ปัญหาพัฒนาการเด็กไทย กับแนวทางการพัฒนาที่สอดรับกับทักษะเด็กในศตวรรษที่ 21

หมวดหมู่กลาง 
เขียนโดย
thitima
เมื่อวันที่
2020-01-18 14:07
ปัญหาพัฒนาการเด็กไทย กับแนวทางการพัฒนาที่สอดรับกับทักษะเด็กในศตวรรษที่ 21
จำนวนผู้อ่าน
274

         มาติดตามควันหลงในสัปดาห์ของวันเด็กแห่งชาติ กับประเด็นที่นับว่าเป็นปัญหาสำคัญ ซึ่งถือจุดเริ่มต้นของการดำเนินชีวิตของเด็ก นั่นก็คือเรื่องของ “พัฒนาการเด็กไทย” ที่มีงานวิจัยพบว่ายังมีปัญหาให้น่าติดตาม จำเป็นต้องมีการแก้ไขปัญหาให้สอดคล้องกับบริบทสังคม ท่ามกลางสภาพปัญหาที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว เพื่อก้าวทันวิกฤตปัญหาเด็ก และรองรับการเปลี่ยนแปลงของสังคมสอดรับกับทักษะเด็กในศตวรรษที่ 21 

 

 

 

ปัญหาพัฒนาการเด็กไทย

         ปัญหาพัฒนาการเด็กไทย เป็นประเด็นปัญหาที่ยังมีช่องว่างที่ไม่ได้ถูกให้ความสำคัญ ทั้งที่เป็นปัญหาสำคัญและเป็นจุดเริ่มต้นของพัฒนาการของชีวิต โดยพบว่า การพัฒนาเด็กปฐมวัยหรือเด็กวัย 0-8 ปี ซึ่งเป็นช่วงที่สมองกำลังมีการพัฒนาการในช่วง 3,000 วัน ที่ครอบคลุมถึงพัฒนาการทางร่างกาย อารมณ์ และจิตใจการพัฒนาความรู้ความเข้าใจและการเคลื่อนไหว ซึ่งหลักฐานทางวิทยาศาสตร์และประสาทวิทยาจากการวิจัยชี้ว่า เด็กที่ไม่ได้รับการแก้ไขพัฒนาการที่ผิดปกติตั้งแต่แรกจะเป็นภาระต่อสังคมในระยะยาวต่อไปด้วย ทั้งนี้ สถานการณ์ระดับสุขภาวะ การเรียนรู้ และพัฒนาการของเด็กปฐมวัยในไทยยังคงเป็นปัญหาอยู่มาก จากการสุ่มสำรวจ ปี 2560  พบว่า 1 ใน 4 ของเด็กทุกช่วงวัยมีพัฒนาการสงสัยว่าล่าช้า โดยพัฒนาการด้านที่ล่าช้าที่พบมากในเด็กปฐมวัย คือ พัฒนาการด้านภาษาและการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็ก ซึ่งมีความสัมพันธ์กับความฉลาดทางสติปัญญา[1]

         นอกจากนี้ ในปี 2559 ที่ผ่านมา สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) ได้สนับสนุนการวิจัยในโครงการพัฒนาและหาค่าเกณฑ์มาตรฐานเครื่องมือประเมินการคิดเชิงบริหารในเด็กปฐมวัย ซึ่งมีการเก็บข้อมูลเพื่อหาค่าเกณฑ์มาตรฐานการคิดเชิงบริหารของเด็กปฐมวัย ที่สุ่มตัวอย่างศูนย์พัฒนาเด็กเล็กทั่วทุกภาคของประเทศไทย ในเด็กอายุ 2-6 ปี จำนวน 2,965 คน ระหว่างเดือน เม.ย.58-ก.ค.59 พบว่า เด็กไทยวัย 2-6 ปีมีคะแนนพัฒนาการด้านการคิดเชิงบริหาร โดยรวมล่าช้ากว่าเกณฑ์เฉลี่ยเล็กน้อยไปจนถึงล่าช้ามาก ประมาณเกือบ 30% นอกจากนี้ ยังพบว่า เด็กวัย 2-6 ปีที่เริ่มมีปัญหาพฤติกรรมด้านการคิดเชิงบริหารมากกว่าเกณฑ์เฉลี่ยเล็กน้อยจนถึงมีปัญหาอย่างชัดเจน มีมากกว่า 30% เด็กที่มีปัญหาพัฒนาการด้านการคิดเชิงบริหาร จะสัมพันธ์ความยากลำบากในการควบคุมกำกับตนเอง หุนหันพลันแล่น ใจร้อน รอคอยไม่เป็น สมาธิสั้น วอกแวกง่าย และในระยะยาวอาจส่งผลเสียต่อการเรียน การทำงาน การอยู่ร่วมกับผู้อื่น รวมทั้งปัญหาอื่นๆ ตามมา เช่น หนีเรียน ก้าวร้าว ติดบุหรี่ ติดสุรา เกิดอุบัติเหตุทางรถยนต์ ติดพนัน ติดยาเสพติด การก่ออาชญากรรม ฯลฯ  ยิ่งไปกว่านั้นพฤติกรรมการคิดเชิงบริหารมีความเกี่ยวข้องกับโรคทางจิตเวช เช่น โรคซน สมาธิสั้น ย้ำคิดย้ำทำ ซึมเศร้า ประพฤติผิดปกติ-เกเรอันธพาล เป็นต้น[2]  

