 ชั่วโมง

          น.พ.อนุชา เศรษฐเสถียร เลขาธิการสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) กล่าวว่า ในช่วงเทศกาลในแต่ละปีนั้นจะมีผู้ป่วยฉุกเฉินและเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางรถยนต์เป็นจำนวนมาก โดยจากสถิติในช่วง 7 วันอันตราย ของการเกิดอุบัติเหตุทางถนนในช่วงเทศกาลพบมีผู้เสียชีวิต บาดเจ็บ เป็นจำนวนมากจากการวิเคราะห์พบสาเหตุของการเกิดอุบัติเหตุนั้นมี ปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญ 3 ด้าน คือ 1.คน โดยเกิดจากการขับรถเร็วเกินอัตราที่กฎหมายกำหนด ผู้ขับขี่มีอาการอ่อนล้า หลับในทำให้ชนวัตถุริมข้างทาง การไม่สวมหมวกนิรภัย และการโดยสารท้ายรถกระบะและการไม่คาดเข็มขัดนิรภัย 2.รถ คือ สภาพรถไม่พร้อมต่อการเดินทาง และ 3 .สภาพถนน คือ ถนนที่มีการเปลี่ยนแปลง ทางโค้ง ทางลาด ทางแยก และจากสถิติของการเกิดอุบัติเหตุดังกล่าว ส่งผลให้ประเทศไทยมีสถิติอยู่ในอันดับ 3 ของโลก ที่มีผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุมากที่สุด คิดเฉลี่ยเป็นชั่วโมงละ 2 ราย

          นอกจากนี้ยังพบอีกว่าบุคคลที่มีความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุมากที่สุดอีกกลุ่มหนึ่ง คือ บุคลากรทางการแพทย์ฉุกเฉินที่มีความเสี่ยงมากกว่าคนอื่นๆ ถึง 6 เท่าเนื่องจากต้องใช้เวลาอยู่บนท้องถนนมากและใช้ความเร็วสูงในการขับรถเพื่อเข้าไปช่วยเหลือผู้ป่วยฉุกเฉิน และอุบัติเหตุส่วนมากจะพบบริเวณทางแยก ทางโค้ง อีกทั้งยังไม่คาดเข็มขัดนิรภัย จึงทำให้ความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุและเสียชีวิตเพิ่มเป็น 2.5-2.8 เท่า ดังนั้นจึงจำเป็นที่เราจะต้องช่วยกันหาทางออกในการป้องกันการเกิดอุบัติเหตุให้ได้มากที่สุด โดยในส่วนของประชาชนทั่วไปจะต้องขับรถอย่างมีสติ ไม่ดื่มสุรา และใช้ความเร็วในอัตราที่กฎหมายกำหนด และหลีกเลี่ยงอุปนิสัยหลักที่คนไทยชอบทำ คือ การฝ่าไฟแดง ขับรถย้อนศร ก็จะช่วยลดอุบัติเหตุได้ และในส่วนของผู้ปฏิบัติการการแพทย์ฉุกเฉิน เมื่อขับรถผ่านทางแยกทางร่วมจะต้องชะลอและใช้ไฟไซเรนช่วย โดยใช้ความเร็ว 15 กิโลเมตรต่อชั่วโมง จะต้องคาดเข็มขัดนิรภัยทั้งในส่วนของทีมกู้ชีพและผู้ป่วยฉุกเฉิน และระหว่างการช่วยเหลือควรวางกรวยเบรกทางอย่างน้อย 300 เมตร เพื่อเป็นการลดอุบัติเหตุในเบื้องต้น

          อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญในการช่วยลดอัตราการเสียชีวิตของผู้ป่วยฉุกเฉิน อีกทางหนึ่ง คือจิตสำนึกของประชาชนที่ใช้รถใช้ถนน ที่จะต้องหลีกทางให้ทันทีเมื่อได้ยินเสียงรถพยาบาลฉุกเฉิน โดยหลักของการหลีกทางไม่ว่าจะขับรถอยู่ทางขวาหรือทางซ้าย ควรชิดซ้ายหรือชิดขวาเพื่อเปิดช่องทางให้รถพยาบาลสามารถผ่านไปได้ และเราควรคิดเสมอว่าผู้ป่วยฉุกเฉินที่อยู่ในรถอาจจะเป็นญาติของเรา

          น.พ.อนุรักษ์ อมรเพชรสถาพร ผอ.สำนักสาธารณสุขฉุกเฉิน กล่าวว่า สำหรับบทบาทของสำนักสาธารณสุขฉุกเฉิน (สธฉ.) ในการเตรียมพร้อมรับมือกับอุบัติเหตุในช่วงเทศกาลปีใหม่นั้น ได้ทำหน้าที่เป็นหน่วยประสานงานระหว่างหน่วยงานในสังกัดกระทรวงสาธารณสุขและหน่วยงานนอกสังกัดกระทรวงสาธารณสุข โดยในช่วงเทศกาล จะมีจำนวนผู้บาดเจ็บเป็นจำนวนมากเมื่อเทียบกับสถานการณ์ปกติ ดังนั้นเราจึงต้องเตรียมพร้อมให้มากขึ้น โดยมีการจัดทีมเฝ้าระวังเป็นพิเศษในพื้นที่ที่เป็นจุดเสี่ยง ส่วนสถานพยาบาลทุกแห่งก็ได้เตรียมการโดยมีการเพิ่มอัตรากำลังคนผู้ปฏิบัติงานทั้งในห้องฉุกเฉิน ห้องผ่าตัด หอผู้ป่วย มีการสำรองเลือด สำรองยา เพื่อให้การช่วยเหลือในกรณีวิกฤติฉุกเฉินได้ทันกาล ส่วนเรื่องการส่งต่อผู้ป่วยก็มีการเตรียมความพร้อม ซึ่งในกรณีจำเป็นอาจใช้ช่องทางพิเศษ (fasttrack) คือจะมีการนำคนไข้จากห้องฉุกเฉินไปห้องผ่าตัดได้ทันที เพื่อให้การช่วยเหลือผู้ป่วยฉุกเฉินเป็นไปอย่างรวดเร็ว

