"โรคไตวายเรื้อรัง" มหันตภัยเงียบ

หมวดหมู่กลาง 
เขียนโดย
thitima
เมื่อวันที่
2014-05-22 10:27
แท็ก 
รูปเกลือโรยที่พื้นแล้วเขียนว่า eat less salt !
ดาวน์โหลด
ดาวน์โหลดต้นฉบับ ครั้ง
Default image
PDF
602.3 KB
ดาวน์โหลด
211 ครั้ง
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง
จำนวนผู้ป่วยโรคไต “เพิ่มสูง” ขึ้นทุกปี ผู้ป่วยรายใหม่เพิ่มขึ้น 10,000 คน/ปี เสียชีวิตจากไตวายปีละ 13,000 กว่าคน 1 ใน 3 อายุน้อยกว่า 60 ปี
จำนวนผู้อ่าน
611

          โรคไตเรื้อรังเป็นมหันตภัยเงียบ เพราะผู้ป่วยจำนวนมากไม่ทราบว่าตนป่วยเป็นโรค และเมื่อโรคนี้ลุกลามไปมาก จนมีผู้กล่าวว่า "ไตวายร้ายกว่ามะเร็ง"เนื่องจากค่าใช้จ่ายสูงและต่อเนื่องไปนานตราบจนกว่าผู้ป่วยจะได้รับการผ่าตัดปลูกถ่ายไตหรือเสียชีวิต ดังนั้นการปลอดจากโรคไตทางที่ดีที่สุดคือ การป้องกันโรคไต หรือรู้ตัวตั้งแต่เป็นระยะเริ่มแรก สมาคมโรคไตแห่งประเทศไทย จึงร่วมกับ เครือข่ายลดบริโภคเค็ม ราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทยและ สสส. รณรงค์ "ลดการกินเค็ม" เพื่อกระตุ้นให้ประชาชนตระหนักถึงปัญหาโรคไตและปัจจัยหลักที่คนไทยบริโภครสเค็มมากเกินไป

          นาวาอากาศเอก นพ.อนุตตร จิตตินันท์ นายกสมาคมโรคไตแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า จากข้อมูลล่าสุดพบคนไทยป่วยเป็นโรคไตเรื้อรังร้อยละ 17.6 ของประชากร หรือประมาณ8 ล้านคน เป็นผู้ป่วยระยะสุดท้าย 2 แสนคน ป่วยเพิ่มปีละกว่า 7,800 รายหากไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้อง จะเกิดโรคแทรกซ้อนถึงเสียชีวิต มีผู้ป่วยที่ไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายที่รอการผ่าตัดเปลี่ยนไตใหม่ประมาณ 40,000 รายซึ่งมีขั้นตอนในการรักษายุ่งยากและเสียค่าใช้จ่ายสูงถึงปีละประมาณ 2 แสนบาทต่อคน ส่วนผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดปลูกถ่ายไตมีเพียงปีละ 400 รายเท่านั้น นอกจากนี้ยังมีข้อจำกัดคือขาดแคลนผู้บริจาคไต ผู้ป่วยจึงต้องรักษาเพื่อยืดอายุโดยวิธีฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม หรือล้างของเสียออกทางหน้าท้อง โดยในปี 2556 ที่ผ่านมาได้ใช้งบประมาณในการบำบัดทดแทนไตในสิทธิหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าประมาณกว่า 3,000 ล้านบาทต่อปี

          ด้าน ผศ.นพ.สุรศักดิ์ กันตชูเวสศิริ ประธานเครือข่ายลดบริโภคเค็มราชวิทยาลัยอายุแพทย์แห่งประเทศไทย บอกว่า คนไทยจะต้องลดอาหารเค็มเพื่อรักษาไต จากการสำรวจพบว่าคนไทยบริโภคเกลือและโซเดียมสูงเกินกว่าที่แนะนำถึง 2 เท่า คือเกลือ 10.8 กรัม หรือโซเดียม 4,000 มิลลิกรัมต่อวัน (องค์การอนามัยโรคแนะนำบริโภคเกลือ 5 กรัม หรือโซเดียม 2,000 มิลลิกรัมต่อวัน) การรับประทานอาหารรสเค็มจัด จะส่งผลให้ความดันโลหิตสูงเพิ่มการรั่วของโปรตีนในปัสสาวะ และยังมีผลเสียต่อไตโดยตรง ทำให้หัวใจทำงานหนัก ก่อให้เกิดภาวะหัวใจวายและความดันโลหิตสูง ความดันในสมองเพิ่มขึ้น มีโอกาสเป็นโรคอัมพฤกษ์อัมพาตได้

