'ความรัก' เยียวยาเด็กสมาธิสั้น

หมวดหมู่กลาง 
เขียนโดย
thitima
เมื่อวันที่
2014-08-06 14:02
แท็ก 
รูปเด็กนั่งเรียนหนังสือ
ดาวน์โหลด
ดาวน์โหลดต้นฉบับ ครั้ง
Default image
PDF
960.61 KB
ดาวน์โหลด
160 ครั้ง
จำนวนผู้อ่าน
612

          โรคสมาธิสั้น หรือ Attention-Deficit/Hyperactivity Disorder (ADHD) กลุ่มอาการขาดสมาธิ อยู่ไม่นิ่งและวู่วาม หุนหันพลันแล่น อาจมีสาเหตุมาจากการได้รับการถ่ายทอดทาง พันธุ์กรรม หรือเกิดจากภาวะที่มีผลต่อสมองนับตั้งแต่อยู่ในครรภ์ เช่น มารดาขาดสารอาหารหรือได้รับสารพิษ การคลอดมีปัญหา เด็กเป็นโรคลมชักหรือสมองอักเสบ ส่งผลให้สารโดปามีนและนอร์เอปิเนฟริน ซึ่งเป็นสารสื่อประสาทที่คุมสมาธิมีปริมาณน้อยกว่าเด็กปกติเด็กจึงมีสมาธิ สั้น แต่ก็มีจำนวนไม่น้อยที่สภาพแวดล้อมในการเลี้ยงดูที่ดีสามารถช่วยทำให้เด็กมี อาการดีขึ้นได้

           นพ.คมสันต์ เกียรติรุ่งฤทธิ์ จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น โรงพยาบาลมนารมย์ ระบุว่า การเลี้ยงดูของพ่อแม่เป็นสิ่งสำคัญ เพราะหลายครอบครัวอาจมองข้ามไปว่าการที่เด็กดื้อ ซน อยู่ไม่นิ่ง ชอบปีนป่าย หุนหันพลันแล่น หรือ เหม่อลอย หลงลืมบ่อย ทำการบ้านไม่เสร็จ ไม่เป็นระเบียบ มักเป็นธรรมชาติของเด็กที่กำลังโต มีพัฒนาการ จนเกิดความชะล่าใจ เมื่อปล่อยนานไปก็ยิ่งมีอาการเพิ่มมากขึ้น ซึ่งแท้จริงแล้วเด็กอาจเป็นโรคสมาธิสั้น และหากไม่ได้รับการรักษาและดูแลที่ถูกต้อง อาจส่งผลกระทบด้านการเรียนและพฤติกรรมของเด็ก เช่น สอบตก เกเร หนีเรียน และก้าวร้าวได้

          จิตแพทย์ขยายความถึงความสำคัญของการเลี้ยงดู ที่มีผลต่อเด็กสมาธิสั้นว่า "จริงๆ แล้วโรคสมาธิสั้นเป็นส่วนหนึ่งของเรื่องพันธุกรรมด้วย อาจจะ ไม่สามารถป้องกันได้ แต่พฤติกรรมหรืออาการที่เป็นปัญหาอาจจะดีขึ้นได้ หรือแตกต่างกันได้ด้วยเรื่องของการเลี้ยงดู บางทีถ้าคุณพ่อคุณแม่เลี้ยงดูเอาใจใส่ แม้ว่าเด็กจะดื้อซน แต่เราหนักแน่น ก็จะช่วยให้อาการสมาธิสั้นรบกวนเวลาเรียน รบกวนคุณพ่อคุณแม่น้อยลงไปได้ อีกส่วนหนึ่งก็คือการเอาใจใส่ดูแล สร้างความผูกพันกับลูก จะทำให้เขาเชื่อฟังคุณพ่อคุณแม่มากขึ้น"