         นอกจากนี้ การเปลี่ยนแปลงของสังคมอาจจะส่งผลให้เกิดปัญหาต่างๆ กับเด็กและเยาวชน เช่น ปัญหาอาชญากรรมเด็ก ปัญหาความเครียดจากระบบการแข่งขันเพื่อเข้าสู่สถาบันการศึกษา ความยากจนและประสบการณ์เลวร้ายของเด็ก ความเสี่ยงของเด็กในโลกยุคดิจิทัล การเปลี่ยนแปลงสิ่งแวดล้อมก่อเกิดสารพิษรอบตัวเด็ก ตลอดจนความเหลื่อมล้ำทางสังคม และการแย่งชิงทรัพยากรโดยขาดความยุติธรรมทางสังคมเมือง ยังมีผลให้สถาบันครอบครัวอ่อนแอ และเป็นต้นเหตุของความรุนแรงในครอบครัว รวมถึงการหย่าร้าง เป็นต้น รวมถึงการแก้ปัญหาต่างๆ ของเด็ก ซึ่งรวมถึงปัญหาของ “เด็กชายขอบ เด็กพิเศษ เด็กนอกระบบการศึกษา เด็กยากจน เด็กเปราะบาง” ที่ปัญหาการเข้าถึงการศึกษาและประโยชน์ ตลอดจนสิทธิตามระบบสวัสดิการแห่งรัฐยังไม่เพียงพอ เกิดเป็นความเหลื่อมล้ำในสังคม

 

 

ทักษะเด็กไทยที่เหมาะสม เพื่อก้าวเข้าสู่ศตวรรษ 21

          จากสถานการณ์ปัญหาข้างต้น ประกอบกับสังคมไทยในปัจจุบันมีอัตราการเกิดต่ำ ส่งผลให้จำนวนประชากรลดน้อยลง รวมทั้งการเปลี่ยนแปลงของปัจจัยแวดล้อมที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพอย่างรวดเร็วและทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้นทั้งด้านเทคโนโลยี, การขยายตัวของเมือง, เศรษฐกิจ, ปัญหาคุณภาพทรัพยากร, ครอบครัว, สังคม ตลอดจนความไม่เท่าเทียม หรือภาวะสังคมที่มีการแข่งขันสูงนั้น “การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ให้มีคุณภาพ” จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งจะเป็นภูมิคุ้มกันอย่างดีของเด็กและเยาวชนที่จะเติบโตเป็นประชากรที่มีคุณภาพ รวมทั้งเป็นฐานสำคัญของการพัฒนาประเทศที่มั่นคงต่อไป โดยการเริ่มต้นตั้งแต่การดูแลแม่และเด็กที่อยู่ในครรภ์มารดา และการส่งเสริมพัฒนาการเด็กอย่างต่อเนื่องภายหลังคลอด ทั้งนี้ สมองของเด็กจะมีพัฒนาการที่ดีในช่วง 3,000 วัน หรือ 0-8 ขวบ ซึ่งครอบคลุมถึงพัฒนาการทางร่างกาย อารมณ์ และจิตใจ รวมถึงการพัฒนาความรู้ความเข้าใจและการเคลื่อนไหว นอกจากนี้ บริบทที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วดังกล่าว การแก้ไขปัญหาด้วยวิธีการแบบเดิมๆ นั้นอาจไม่ทันต่อสถานการณ์ปัญหาต่างๆ จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องนำเอา “การวิจัย” ซึ่งเป็นความรู้หรือนวัตกรรมใหม่ที่สอดคล้องกับบริบทสังคม และสภาพปัญหาที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วมาใช้ในการแก้ไขปัญหาและพัฒนาเด็กในศตวรรษหน้า

          สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) และ มหาวิทยาลัยมหิดล โดยสถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว ได้ตระหนักถึงความสำคัญของปัญหาสุขภาวะด้านพัฒนาการของเด็กและเยาวชนไทย จึงร่วมมือกันจัดทำบันทึกความร่วมมือดำเนินงานภายใต้ แผนงานวิจัยการปฏิรูปสุขภาวะและการพัฒนาเด็กในศตวรรษที่ 21” ภายใต้แนวคิด/เป้าหมาย ในการสร้างองค์ความรู้จากการวิจัย เพื่อก้าวทันวิกฤตปัญหาเด็ก และรองรับการเปลี่ยนแปลงของสังคมสอดรับกับทักษะเด็กในศตวรรษที่ 21 ที่ต้องมีความคิดสร้างสรรค์ มีความยืดหยุ่นปรับตัวได้ดี สามารถทำงานร่วมกับผู้อื่นได้ มีความยับยั้งชั่งใจ มีคุณธรรม และเป็นพลเมืองดีในสังคม และสอดคล้องตามยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ที่ได้ให้ความสำคัญกับการพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพคนเพื่อให้คนทุกช่วงวัยมีสุขภาวะที่ดี เรียนรู้ตลอดชีวิต รวมถึงเพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาไปพร้อมกัน[3]

 

 

รูปธรรมสำคัญจากงานวิจัยเพื่อการส่งเสริมพัฒนาการเด็กไทยที่น่าสนใจ

          การพัฒนาเด็กนั้นเป็นสิทธิที่เด็กไทยทุกๆ คนควรได้รับ ที่ผ่านมา สวรส. และ ม.มหิดล ได้ร่วมสร้างงานวิจัยเพื่อแก้ปัญหาเชิงระบบ รวมทั้งทำให้เกิดการนำไปปฏิบัติในระดับพื้นที่อย่างมีส่วนร่วม ตัวอย่างเช่น

          1) งานวิจัยเพื่อการปฏิรูปการเรียนรู้และการดูแลเด็กปฐมวัย

          สาระสำคัญ/เป้าหมายการวิจัยเพื่อส่งเสริมพัฒนาการเด็ก :

          1.1 โดยความร่วมมือของสถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัวและสถาบันชีววิทยาศาสตร์โมเลกุล แห่งมหาวิทยาลัยมหิดล (รศ.ดร. นวลจันทร์ จุฑาภักดีกุล; หัวหน้าโครงการ) โดยการสนับสนุนทุนวิจัยจากสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) และสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) เห็นว่าเรื่องของการคิดเชิงบริหารในเด็กปฐมวัย เป็นเรื่องสำคัญในการพัฒนาเด็ก ขณะที่ในไทยยังไม่มีแบบประเมินฉบับภาษาไทย จึงได้พัฒนาแบบประเมินพัฒนาการด้านการคิดเชิงบริหาร หรือ Executive Functions : EF ในเด็กก่อนวัยเรียน[4] ขึ้น ให้เหมาะสมกับบ้านเรา จนเกิดเป็นแบบประเมิน 2 ชิ้น คือ 1.แบบประเมินพัฒนาการด้านการคิดเชิงบริหาร (EF) ในเด็กก่อนวัยเรียน (MU.EF-101) และแบบประเมินปัญหาพฤติกรรมด้านการคิดเชิงบริหาร (EF) ในเด็กก่อนวัยเรียน (MU.EF-102) ที่สามารถนำไปใช้หาค่าเกณฑ์มาตรฐานของพัฒนาการด้าน EF ในเด็กปฐมวัยได้ จากนั้นได้มีการนำลงไปใช้เก็บข้อมูลกับกลุ่มเด็กตัวอย่างชายและหญิง จำนวน 2,965 คน จากทุกภาค เพื่อที่จะหาค่าเกณฑ์มาตรฐานของแบบประเมินทั้ง 2 ชุด ทั้งนี้ จากการทดสอบคุณภาพของเครื่องมือคัดกรองความบกพร่อง EF ในเด็กปฐมวัย จนเป็นที่น่าพอใจสามารถที่จะนำไปใช้ในงานวิจัยที่เป็นการทดสอบแบบ Pre-Test, Post-Test ได้ โดย สวรส. และ ม.มหิดล จึงได้มีการจัดอบรมการใช้แบบประเมินการพัฒนาด้านการคิดเชิงบริหารในเด็กปฐมวัย ให้กับครูปฐมวัยและผู้ดูแลเด็ก ในสังกัดกรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น จำนวน 200 คน เพื่อให้เกิดความเข้าใจหลักการประเมิน และนำไปใช้ติดตามพัฒนาการของเด็กในพื้นที่แล้ว และยังเป็นการสร้างเครือข่าย หาประสบการณ์ในการใช้พัฒนาเครื่องมือ อีกทั้งเป็นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันและกันระหว่างครูผู้ใช้กับทีมวิจัย