          คนไทยได้รับโซเดียมจากการกินอาหารในแต่ละมื้อโดยไม่รู้ตัว ซึ่งมักอยู่ในอาหารแปรรูป โดยเฉพาะจากเครื่องปรุงรสซึ่งนิยมใช้มาก 5 ลำดับแรก คือ น้ำปลา ซีอิ๊วขาว เกลือ กะปิ และซอสหอยนางรม เมื่อเปรียบเทียบจะพบว่าเกลือ 1 ช้อนชา มีปริมาณโซเดียม2,000 มิลลิกรัม น้ำปลา 1 ช้อนโต๊ะ มีปริมาณโซเดียม 1,160-1,420 มิลลิกรัมซีอิ๊ว 1 ช้อนโต๊ะ มีปริมาณโซเดียม 960-1420 มิลลิกรัม ซอสปรุงรส 1 ช้อนโต๊ะมีปริมาณโซเดียม 1,150 มิลลิกรัม กะปิ 1 ช้อนโต๊ะ มีปริมาณโซเดียม 1,430-1,490 มิลลิกรัมซอสหอยนางรม 1 ช้อนโต๊ะ มีปริมาณโซเดียม420-490 มิลลิกรัม นอกจากนี้ ยังพบว่าอาหารถุงปรุงสำเร็จ มีปริมาณโซเดียมเฉลี่ยต่อถุง815 - 3,527 มิลลิกรัม อาทิ ไข่พะโล้ แกงไตปลาคั่วกลิ้ง เป็นต้น ส่วนอาหารจานเดียว จะมีปริมาณโซเดียม 1,000-2,000 มิลลิกรัมต่อหนึ่งจาน (เทียบเท่า 50-100%ของปริมาณที่แนะนำต่อวัน) อาทิ ข้าวหน้าเป็ดข้าวมันไก่ ข้าวขาหมู และข้าวคลุกกะปิ เป็นต้น
         
          สำหรับผู้ป่วยโรคไตควรปฏิบัติ ดังนี้ 1.พบแพทย์อย่างสม่ำเสมอ  2.ควบคุมความดันโลหิตน้อยกว่า 130 /80 และระดับน้ำตาลในเลือด3.ควบคุมการทานอาหารรสเค็ม และจำกัดอาหารประเภทโปรตีน โดยให้บริโภคเกลือไม่เกินวันละ 5 กรัม ถ้าเทียบเป็นปริมาณโซเดียมก็ไม่ควรเกินวันละ 2,000 มิลลิกรัม ซึ่งปริมาณดังกล่าวเทียบเท่ากับเกลือ 1 ช้อนชา 4.หลีกเลี่ยงการใช้ยาแก้ปวด ยาหม้อ ยาชุดโดยไม่ปรึกษาแพทย์ 5.เลิกบุหรี่และงดดื่มสุรา และ 6.ออกกำลังกายสม่ำเสมอ

          โรคไตเรื้อรังเป็นโรคที่ถ้าปล่อยทิ้งไว้โดยไม่ได้รับการรักษา จะเข้าสู่ไตวายเรื้อรังระยะสุดท้าย ซึ่งนอกจากผู้ป่วยจะเสียค่าใช้จ่ายสูงในการรักษาด้วยการบำบัดทดแทนไตแล้ว ยังมีโอกาสเสียชีวิตก่อนวัยอันควร ดังนั้นเราต้องลดกินเค็มเพื่อสุขภาพที่ดีกว่า ดังคำที่ว่า ...."คุณจะเป็นอะไรตามสิ่งที่คุณกินเข้าไป"

ที่มา : หนังสือพิมพ์บ้านเมือง ฉบับวันที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2557 หน้า 12

แสดงความคิดเห็น

Filtered HTML

  • Web page addresses and e-mail addresses turn into links automatically.
  • HTML tags will be transformed to conform to HTML standards.

Plain text

  • No HTML tags allowed.
  • Web page addresses and e-mail addresses turn into links automatically.
  • Lines and paragraphs break automatically.