          การดูแลเด็กที่เป็น สมาธิสั้นนอกเหนือจาก พ่อแม่แล้ว คุณครูก็มีส่วนสำคัญ เพราะจะเป็นคนที่ใกล้ชิดกับเด็กและเห็นถึงความแตกต่าง ถ้าคุณครูมีโอกาสคุยกับคุณพ่อคุณแม่ก็จะช่วยให้เด็กเข้าสู่การรักษาที่เร็ว ขึ้น นอกจากนี้เพื่อนๆ ก็มีส่วนสำคัญในการช่วยเหลือเด็กสมาธิสั้นได้ เช่น บางทีเด็กที่ต้องกินยารักษาอาจรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจอยู่บ้าง การไม่ล้อ ไม่ว่า แล้วก็เข้าใจ มันจะทำให้ผู้ป่วยมีความรู้สึกดีกับสิ่งที่เขาเป็นมากขึ้น หรือในกรณีที่เด็กสมาธิสั้นอาจจะมีจดการบ้านหรือสิ่งที่ครูสอนไม่ทัน หรือจดผิดๆ บ้าง เพื่อนก็สามารถช่วยได้

          "เรื่องของสภาพแวดล้อม สังคมปัจจุบันก็มีส่วนที่จะทำให้การดูแลเด็กสมาธิสั้นมันยากขึ้น เพราะว่าส่วนหนึ่งเด็กที่มีปัญหา มีพฤติกรรม พ่อแม่บางคนอาจจะให้เครื่องมือต่างๆ เช่น เกมในโทรศัพท์บ้าง ทีวีบ้าง เป็นตัวที่ทำให้เขาอยู่นิ่งกับอะไรบางอย่างได้มากขึ้นซึ่งจริงๆ การที่เขาอยู่นิ่งกับพวกสื่อทีวี โทรศัพท์หรืออะไรต่างๆ ไม่ได้แปลว่าเขาไม่ได้เป็นสมาธิสั้น และการที่ไปอยู่ตรงนั้นนานๆ ก็จะทำให้คุณพ่อคุณแม่ขาดโอกาสที่จะฝึกเรื่องระเบียบวินัยต่างๆ หรือมีปฏิสัมพันธ์ที่ดีๆ กับเขา เล่นกับเขา ซึ่งมันจะมีผลสำหรับการดูแลเขาในภายหลัง รวมถึงโรคสมาธิสั้นด้วย" หัวใจสำคัญก็คือเมื่อสงสัยว่าลูกเป็นเด็กสมาธิสั้นควรรีบพาไปปรึกษาจิตแพทย์ และคนที่เกี่ยวข้องต้องหารือทำงานร่วมกันเพื่อช่วยกันปรับเปลี่ยน โดยพ่อแม่ควรตื่นตัวหมั่นสังเกตอาการของลูก และตระหนักก่อนว่ามันมีโรคนี้อยู่จริงๆ เด็กไม่ได้อยากจะเป็น เพียงแต่เขาควบคุมตัวเองไม่ได้ นพ.คมสันต์ แนะนำวิธีการสังเกตอาการของเด็กสมาธิสั้นว่าลักษณะไหนที่จะต้องพาไปพบ จิตแพทย์หรือกุมารแพทย์ โดยกลุ่มอาการที่มักพบบ่อยๆ มี 2 กลุ่มคือ

          กลุ่มอาการสมาธิสั้น (Inattention) สามารถสังเกตได้โดยเด็กจะมีความวอกแวกง่าย เหม่อลอย ขี้หลงขี้ลืม อาจจะจัดเรื่องของระบบระเบียบงานไม่ได้ ว่าควรทำอะไรก่อนหรือหลัง สั่ง 3 อย่างได้ 2 อย่าง สั่ง 3 อย่างได้อย่างเดียวบ้าง หรืออาจเป็นในลักษณะของงานหรือการบ้านที่ทำออกมาแล้วไม่เรียบร้อย ไม่รอบคอบ อันนี้เป็นอาการในกลุ่มของ ขาดสมาธิ หรือแม้แต่สิ่งเร้าเล็กๆ น้อยๆ ก็สามารถทำให้เด็ก เสียสมาธิได้แล้ว เช่น นั่งเรียนอยู่ในห้องเรียนพอมีคนเดินผ่านก็จะหันไปดูโดยทันที เป็นลักษณะเป็นความไวต่อสิ่งเร้าภายนอกโดยผ่านทางตาและหู

