นานาประโยชน์จากการดื่มชา

หมวดหมู่กลาง 
เขียนโดย
thitima
เมื่อวันที่
2014-04-29 14:30
แท็ก 
รูปประกอบเป็นรูปกำลังรินชาใส่แก้ว
ดาวน์โหลด
ดาวน์โหลดต้นฉบับ ครั้ง
Default image
PDF
722.18 KB
ดาวน์โหลด
188 ครั้ง
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง
ศัลยกรรมความงามและการลดความอ้วน เทรนด์ฮิตคนยุคนี้ ทำให้สถาบันลดน้ำหนัก คลินิกศัลยกรรม และสถาบันเสริมความงามต่างๆ ผุดขึ้นมามากมาย
จำนวนผู้อ่าน
265

          มีผลงานการศึกษาวิจัยหลายชิ้นที่แสดงให้เห็นถึงคุณประโยชน์หลากหลายที่ได้จากการดื่มชา ไม่ว่าจะเป็นชาเขียว หรือ ชาชนิดที่เรียกว่า ชาดำ หรือแบล๊ก ที ก็ตามที
          ตัวอย่างของประโยชน์ที่ได้จากการดื่มชา มีตั้งแต่ ช่วยในเรื่อง "ความจำ" ทั้งนี้ งานศึกษาวิจัยชิ้นหนึ่งซึ่งตีพิมพ์เผยแพร่เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมาในวารสารวิชาการ ไซโคฟามาโซโลยี พบว่า "ชาเขียว" อาจช่วยทำให้การทำหน้าที่ของสมองดีขึ้น ซึ่งรวมถึงสมองในส่วนของหน่วยความจำใช้งาน (เวิร์คกิ้ง เมมโมรี) ที่ช่วยให้เราจำอะไรต่ออะไรได้แม่นยำยาวนานขึ้นอย่างเช่นหมายเลขโทรศัพท์เป็นต้น

          ในการศึกษาดังกล่าว กลุ่มตัวอย่างที่เป็นผู้ใหญ่ สุขภาพดี จำนวน 12 คน ได้รับมอบเครื่องดื่ม 2 แบบโดยการสุ่ม เครื่องดื่มแบบแรก มีส่วนผสมของสารสกัดจากชาเขียว 27.5 กรัม ส่วนเครื่องดื่มอีกแบบไม่มีส่วนผสมของชาเขียวอยู่ด้วย หลังจากนั้นมีการตรวจสอบทั้งภาพถ่ายของสมอง และการทดสอบความทรงจำใช้งาน ปรากฏว่า กลุ่มตัวอย่างที่ได้รับเครื่องดื่มผสมชาเขียว มีศักยภาพของสมองดีขึ้นในการทดสอบทั้งสองแบบ นอกจากนั้น การเชื่อมต่อระหว่างสมองส่วนหน้ากับสมองส่วนขมับทั้งสองข้างก็ดีขึ้นด้วยเช่นเดียวกัน ผลการศึกษาดังกล่าวนี้สอดคล้องกับงานวิจัยก่อนหน้านี้ที่ชี้ว่า คนที่ดื่มชาเป็นประจำ ทำผลการทดสอบเชิงความจำได้ดีกว่าผู้ที่ไม่ได้ดื่ม

          ประโยชน์อย่างที่สองของการดื่มชา ก็คือ การช่วยให้สุขภาพช่องปากดีขึ้น นักวิจัยพบว่า สารประกอบหลายอย่างที่พบในแบล๊ก ที และกรีน ที มีส่วนช่วยยับยั้งการเติบโตของแบคทีเรีย ซึ่งเป็นต้นเหตุให้เกิดโรคฟันผุ, โรคติดเชื้อในช่องปาก, และโรคเหงือก ในงานวิจัยชิ้นหนึ่งสรุปว่า ผู้ที่บ้วนปากด้วยชาดำเพียง 1 นาที 10 ครั้งต่อวัน จะมีเชื้อแบคทีเรียสะสมบนเคลือบฟันน้อยกว่าคนที่บ้วนปากด้วยน้ำเปล่า
          แต่ที่สำคัญต้องไม่บ้วนปากด้วยน้ำชาที่ผสมน้ำผลไม้หรือน้ำส้ม เนื่องจากน้ำผลไม้เหล่านั้นมีความเป็นกรดสูงที่ทำให้ฟันผุได้ง่ายขึ้นด้วยเช่นกัน

