'ร้านตัดแว่น'อนาคตสดใสสมาร์ทโฟนภัยร้ายดวงตา..คนสายตาเสียเพิ่ม 3 เท่าตัว

หมวดหมู่กลาง 
เขียนโดย
pawinee
เมื่อวันที่
2015-02-16 09:55
แท็ก 
'ร้านตัดแว่น'อนาคตสดใสสมาร์ทโฟนภัยร้ายดวงตา..คนสายตาเสียเพิ่ม3เท่าตัว
ดาวน์โหลด
ดาวน์โหลดต้นฉบับ ครั้ง
Default image
PDF
1 MB
ดาวน์โหลด
0 ครั้ง
จำนวนผู้อ่าน
309

        ในโลกใบนี้มีปัจจัยจากธรรมชาติหลายอย่างที่ส่งผลกระทบต่อดวงตามนุษย์เรา ไม่ว่าจะเป็นแสงแดด สายลม  ฝุ่นละออง แสงไฟ  แต่สิ่งเหล่านี้มักจะหาทางหลบเลี่ยง โดยสัญชาตญาณ แต่ปัจจุบันยังมีภัยที่กระทบต่อดวงตามนุษย์ ทั้งจอคอมพิวเตอร์ และสมาร์ทโฟน  ที่คนส่วนใหญ่มักจะวิ่งเข้าหาทั้ง ๆที่รู้ว่ามีอันตรายต่อสายตา  จนกลายเป็นที่มาของคำว่า  "สังคมก้มหน้า"
          ซึ่งคงไม่แปลกอะไรที่ปัจจุบันนี้ไม่ว่าจะหันไปทางไหนก็มักจะพบผู้คนหลากหลายเพศและวัย ต่างก้มมองแต่จอสมาร์ทโฟน  แท็บเล็ต ของตัวเองจนไม่สนใจคนรอบข้างแม้แต่ขณะเดิน  ทานข้าว  โหนรถสาธารณะ  ก็แทบจะไม่ได้ละสายตาจากหน้าจอโทรศัพท์กันเลย  เรียกได้ว่าสมาร์ทโฟนเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตไปเสียแล้ว
          ข้อมูลล่าสุดจากการสำรวจพฤติกรรมของผู้ใช้อินเทอร์เน็ตในประเทศไทย ประจำปี ค.ศ. 2014 โดยสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน)  หรือ ETDA กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ระบุว่า ค่าเฉลี่ยของการใช้อินเทอร์เน็ตต่อสัปดาห์ในปี 2557 เพิ่มสูงขึ้นมาก โดยค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 50.4 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ หรือใช้เวลาโดยประมาณ 7.2 ชั่วโมงต่อวัน ดังนั้นจึงน่าเป็นห่วงอย่างยิ่งต่ออนาคตดวงตาของมนุษย์เราในปัจจุบัน
          นพ.ฐาปนวงศ์  ตั้งอุไรวรรณ จักษุแพทย์ประจำโรงพยาบาลพระนั่งเกล้า เปิดเผยว่า แสงจากหน้าจอสมาร์ทโฟนถือว่ามีผลต่อการทำลายระบบจอประสาทโดยตรง เพราะเมื่อเราจดจ่ออยู่กับหน้าจอสมาร์ทโฟน หรือคอมพิวเตอร์ รังสีที่แผ่ออกมา จะมุ่งตรงไปยังประสาทตาทันทีโดยไม่ผ่านการคัดกรองจากส่วนประกอบอื่น ๆ ของดวงตาซึ่งประสาทตาจะเป็นส่วนที่อยู่ในสุด แต่ทั้งนี้การเสื่อมอายุของดวงตาก็จะขึ้นอยู่กับช่วงวัยของคนด้วย โดยหากอยู่ในวัยเด็กหรือวัยรุ่นก็จะได้รับผลกระทบช้าแต่หากเป็นคนที่มีอายุตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไป เมื่อใช้สมาร์ทโฟนในเวลาที่เท่ากันก็จะได้รับผลกระทบเร็วขึ้น ซึ่งการแสดงอาการก็จะขึ้นอยู่กับระยะเวลาการใช้งานด้วย