          กลุ่มอาการซนมากกว่าปกติและหุนหันพลันแล่น (Hyperactivity/impulsivity) คือลักษณะความซนจะมากกว่าเด็กทั่วๆ ไป ซนแบบไม่อยู่นิ่ง มักอยู่ไม่เป็นสุข ลุกลี้ลุกลนตลอดเวลา และชอบ ปีนป่ายขึ้นไปบนโต๊ะเก้าอี้บ่อยๆ เล่นเลอะเทอะ หรือเล่นอะไรแล้วรุนแรง

          "ถ้าหากพ่อแม่รู้ช้าว่าลูกเป็นเด็ก สมาธิสั้น ก็อาจทำให้เด็กมีผลกระทบด้านพฤติกรรมตามมา เช่นเด็กที่มารักษาช่วงวัยรุ่นแล้วจะไม่ได้มาในเรื่องของ สมาธิสั้น แต่มีปัญหาเกี่ยวกับพฤติกรรม เช่น ชอบออกจากบ้านดึกๆ ดื่นๆ ออกไปเที่ยวกับเพื่อนข้างนอก ไม่ยอมกลับบ้าน หรือบางทีก็มีปัญหาเรื่องของ ยาเสพติด เรื่องการมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควร เด็กกลุ่มนี้บางทีถ้าซักประวัติย้อนกลับไปในช่วงแรกๆ เราพบว่าเขามีเรื่องของสมาธิสั้นมาก่อนแต่ไม่ได้รับการรักษา เขาจึงเบี่ยงเบนออกจากวิถีการเรียนไป เพราะคุณครูดุว่าบ่อยๆ แล้วก็ไปคบกับเพื่อนที่ เกเรเหมือนกัน ชวนกันไปมีปัญหาพฤติกรรมต่างๆ ก็เป็นที่น่าเสียดาย แต่ถ้าเราสามารถทราบได้เร็ว รักษาเร็วมันก็จะดีขึ้น"

          การรักษาโรคสมาธิสั้นนั้น ปัจจุบันจะใช้ยาซึ่งเป็นแค่การประคับประคอง ควบคุมอาการ ไม่หายขาด เด็กที่เป็นสมาธิสั้นประมาณสัก 30-40 เปอร์เซ็นต์ เมื่อโตขึ้นในวัยผู้ใหญ่ อาการพวกนี้ก็จะดีขึ้น หายไป แล้วก็หยุดยาได้ ในส่วนของวัยรุ่น เรื่องของซนอยู่ไม่นิ่ง ส่วนใหญ่ก็จะดีขึ้น อาจจะคงเหลือเป็นเรื่องของสมาธิสั้นอย่างเดียว

          การเลี้ยงดูของ พ่อแม่ และความเข้าใจของคุณครู และกำลังใจของคนรอบข้างนั้นมีความสำคัญต่อเด็กสมาธิสั้น และสามารถช่วยให้เด็กเหล่านั้นดีขึ้น ซึ่งมีหลายกรณีพิสูจน์ว่าเด็กสมาธิสั้นไม่เพียงไม่เป็นปัญหาของสังคม แต่ยังสามารถเติบโต เป็นคนดีคนเก่งของสังคม เป็นที่พึ่งของตนเองและครอบครัวได้ ซึ่งการทำความเข้าใจและหาความรู้เพิ่มเติม เพื่อสร้างแรงบันดาลใจ กำลังใจในการรับมือช่วยเหลือเด็กสมาธิสั้นอย่างถูกทางนั้น นับเป็นสิ่งที่จำเป็นมาก

          โรงพยาบาลมนารมย์จัดการบรรยาย "ใครๆ ก็บอกว่า หนูเป็นเด็กสมาธิสั้น" วันเสาร์ที่ 16 สิงหาคม เวลา 08.30-12.00 น. ณ ห้องประชุมชั้น 2 โรงพยาบาลมนารมย์ สุขุมวิท 70/3 (ไม่เสียค่าใช้จ่าย) สอบถามเพิ่มเติมโทร 0 2725 9595)

ที่มา : หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันที่ 06 สิงหาคม พ.ศ. 2557 หน้า 2

แสดงความคิดเห็น

Filtered HTML

  • Web page addresses and e-mail addresses turn into links automatically.
  • HTML tags will be transformed to conform to HTML standards.

Plain text

  • No HTML tags allowed.
  • Web page addresses and e-mail addresses turn into links automatically.
  • Lines and paragraphs break automatically.