          นักวิจัยยังพบว่า ในชาเขียวมีสารประกอบชนิดหนึ่งเรียกว่า "โพลิฟีนอล" ซึ่งเชื่อกันว่ามีคุณสมบัติต่อต้านมะเร็ง อย่างน้อยก็จากการทดลองในห้องปฏิบัติการ แม้ว่านักวิจัยหลายคนเห็นว่ายังยากที่จะสรุปให้แน่ชัดได้ว่า สารประกอบอย่างใดอย่างหนึ่งจะสามารถต่อต้านมะเร็งในร่างกายได้ แต่ผลการศึกษาวิจัยหลายชิ้นชี้ให้เห็นหลักฐานว่า "โพลิฟีนอล" มีคุณสมบัติน่าสนใจนี้
          ตัวอย่างเช่นงานวิจัยชิ้นหนึ่งซึ่งตรวจสอบพฤติกรรมการดื่มชาของคนกว่า 500 คนพบว่า คนที่ไม่ดื่มชามีความเสี่ยงที่จะเกิดมะเร็งปอดมากกว่าคนที่ดื่มชาถึง 5 เท่าตัว และยังมีงานวิจัยอีกบางชิ้นที่ชี้ว่าการดื่มชาเขียวจะช่วยยับยั้งการขยายตัวของมะเร็งทรวงอกให้ลุกลามได้ช้ากว่าผู้ที่ไม่ดื่ม จากการทดลองในสัตว์ทดลอง พบสาเหตุว่าเป็นเพราะ "โพลิฟีนอล" จะไปยับยั้งขยายตัวของโปรตีนซึ่งจะไปช่วยให้เซลล์มะเร็งเติบโตนั่นเอง

          นอกจากนั้นยังมีงานวิจัยที่ระบุว่า การดื่มชา จะไปช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ เพราะไปลดอนุมูลอิสระ ที่ก่อให้เกิดภาวะออกซิเดทีฟ สเตรส และอาการอักเสบของกล้ามเนื้อลงนั่นเอง งานวิจัยซึ่งได้รับเงินทุนสนับสนุนจาก สถาบันสุขภาพประจำศูนย์การแพทย์ทางเลือกของสหรัฐอเมริกา ทดลองในกลุ่มตัวอย่างสตรี 170 คน ซึ่งอยู่ในวัยหลังหมดประจำเดือน โดยแบ่งออกเป็น 4 กลุ่ม กลุ่มแรกให้ยาที่ไม่ออกฤทธิ์ (พลาซิโบ) กลุ่มที่สองให้ดื่มชาเป็นประจำ และกลุ่มที่สามให้รำมวยจีนไท้เก๊กเป็นประจำ กลุ่มสุดท้ายให้ดื่มชาและรำมวยไท้เก๊กเป็นประจำไปพร้อมๆ กัน พบว่า ผู้ที่ดื่มชา และผู้ที่รำมวย กับผู้ที่กระทำทั้งสองอย่างไปพร้อมๆ กัน มีความแข็งแรงของกล้ามเนื้อดีขึ้น แตกต่างจากผู้ที่รับยาพลาซิโบที่อยู่ในสภาพกล้ามเนื้อแย่ที่สุด

          สิ่งหนึ่งที่แพทย์และผู้เชี่ยวชาญทั้งหลายเตือนเกี่ยวกับการดื่มชาก็คือ การดื่มในปริมาณไม่มากนัก สม่ำเสมอ แม้จะมีประโยชน์ แต่ก็มีประโยชน์แต่น้อย ไม่มากมายเหมือนกับเป็นยาครอบจักรวาล แต่ชาก็ดูมีโทษต่อผู้ดื่มน้อยมาก  ยกเว้นแต่จะดื่มมากจนผิดปกติ เกินกว่าที่ร่างกายมนุษย์จะรับได้เท่านั้นเอง

ที่มา : หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับวันที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2557 หน้า 26

แสดงความคิดเห็น

Filtered HTML

  • Web page addresses and e-mail addresses turn into links automatically.
  • HTML tags will be transformed to conform to HTML standards.

Plain text

  • No HTML tags allowed.
  • Web page addresses and e-mail addresses turn into links automatically.
  • Lines and paragraphs break automatically.