กลัวมะเร็ง...ต้องกินอยู่อย่างไทย

หมวดหมู่กลาง 
เขียนโดย
thitima
เมื่อวันที่
2014-07-21 15:35
แท็ก 
รูปส่วนประกอบการทำแกงเลียง
ดาวน์โหลด
ดาวน์โหลดต้นฉบับ ครั้ง
Default image
PDF
1.06 MB
ดาวน์โหลด
164 ครั้ง
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง
นับวันสภาพแวดล้อมโลกเราเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรง ทั้งอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อยและมีการสะสมของมลพิษและสารปนเปื้อนในอากาศ อาหารหรือเครื่องดื่ม หรือรวมไปถึงการใช้ชีวิตที่ต้องเร่งรีบเต็มไปด้วยความเครียด พักผ่อนน้อย สิ่งเหล่านี้ส่งผลให้ร่างกายอ่อนแอ ภูมิคุ้มกันร่างกายที่มีอยู่ตามธรรมชาติจึงด้อยประสิทธิภาพลง มีโอกาสเสี่ยงต่อการเป็นโรคต่างๆได้ง่ายขึ้นเช่น โรคติดเชื้อ โรคหวัด โรคภูมิแพ้ หรืออาจร้ายแรงไปจนถึงขั้นก่อให้เกิดโรคมะเร็ง
จำนวนผู้อ่าน
818

          สัปดาห์ก่อนได้ทำความเข้าใจในเรื่องของมะเร็งไปแล้วในบางเรื่องเรายังคงไม่รู้ไม่เข้าใจอยู่ดี อย่างที่พูดไปแล้ว ทุกกรณีเป็นเรื่องคาดเอามะเร็งเป็นอะไร...มันมาจากไหน...ไม่มีใครยืนยันได้...แม้ผู้ที่ใครๆ ยอมรับว่ารู้เรื่องมะเร็งมากที่สุดอย่างแพทย์ หรือนักวิทยาศาสตร์ ชาวบ้านอย่างเราก็ยังงงต่อไปกับมะเร็งเพื่อนตาย ที่ใครได้มันมาอยู่ร่วมกายด้วยคงมีโอกาสรอดยาก มะเร็งเป็นเพื่อนตายจริงๆ หากใครโชคร้ายได้มันเป็นเพื่อนแล้ว

          เหตุที่มาของมะเร็ง แม้ไม่มีใครยืนยัน แต่วันนี้ถือว่ามีความชัดเจนขึ้นมาก ไม่ยากเลย...พฤติกรรมมนุษย์ที่เปลี่ยนไปตามความเจริญทางวัตถุ คือเหตุก่อมะเร็งแน่นอน
          องค์การอนามัยโลกยอมรับอย่างน่าชื่นตาบาน ถึงความเจ็บป่วยของคน...เรื่องกินคือปัญหา

          ไม่ว่าโรคอะไรล้วนได้รับจากอาหารเป็นส่วนใหญ่ ...รวมถึงมะเร็งด้วย...อาหารเป็นสาเหตุก่อมะเร็ง...อันดับแรก แม้ในทางการแพทย์ยังกลัวๆ กล้าๆ ไม่ยืนยันก็ตาม แต่พฤติกรรมที่เปลี่ยนไปจากการที่มนุษย์หันไปกินอาหารจากขบวนการทางอุตสาหกรรม

          ด้วยเหตุผลด้านความสะดวกสบาย และชื่นชอบในความเอร็ดอร่อยจอมปลอม โดยไปหลงกลการตลาด แน่นอนว่าโรคภัยไข้เจ็บจึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ หลายรัฐในสหรัฐอเมริกา เริ่มห้ามโรงเรียนจำหน่ายน้ำอัดลม เพราะเด็กอเมริกันมีน้ำหนักตัวเกินมาตรฐาน เมืองไทยเราก็เริ่มมีการนำร่องเรื่องนี้ไปแล้ว
          ความหวานจากน้ำตาล สร้างปัญหาต่อน้ำหนัก นานวันเข้าเส้นเหลือดต้องตีบตัน เสี่ยงเป็นเบาหวาน ตับต้องทำงานหนักจนกรองของเสียไม่ไหวท้ายสุดเป็นมะเร็งในสหรัฐอเมริกา มีการวิพากษ์กล่าวโทษภาคอุตสาหกรรมอาหารรุนแรงขึ้นทุกวัน น้ำอัดลมเป็นจำเลยรายแรก แล้วตามมาด้วยอาหารขยะกลุ่มจานด่วนป่วนเมือง รวมถึงการใช้สารเคมีต่างๆ ในภาคเกษตร เช่นปุ๋ย ยาฆ่าแมลง สารเร่งเนื้อสำหรับสัตว์อย่างหมู ไก่ การใช้ยาปฏิชีวนะอย่างมักง่ายของปศุสัตว์