          ด้าน รอ.น.พ.อัจฉริยะ แพงมา ผู้อำนวยการสำนักจัดระบบการแพทย์ฉุกเฉิน สพฉ. กล่าวว่า สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติได้จัดทำมาตรฐานรถที่จะใช้รับส่งผู้ป่วยฉุกเฉิน โดยจะมีสัญญาณไฟวับวาบสีน้ำเงินแดง มีตราสัญลักษณ์ของสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ และมีสติ๊กเกอร์สีเขียวรับรองมาตรฐาน ซึ่งประชาชนทั่วไปที่พบเห็นรถพยาบาลเหล่านี้ก็ควรหลีกทางให้ และอยากสงวนไฟฉุกเฉินไว้เฉพาะผู้ป่วยฉุกเฉิน อยากให้สีแดง-น้ำเงินเป็นสีแห่งการช่วยชีวิต ทั้งนี้สิ่งที่สำคัญที่จะทำให้ประชาชนเดินทางกลับบ้านอย่างปลอดภัยคือ ต้องตรวจเช็คสภาพรถก่อนเดินทาง และกล่องเครื่องมือปฐมพยาบาลเบื้องต้นที่ประกอบด้วยถุงมือ ผ้าทำแผล ยาล้างแผล พลาสเตอร์เทปปิดแผล กรรไกร ผ้าก๊อซ เข็มกลัด สำลี ไม้พันสำลี น้ำเกลือหรือน้ำสะอาดสำหรับล้างแผลและยาฉุกเฉิน อาทิ ยาแก้ปวด และผงเกลือแร่
          หากเราเป็นผู้ประสบเหตุควรตั้งสติและประเมินสถานการณ์ความรุนแรงของเหตุการณ์นั้นๆ จากนั้นควรรีบโทร.แจ้งสายด่วน 1669 เพื่อขอความช่วยเหลือทางการแพทย์ แต่หากผู้ป่วยฉุกเฉินหัวใจหยุดเต้นหรือหยุดหายใจกะทันหัน ผู้ประสบเหตุจะต้องรีบเข้าไปตรวจดูอาการของผู้ป่วยว่ารู้สึกตัวหรือไม่ โดยการใช้มือทั้ง 2 ข้างจับบริเวณไหล่ เขย่าให้แรงพอสมควรพร้อมเรียกผู้ป่วยดังๆ ลองคลำดูชีพจร โดยวัดจากตำแหน่งลูกกระเดือกไปด้านข้างประมาณ 5 เซนติเมตร ซึ่งหากผู้ป่วยไม่มีชีพจร ไม่ตอบสนอง ไม่หายใจ หรือหายใจเฮือก

          ระหว่างที่รอเจ้าหน้าที่ควรช่วยฟื้นคืนชีพขั้นพื้นฐานหรือทำ CPR ให้กับผู้ป่วยตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ โดยขั้นตอนแรกของการช่วยฟื้นคืนชีพหรือการทำ CPR คือการกดนวดหัวใจ จัดให้ผู้ป่วยนอนหงายบนพื้นแข็งโดยผู้ช่วยเหลือนั่งคุกเข่าอยู่ทางด้านข้างของผู้ป่วย วางส้นมือลงไปตามแนวกึ่งกลางของหน้าอกหรือกึ่งกลางระหว่างหัวนมทั้งสองข้างของผู้ป่วยแล้วนำมืออีกข้างมาประกบ ประสานนิ้วและทำการล็อกนิ้ว กระดกข้อมือขึ้นลง โดยให้สันมือสัมผัสกับหน้าอกเท่านั้น โน้มตัวมาให้แนวแขนตั้งฉากกับหน้าอกของผู้ป่วย แขนตรงและดึง ออกแรงกดลงไปโดยใช้แรงจากหัวไหล่ จุดหมุนอยู่ตรงสะโพก กดให้หน้าอกยุบลงไปอย่างน้อย 5 เซนติเมตร โดยให้สันมือสัมผัสกับหน้าอกผู้ป่วย ตลอดการนวดหัวใจ สันมือจะต้องไม่หลุดออกจากหน้าอกผู้ป่วยด้วยความเร็ว 100 ครั้งต่อหน้าที หรืออัตราความเร็วตามจังหวัดเพลง "สุขกันเถอะเรา" หรือเพลง "จังหวะหัวใจ"

ที่มา : หนังสือพิมพ์บ้านเมือง ฉบับวันที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2557 หน้า 12

AttachmentSize
5ม.ค.57_บ้านเมือง_เสวนา ลดตาย ลดเจ็บ สัญจรปลอดภัยในทุกเทศกาล.pdf918.9 KB

แสดงความคิดเห็น

Filtered HTML

  • Web page addresses and e-mail addresses turn into links automatically.
  • HTML tags will be transformed to conform to HTML standards.

Plain text

  • No HTML tags allowed.
  • Web page addresses and e-mail addresses turn into links automatically.
  • Lines and paragraphs break automatically.