เตือนปิดเทอมภาคฤดูร้อนเด็กเสี่ยงจมน้ำสูงสุด แนะใช้หลัก "ตะโกน โยน ยื่น" ในการช่วยชีวิต

หมวดหมู่กลาง 
เขียนโดย
thitima
เมื่อวันที่
2014-05-02 11:03
แท็ก 
รูปประกอบเป็นรูปเด็กสามคนกำลังว่ายน้ำ
ดาวน์โหลด
ดาวน์โหลดต้นฉบับ ครั้ง
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง
พบข้อมูลสำคัญ ยันจำนวนเด็กจมน้ำ เพิ่มสูง “เด็กจมน้ำ” สถิติตายสูงสุดในช่วงปิดเทอม (มีค.-พค.) คิดเป็น 1 ใน 3 ของจำนวนการเสียชีวิตของทั้งปี หาก“ว่ายน้ำเป็น” โอกาสรอดถึง 4 เท่า
จำนวนผู้อ่าน
402

          กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข เผยในช่วงปิดเทอมภาคฤดูร้อนของทุกๆ ปี (มีนาคม-พฤษภาคม) จะมีเด็กจมน้ำเสียชีวิตสูงถึง 400-500 คน และพบว่าในช่วงปีที่ผ่านมา ร้อยละ 74.1 ของเด็กที่ตกน้ำจะเสียชีวิต แม้เด็กจะว่ายน้ำเป็นหรือว่ายน้ำเก่ง ก็มีโอกาสจมน้ำเสียชีวิตได้ เด็กที่จมน้ำส่วนใหญ่ อายุ 5-9 ปี ร้อยละ 41.9 พร้อมแนะใช้หลัก "ตะโกน โยน ยื่น” (ตะโกน: ให้ผู้ใหญ่ช่วย, โยน: วัสดุที่ลอยน้ำได้, ยื่น: ไม้ กิ่งไม้ หรือเสื้อให้คนตกน้ำจับ) เพื่อเป็นการช่วยชีวิตเด็กที่ตกน้ำ
          นายแพทย์โสภณ เมฆธน อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า ในช่วงปิดเทอมภาคฤดูร้อน เดือนมีนาคม-พฤษภาคม มีเด็กจมน้ำเสียชีวิตมากที่สุด รองลงมาคือ เดือนตุลาคม ซึ่งตรงกับช่วงปิดเทอมของเด็กเช่นเดียวกัน โดยช่วงปิดเทอมภาคฤดูร้อนของทุกๆปี (มีนาคม-พฤษภาคม) จะมีเด็กจมน้ำเสียชีวิตสูงถึง 400-500 คน

          จากข้อมูลการเสียชีวิตของสำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ กระทรวงสาธารณสุขในช่วง 12 ปีที่ผ่านมา (ปี 2545-2556) พบว่ามีเด็กจมน้ำเสียชีวิตสูงถึง 5,298 คน หรือ ประมาณปีละ 442 คน และพบว่าในช่วงปีที่ผ่านมา ร้อยละ 74.1 ของเด็กที่ตกน้ำจะเสียชีวิต โดยเด็กที่จมน้ำเสียชีวิตเป็นเด็กที่ว่ายน้ำเป็นถึงร้อยละ 26.3 ชี้ให้เห็นว่า แม้เด็กจะว่ายน้ำเป็นหรือว่ายน้ำเก่ง ก็มีโอกาสจมน้ำเสียชีวิตได้เช่นเดียวกัน และพบว่าเพศชายจมน้ำสูงกว่าเพศหญิง กลุ่มเด็กที่จมน้ำส่วนใหญ่อายุ 5-9 ปี จมน้ำมากที่สุด (ร้อยละ 41.9) รองลงมาคือ 10-14 ปี และต่ำกว่า 5 ปี ร้อยละ 28.6 และร้อยละ 27.7 ตามลำดับ ส่วนแหล่งน้ำที่พบเด็กจมน้ำมาก คือ แหล่งน้ำเพื่อการเกษตรมากที่สุด (ร้อยละ 54.5) รองลงมาคือ คู/คลองระบายน้ำข้างบ้าน (ร้อยละ 12.5)

          จากการสำรวจของสำนักโรคไม่ติดต่อ กรมควบคุมโรค (ปี 2556) พบว่า เด็กไทย (อายุ 5-14 ปี) ว่ายน้ำเป็น ร้อยละ 23.7 แต่ว่ายน้ำเพื่อเอาชีวิตรอดได้เพียง ร้อยละ 4.4 โดยเด็กที่เรียนหลักสูตรว่ายน้ำเพื่อเอาชีวิตรอดจะมีความรู้เรื่องความปลอดภัยทางน้ำ ทักษะการเอาชีวิตรอดในน้ำ และทักษะการช่วยผู้ประสบภัยทางน้ำ มากกว่าคนที่ไม่ได้เรียนถึง 7.4 เท่า, 20.7 เท่า และ 2.7 เท่า ตามลำดับ ซึ่งกรมควบคุมโรค ได้ร่วมกับภาคีเครือข่ายภาคท้องถิ่นและหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องร่วมสร้างเด็กไทยให้มีภูมิคุ้มกันป้องกันการจมน้ำ โดยเริ่มจากการอบรมครูผู้สอน (ครู ก) ตามหลักสูตรว่ายน้ำเพื่อเอาชีวิตรอด ตั้งแต่ปี 2552 และขยายผลอบรมครูผู้สอน (ครู ข) อย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน เพื่อผลักดันให้มีการเรียนการสอนตามหลักสูตรดังกล่าวให้กับเด็กทั้งในระบบและนอกระบบการศึกษา ซึ่งจะมีส่วนในการช่วยลดการเสียชีวิตจากการจมน้ำของเด็กอีกทางหนึ่ง