          เครื่องมือ/นวัตกรรม เพื่อส่งเสริมพัฒนาการเด็ก :

          โดยตัวอย่าง แบบประเมินพัฒนาการด้าน EF ฉบับภาษาไทย ที่ทีมวิจัยพัฒนาขึ้นมา มีตัวอย่างเนื้อหาดังนี้ แบบประเมินพัฒนาการด้านการคิดเชิงบริหาร (EF) ในเด็กก่อนวัยเรียน (MU.EF-101) ใช้สำหรับประเมินในเด็กอายุ 2-6 ขวบ มีคำถามทั้งหมด 32 ข้อ สำหรับให้ครูผู้ดูแลเด็ก/ครูอนุบาล ใช้ประเมินพฤติกรรมเด็กในชั้นเรียนที่รู้จักและคุ้นเคย แบ่งเป็นตัวบ่งชี้ถึงพัฒนาการด้านการยับยั้งพฤติกรรม เช่น เข้าคิวอดทนรอคอยได้ รู้จักรอที่จะพูดไม่พูดแทรกผู้อื่น เมื่อขัดแย้งกับเพื่อนไม่ใช้กำลังในการแก้ปัญหา เป็นต้น ตัวบ่งชี้ถึงพัฒนาการดานการเปลี่ยนหรือยืดหยุ่นทางความคิด เช่น เมื่อถูกเพื่อปฏิเสธที่จะเล่นหรือถูกแย่งของเล่นสามารถไปเล่นอย่างอื่นโดยไม่หงุดหงิด เป็นต้น ตัวบ่งชี้ถึงการควบคุมอารมณ์ เช่น เมื่อเจอปัญหาสามารถสงบสติอารมณ์หาทางแก้ปัญหาโดยไม่โวยวาย เมื่อผิดหวังเสียใจสามารถคืนอารมณ์หลังการปลอบโยนให้เป็นปกติในเวลาไม่นาน เป็นต้น และ ตัวบ่งชี้ถึงพัฒนาการด้านความจำขณะทำงาน เช่น การจำได้และไม่ทำผิดในเรื่องซ้ำเดิม สั่งงาน 2-3 อย่าง สามารถจำได้และปฏิบัติครบถ้วน เป็นต้น และตัวบ่งชี้พัฒนาการด้านการวางแผนจัดการ เช่น เก็บของเล่นเข้าที่เมื่อเล่นเสร็จไม่ทิ้งเกลื่อนกลาด รู้จักแก้ปัญหาเมื่อทำน้ำหกรู้จักเช็ด ทำงานเสร็จโดยไม่ติดกับรายละเอียดเล็กน้อยที่ไม่สำคัญมากเกินไป เป็นต้น โดยแบบประเมินข้างต้น ทางครูผู้ดูแลเด็กหรือครูอนุบาล จะนำใช้ไปสังเกตเด็กในชั้นเรียนตามหัวข้อ ว่ามีพัฒนาการด้านการคิดเชิงบริหาร เป็นไปตามวัยหรือไม่ หรือมีปัญหาพฤติกรรมด้านใดที่พบว่าบกพร่อง

          การใช้เครื่องมือ/และผลการส่งเสริมพัฒนาการเด็ก :