          ผู้ค้าร่ำรวย คนซวยคือผู้บริโภค...
          แม้จะมีการต่อสู้จากคนกลุ่มหนึ่งซึ่งรักสุขภาพ แต่คนกลุ่มใหญ่ของโลกยังไม่รู้ไม่เข้าใจเรื่องนี้อยู่ดี และผู้ที่สู้ก็ยอมรับว่าทุกวันพวกเขาก็ยังต้องกิน เนื้อหมูใส่สารเร่งเนื้อแดง กินผักที่ยังปนเปื้อน เพราะไม่รู้จะหลบเลี่ยงอย่างไร

          ทำไมจึงยังสงสัย ไม่มีใครกล้ายันถึงปัญหาของความเจ็บป่วย ว่าอาหารนั้นคือตัวการ...โดยเฉพาะมะเร็ง
          เมื่อยังเกรงใจใช้คำว่าอาจจะ พวกศรีธนญชัยก็เลี่ยงบาลีได้ว่าไม่มีการยืนยัน เป็นเพียงแค่ข้อสันนิษฐานเท่านั้น...เมื่อเป็นดังนี้ อาหารที่เราต้องกินทุกวัน จึงไม่จำเป็นต้องควบคุมอะไร เพียงแค่สร้างภาพออกมาให้ผู้บริโภคพยายามระมัดระวังตนเอง หลีกเลี่ยงตามคำเตือน โดยหน่วยงานรัฐซึ่งต้องรับผิดชอบก็ถือว่าได้ทำตามหน้าที่แล้ว

          การเตือนด้วยคำว่าอาจจะ จึงมีนัยหมายถึงการยอมรับว่าเป็นความจริง แต่รับไม่หมด
          ในฐานะประชาชนตาดำๆ จึงต้องชั่งใจในข้อมูลข่าวสารต่างๆ ต้องสร้างระบบประมวลผลให้ตัวเองอย่างมีประสิทธิภาพ
          วันนี้ชาวอเมริกันในบางรัฐเริ่มหูตาสว่างกับอาหารอุตสาหกรรม ที่ได้รับมาตรฐานเพียบ ทั้งความสะอาดของโรงงาน วัตถุดิบที่นำมาใช้ แม้แต่เครื่องแบบที่ใช้ยังมีการฆ่าเชื้อ แต่ทำไมมนุษย์ยังกินอาหารปนเปื้อนทุกวัน...และเริ่มมีการฟ้องร้องกันแล้ว ส่วนใครฟ้องใคร ใครแพ้ใครชนะคงไม่ต้องพูด


          คนไทยหันมามองตัวเองหน่อย ว่าเราหันไปกินอาหารจาภาคอุตสาหกรรมอย่างคนอเมริกันมากน้อยแค่ไหน...แน่นอนว่าเราตามเขาไปนานแล้ว ตั้งแต่ข้าวเราก็ใช้ทั้งปุ๋ยทั้งยาฯ หมู ไก่ มันก็โตด้วยสารเคมี ผัก ผลไม้อีก บรรยายไม่หมด
          แน่นอนว่า หากพฤติการกินยังไม่เปลี่ยน ภาคการผลิตยังไม่ปรับ คนไทยต้องป่วยตามฝรั่ง และตัวเลขของผู้ป่วยมะเร็งต้องเพิ่มขึ้นทุกวัน...