          นายแพทย์โสภณ กล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากนี้ ผลสำรวจยังพบว่า เด็กที่ได้รับการช่วยเหลือขึ้นมาจากน้ำแล้ว ได้รับการปฐมพยาบาลโดยผู้พบเห็นเหตุการณ์และญาติมากที่สุด ร้อยละ 41.1 รองลงมาคือ บุคลากรทางการแพทย์ ร้อยละ 17.0 ในกรณีที่ผู้พบเห็นเหตุการณ์และญาติให้การช่วยเหลือโดยการปฐมพยาบาล พบว่า เป็นการปฐมพยาบาลที่ถูกต้องเพียงร้อยละ 15.2 นอกจากนั้น เป็นการช่วยเหลือด้วยการจับเด็กอุ้มพาดบ่ากระโดดหรือกระแทก หรือเขย่าเพื่อเอาน้ำออก ซึ่งเป็นวิธีการปฐมพยาบาลที่ผิด

          สำหรับในกรณีที่ช่วยเหลือคนจมน้ำขึ้นมาจากน้ำได้แล้ว ห้ามจับคนจมน้ำอุ้มพาดบ่าแล้วกระโดดหรือวิ่งไปมาเพื่อให้น้ำออก เนื่องจากน้ำที่ออกมาจะเป็นน้ำจากกระเพาะไม่ใช่จากปอด ซึ่งเป็นวิธีที่ผิด เพราะจะทำให้คนจมน้ำขาดอากาศหายใจนานยิ่งขึ้นและเสียชีวิต ซึ่งวิธีการช่วยเหลือที่ถูกต้อง อันดับแรกคือ 1. ให้ตะโกนขอความช่วยเหลือ 2. วางคนที่จมน้ำนอนราบ ตะแคงหน้าเอาน้ำออกจากปาก 3.ช่วยให้หายใจได้เร็วที่สุด โดยวิธีการผายปอด และเป่าลมเข้าทางปากติดต่อกันหลายๆครั้ง 4. ถ้าหัวใจหยุดเต้นให้นวดหัวใจ โดยการกดที่บริเวณกลางหน้าอก ลึกประมาณ 1-1.5 นิ้ว จำนวน 100 ครั้งต่อนาที และ 5. รีบแจ้งเจ้าหน้าที่สาธารณสุขที่อยู่ใกล้บ้านหรือโทรแจ้ง 1669 โดยเร็วที่สุด วิธีป้องกันที่ดีที่สุด คือ ผู้ปกครองและผู้ดูแลเด็ก อย่าปล่อยเด็กไปเล่นน้ำกันเองตามลำพัง เด็กเล็กต้องอยู่ในระยะที่มือเอื้อมถึงและคว้าถึง


          มาตรการที่ต้องยึดไว้ใช้ยามฉุกเฉิน คือ ตะโกน โยน ยื่น ได้แก่ 1.ตะโกน คือ การเรียกให้ผู้ใหญ่มาช่วยและโทรแจ้งทีมแพทย์กู้ชีพ 1669  2.โยนอุปกรณ์ที่อยู่ใกล้ตัวเพื่อช่วยคนตกน้ำเกาะจับพยุงตัว เช่น เชือก ถังแกลลอนพลาสติกเปล่า ขวดน้ำพลาสติกเปล่า หรือวัสดุที่ลอยน้ำได้โดยโยนครั้งละหลายๆ ชิ้น  3.ยื่นอุปกรณ์ที่อยู่ใกล้ตัวให้คนตกน้ำจับ เช่น ไม้ เสื้อ ผ้าขาวม้า ให้คนตกน้ำจับและดึงขึ้นมาจากน้ำ ซึ่งเน้นให้เด็กรู้วิธีการช่วยเหลือคนตกน้ำที่ถูกต้อง โดยต้องไม่กระโดดลงไปช่วย นอกจากนี้ หน่วยงานในท้องถิ่นหรือผู้นำชุมชน ควรจัดการสิ่งแวดล้อมในบริเวณที่เป็นแหล่งน้ำที่มีความเสี่ยง เช่น จัดหาอุปกรณ์ลอยน้ำ แกลลอนพลาสติก ไม้ เชือก สร้างรั้ว ทำป้ายเตือน และสถานบริการสาธารณสุขมีการให้ความรู้ในเรื่องนี้เช่นเดียวกับการให้วัคซีนแก่เด็ก หากสงสัยสามารถติดต่อได้ที่สำนักโรคไม่ติดต่อ กรมควบคุมโรค โทร 02 590 3967 หรือสายด่วนกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข โทร 1422 นายแพทย์โสภณ กล่าวปิดท้าย

ที่มา : หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2557 หน้า 3

แสดงความคิดเห็น

Filtered HTML

  • Web page addresses and e-mail addresses turn into links automatically.
  • HTML tags will be transformed to conform to HTML standards.

Plain text

  • No HTML tags allowed.
  • Web page addresses and e-mail addresses turn into links automatically.
  • Lines and paragraphs break automatically.