          "ในช่วงที่สมาร์ทโฟนเริ่มเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันของคนมากยิ่งขึ้นทำให้ที่ผ่านมาพบว่าเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี สายตามักจะสั้นเร็วกว่าปกติซึ่งมีทั้งสั้นเทียม สั้นชั่วคราว สั้นถาวร โดยอัตราการเกิดสายตาสั้นขณะนี้ถือว่ามีมากขึ้นถึง 3 เท่าตัว จากปกติที่เคยพบเพียงร้อยละ 8 แต่หลังจากที่สมาร์ทโฟนเป็นที่นิยมของคนในสังคม  อาการสายตาสั้นเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 30 ของจำนวนประชากรที่สายตาสั้น  และหากเป็นคนที่มีอายุมากก็จะส่งผลให้สายตายาวเร็วขึ้น" ปัจจุบันพบว่าผู้ป่วยที่มีอาการเกี่ยวกับดวงตาเข้ามารับการรักษาเป็นจำนวนมากในทุกกลุ่มวัยตั้งแต่เด็กชั้นมัธยมตอนต้นไปจนถึงผู้สูงอายุและยังมีอีกจำนวนมาก ที่ไม่รู้ตัวว่าป่วยเพราะการจดจ้องกับสมาร์ทโฟนมากเกินไป แน่นอนว่าหากใช้ไปนาน ๆ ส่งผลร้ายกับดวงตาแน่นอนเพียงแต่จะช้าหรือเร็ว เท่านั้น
          นพ.ฐาปนวงศ์ กล่าวต่อว่า สำหรับอาการที่จะตามมาหลังจากที่เล่นสมาร์ทโฟนติดต่อกันเป็นเวลานานจะส่งผลให้เกิดมีอาการปวดตา  เมื่อยล้าตา ระคายเคือง ตาแห้ง ตาแดง น้ำตาไหล ตามัวมองไม่ชัด  รวมถึงอาการปวดศีรษะ ปวดคอ ไหล่  และหลังโดยเฉพาะหากใช้สายตาต่อเนื่องนานกว่า 3 ชั่วโมงโดยไม่พักเลย จะทำให้เห็นภาพมัวหรือซ้อนได้  ปวดเบ้าตา  และอาจมากจนปวดศีรษะร่วมด้วย หรือที่เรียกว่า โรคคอมพิวเตอร์ ซินโดรม (computer vision syndrome) ซึ่งปัจจุบันหลายคนมักจะรักษาอาการเบื้องต้นด้วยการหยอดน้ำตาเทียมเพื่อให้สายตารู้สึกสบายจึงทำให้ที่ผ่านมาทางโรงพยาบาลต่าง ๆ ขาดแคลนน้ำตาเทียมและประเทศไทยจะต้องเสียเงินค่านำเข้ามาถึง 500 ล้านบาทต่อปี
          ทั้งนี้หากเราเลือกเล่นโทรศัพท์ควรจะเล่นให้ถูกวิธีซึ่งแต่ละครั้งก็ไม่ควรจะนานเกิน 30 นาที หลังจากนั้นควรจะละสายตาออกจากโทรศัพท์ 10 นาที แล้วค่อยกลับมาเล่นใหม่แบบนี้ก็จะช่วยให้เรารู้สึกสบายตามากยิ่งขึ้น นอกจากนี้หากรู้สึกว่าตาแห้งหรือแสบตาให้กะพริบประมาณ 10-15 ครั้ง และควรนอนพักผ่อนอย่างน้อย 7 ชั่วโมง และประคบด้วยความเย็น 5-10 องศา ซึ่งอาการเหล่านี้ก็จะหายไปเอง