          แต่เราก็ยังไม่ถึงทางตันเหมือนฝรั่ง วันนี้คนไทยจำนวนไม่น้อยเริ่มรู้ทันฝรั่ง พยายามหลีกเลี่ยงอาหารที่เกี่ยวข้องในกระบวนการทางอุตสาหกรรม
          โชคของเรายังมี แม้การเกษตรจะก้าวตามความต้องการของตลาด ไปเน้นปริมาณ แต่เราก็ยังมีพื้นที่ซึ่งไม่เสียหาย และภาคการผลิตเกษตรอินทรีย์เริ่มกลับมา...นี่แหละคือทางรอด
          อาจเป็นจุดอิ่มตัวของเกษตรเคมีแล้วก็เป็นไปได้...น่าดีใจที่ชาวนาไทยเริ่มปลูกข้าวอินทรีย์ มีการขยายพื้นที่มากขึ้น ข้าวอินทรีย์กำลังได้รับความนิยม...นี่ก็ชัดเจนในหนทางรอด เพราะข้าวคืออาหารหลักที่คนไทยกินทุกวัน รวมถึงคนอีกราว 4 พันล้านทั้งโลก ลองคิดดูสิว่า หากใครต่อใครยังกินข้าวปนเปื้อนสารเคมี โอกาสรอดจากความเจ็บป่วยและมะเร็งมันจะมีสักเท่าไร

          หากเราหันมากินข้าวอินทรีย์ ทั้งยังกินข้าวกล้องหรือข้าวแดง ข้าวชนิดนี้คือยา...เพราะข้าวกล้องอุดมด้วยธาตุอาหารซึ่งคือสารตั้งต้นที่ร่างกายต้องใช้ โดยเฉพาะธาตุอาหารที่เกี่ยวข้องกับระบบประสาทหรือสมอง

          ข้าวช่วยสร้างความแข็งแกร่งให้กระดูก สร้างเม็ดเลือด มีกากใยสูง ลดน้ำตาล ลดไขมันในหลอดเลือด...อื่นๆ อีกมากมายที่เป็นคุณสมบัติของข้าวกล้อง เมื่อระบบต่างๆ ที่กล่าวมามีการสร้างเสริมอย่างเป็นระบบ แล้วจะป่วยได้อย่างไร มะเร็งมันกลัวความแข็งแรงของร่างกาย
          เรามีข้าวดี...มีอาหารในชีวิตประจำวันกินคู่กับข้าว มันเพิ่มความแข็งแกร่งยิ่งขึ้นไปอีก

          อย่างน้ำพริกกะปิ มีผักต่างๆ เมนูเด็ด...นี่คือยาที่ได้จากอาหาร ในกะปิมีทั้งโปรตีนและแคลเซียมธรรมชาติเข้มข้น
          น้ำพริกจึงไม่ต้องกินมากแค่จิ้มๆ จกๆ ก็พอ...ผักต่างๆ ในหนึ่งจาน อาจประกอบด้วยผักบุ้ง กระเจี๊ยบมอญ ฟักทอง บวบ...ฯลฯ กินอย่างนี้คนไทยไม่ขาดสารอาหารแน่นอน...เสริมอีกสักหนึ่งอย่าง มีแกงเลียงด้วย

          แกงเลียงเป็นอาหารที่มีงานวิจัยรองรับ...ใครมีปัญหาด้านโภชนาการ ให้กินแกงเลียงบ่อยๆ ไม่ต้องเสียค่าโง่ซื้ออาหารเสริมมากิน...
          ในแกงเลียงมีกะปิ บอกสรรพคุณไปแล้วจากน้ำพริก...กุ้งแห้งมีทั้งแคลเซียม ไอโอดีน...หอมแดง มีแคลเซียมเยอะ ช่วยขับลม หมายถึงว่าระบบการไหลเวียนของเลือด มีตัวช่วยในการกระตุ้นทำให้เซลล์ทั่วร่างกายได้รับสารอาหารและพลังงานเต็มที่
          มาดูผักต่างๆ ในแกงเลียง...ผักสำหรับใช้ในแกงเลียง โบราณท่านไม่จำกัดว่าต้องเป็นผักอะไร แกงเลียงเป็นแกงอิสระสามารถทำได้อย่างไร้เงื่อนไข แต่หากให้เป็นมาตรฐาน แกงเลียงต้องมีบวบ...บวบเป็นผักมีสารอาหารครอบจักรวาล...

          ฟักทองมีเบต้าแคโรทีน ช่วยต้านมะเร็งชัดเจน ทั้งยังเป็นโปรวิตามินเอ หมายถึงว่าเบต้าแคโรทีนสามารถเปลี่ยนเป็นวิตามินเอได้ส่วนหนึ่ง เมื่อได้รับไขมัน วิตามินเอช่วยให้ดวงตาสวยไส ป้องกันสารพัดต้อ
          แกงเลียงต้องมีใบแมงลัก...ใบแมงลักช่วยไม่ให้ท้องอืดมันช่วยในระบบย่อยของกระเพาะอาหาร ใบแมงลักมีคุณสมบัติรักษาความเป็นกรดในกระเพาะอาหารให้คงที่ ระบบย่อยจึงไร้ปัญหา กระเพาะอาหารจะแข็งแรงมาก โอกาสความเสี่ยงมะเร็งกระเพาะจึงไร้กังวล
          แกงเลียงสมัยใหม่ใส่ข้าวโพดอ่อนด้วย ข้าวโพดเป็นธัญญาพืชซึ่งไม่ผ่านการขัดสี คุณสมบัติของข้าวโพด จะมีตัวช่วยย่อยสารอาหารในกระบวนการสุดท้ายเพื่อให้ร่างกายดูดซึมไปใช้ได้เต็มที่ ทั้งมีวิตามินอีในข้าวโพดแก่ช่วยต้านความชรา หมายถึงว่าเซลล์เก่าจะถูกผลัดทิ้ง เซลล์มะเร็งถูกกำจัดได้อย่างมีประสิทธิภาพ

          อาหารไทยจึงเป็นเป็นยาโดยปริยาย กินทุกวันร่างกายย่อมมีภูมิต้านทานโรค ทั้งขบวนการของอาหารไทย หากเราหลีกเลี่ยงใช้วัตถุดิบที่ผ่านจากภาคอุตสาหกรรมยิ่งปลอดภัยแน่นอน
          ...วันนี้คนรุ่นใหม่อยู่ในภาวะเสี่ยงของมะเร็ง เพราะกินอาหารจากอุตสาหกรรม เด็กๆ ชอบกินขนมถุง ชอบสั่งอาหารขยะที่ดูโก้เก๋มากินที่บ้าน...หยุดมันเถอะ...มากินอย่างไทย เรามีอาหารมากมายต้านโรคได้


          แกงป่า...น้ำยาใต้ อาหารไทยทุกชนิดของเผ็ดร้อนนี่แหละ...คือยอดอาหารต้านโรค
          ชาวอีสานชอบกินเห็ดเห็ด...เป็นอาหารล้างพิษ หมายถึงว่ามันทำความสะอาดอวัยวะภายในตั้งแต่ต้นทางยันปลายทาง ฝนมาเห็ดก็เริ่มมี
          คนเหนือมีผักเชียงดา มีคาวตอง ทั้งสองอย่างเป็นราชาแห่งผัก ใครรักสุขภาพให้กินซะ
          เอาไว้โอกาสหน้าจะนำเสนอของอร่อย ทั้งกินแล้วเป็นยา...แล้วคุณจะเข้าใจและรักอาหารไทย หากยังสงสัยว่าในชีวิตประจำวันจะต้องกินอะไรให้ปลอดโรค โทร.มาคุยได้...08-5151-8844

กิตติ บุษปวนิช

ที่มา : บ้านเมือง ฉบับวันที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2557  หน้า 15

แสดงความคิดเห็น

Filtered HTML

  • Web page addresses and e-mail addresses turn into links automatically.
  • HTML tags will be transformed to conform to HTML standards.

Plain text

  • No HTML tags allowed.
  • Web page addresses and e-mail addresses turn into links automatically.
  • Lines and paragraphs break automatically.