          แน่นอนว่าหากการใช้สมาร์ทโฟนมีผลกระทบต่อสายตาร้านแว่นคงจะเป็นทางออกสุดท้ายสำหรับผู้ที่เกิดอาการสายตาสั้น หรืออาการข้างเคียงต่าง ๆ เช่น แพ้แสง แสบตา
          เพราะแว่นตาถือว่าเป็นตัวกรองแสงที่ช่วยไม่ให้แสงผ่านทะลุจอประสาทตาโดยตรงซึ่งก็จะส่งผลให้จอประสาทตาเสียหายช้าลงกว่าเดิม  จากการลงพื้นที่สอบถามข้อมูลจากร้านแว่นตามร้านทั่วไป ระบุว่า  ปัจจุบันยอดขายแว่นเพิ่มจำนวนมากขึ้นอย่างต่อเนื่องโดย ลูกค้าส่วนใหญ่ที่เข้ามาตัดแว่นจะเลือกเป็นเลนส์กันแสงรังสีจากคอมพิวเตอร์และหน้าจอโทรศัพท์ นอกจากนี้ยังมีเลนส์แว่นตาชนิดมัลติโค้ตที่สามารถปรับสีได้ขณะที่ใส่ออกแดดเพื่อป้องกันสายตาจากแสงอันตรายต่าง ๆ ส่งผลให้ยอดขายแว่นในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา  เพิ่มจำนวนมากขึ้นเรื่อย ๆ อย่างต่อเนื่อง แต่ยังไม่ได้ก้าวกระโดดมากนัก เพราะแว่นตาแต่ละอันที่ตัดไปแล้วตัวเลนส์จะมีอายุการใช้งาน 6 เดือน-1 ปี  จากนั้นคนที่สายตาสั้นหรือสายตายาวก็จะต้องทำการวัดสายตาและเปลี่ยนเลนส์ใหม่  ซึ่งราคาเลนส์แว่นตาจะอยู่ที่ประมาณ 200-1,000 กว่าบาท
          แต่กรอบแว่นตานั้นสามารถใช้งานได้นาน คนจะเปลี่ยนก็ต่อเมื่อรู้สึกว่าเบื่ออยากได้แบบใหม่ ๆ เท่านั้น หรือกรอบแว่นตาชำรุดเสียหายจนไม่สามารถซ่อมได้แล้ว โดยเฉลี่ยราคากรอบแว่นตาจะอยู่ที่ยี่ห้อ
          แม้ว่าคนเราจะพยายามหาเครื่องมือมาช่วยทำให้สายตาสามารถจ้องโทรศัพท์ได้แค่ไหน แต่วิธีการเหล่านั้นก็ไม่ใช่ทางออกที่ดีที่สุดที่จะทำให้สายตาเราไม่ถูกทำร้ายหากเรายังใช้งานโทรศัพท์มากจนไม่ลืมหูลืมตา  หรือเกินความจำเป็น เพราะสายตาเราจะต้องถูกทำร้ายแน่นอน เพียงแต่จะช้าหรือเร็วเท่านั้น ที่สำคัญธุรกิจแว่นตาอนาคตสดใสแน่นอน.

ข้อมูลจาก : เดลินิวส์

 

แสดงความคิดเห็น

Filtered HTML

  • Web page addresses and e-mail addresses turn into links automatically.
  • HTML tags will be transformed to conform to HTML standards.

Plain text

  • No HTML tags allowed.
  • Web page addresses and e-mail addresses turn into links automatically.
  • Lines and paragraphs break automatically.
Refresh Type the characters you see in this picture. กรอกตัวอักษรหรือตัวเลขที่คุณเห็น ถ้าไม่สามารถอ่านได้ให้ทำการโหลดหน้านี้อีกครั้ง (ข้อมูลที่คุณกรอกไว้อาจหาย)  Switch to audio verification.