          โดยเมื่อมีการประเมินเป็นรายข้อแล้ว ผู้ประเมินจะทำการรวมคะแนนของแต่ละตัวบ่งชี้ มากำหนดจุดบนกราฟที่ตรงกับช่วงอายุและเพศของเด็ก ซึ่งค่าคะแนนและการแสดงของกราฟ ก็จะบ่งบอกได้ว่าพัฒนาการและพฤติกรรมด้านการคิดเชิงบริหารของเด็กอยู่ในระดับใด ตั้งแต่ระดับดีมากไปถึงควรปรับปรุง  ดังนั้น การที่ครูสามารถมองเด็กออกว่ามีปัญหาบกพร่องตรงจุดไหน ก็จะทำให้ครูสามารถแก้ไขปัญหาได้ตรงจุดมากขึ้น และสามารถออกแบบการเรียนการสอนให้สอดคล้องกับพัฒนาการของเด็กได้ นอกจากนี้ ครูยังสามารถใช้ตัวแบบประเมินเป็นเครื่องมือในการติดตามดูความก้าวหน้าดูพฤติกรรมของเด็กได้ เป็นระยะ เช่น 3 หรือ 6 เดือน/ครั้ง ทั้งหมดนี้ เป็นการพัฒนาในเรื่องของอารมณ์ สังคม บุคลิกภาพ การตัดสินใจถูกผิด ซึ่งมีความสำคัญกว่าการที่เราจะไปเร่งในเรื่องของการเรียน เขียน อ่านในช่วงขณะนั้น ฉะนั้นการปูพื้นฐานในเรื่องของพัฒนาการด้านการคิดเชิงบริหาร หรือ EF จะเป็นการสร้างความพร้อมทางด้านอารมณ์และสังคม เมื่อก้าวไปสู่การเรียนระดับประถมศึกษาเด็กก็จะมีความพร้อมในเรื่องการเรียนได้อย่างมีคุณภาพ

 

 

          1.2 โครงการวิจัยส่งเสริมและประเมินทักษะการคิดเชิงบริหาร (EF) ในเด็กปฐมวัยโดยครูผ่านกิจกรรมการเรียนรู้ในห้องเรียน

          การศึกษาครั้งนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมและประเมินทักษะ EF และพัฒนาการทั้งด้านร่างกาย ภาษา การเรียนรู้ปรับตัว และอารมณ์สังคม เด็กปฐมวัยในห้องเรียนโดยครู โดยจัดกิจกรรมอบรมเชิงปฎิบัติการให้ครูมีความรู้ความเข้าใจในทักษะ EF และพัฒนาการเด็ก (Child Development) ตระหนักเห็นความสำคัญของบทบาทตนเองในการนำความรู้ไปประเมิน ส่งเสริม และติดตาม EF และพัฒนาการเด็กเป็นระยะที่โรงเรียน รวมทั้งให้ความรู้กับพ่อแม่เพื่อส่งเสริมเด็กที่บ้านอีกทาง โดยศึกษานำร่องในเด็กปฐมวัยที่มีอายุระหว่าง 3-6 ปี จำนวน 136 คน ในศูนย์พัฒนาเด็กจังหวัดระยอง ในการประเมินประสิทธิผลการส่งเสริมเด็กในระยะเวลา 2 เดือน สรุปในภาพรวมพบว่าเด็กมีพัฒนาการสงสัยล่าช้าถึง 74.4 % และสมวัยเพียง 25.6% ส่วนหลังการส่งเสริมพบว่ามีเด็กมีพัฒนาการสมวัยเพิ่มขึ้นจาก 25.6% เป็น 53.3 % ซึ่งเพิ่มขึ้นหลังการส่งเสริม 27.7% ในเวลา 2 เดือน ส่วนผลด้านทักษะ EF ประเมินด้วยแบบประเมิน MU-EF 101 พบว่าเด็กมี EF ปกติ 62.6% และ ควรได้รับการส่งเสริมถึง 37.4% หลังการส่งเสริมเด็กมีทักษะ EF ในระดับปกติ เพิ่มขึ้นจาก48.4% เป็น 86.5% ซึ่งเพิ่มขึ้นหลังการส่งเสริมถึง 38.1% และมีทักษะ EF ด้านการยับยั้งชั่งใจดีขึ้น    

          1.3 การพัฒนาโปรแกรมส่งเสริมทักษะสมองการรู้คิดเชิงบริหาร EF (MU.EF.SI) ผ่านกิจกรรมบูรณาการประสาทสัมผัสในเด็กปฐมวัย

          การศึกษาครั้งนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาโปรแกรมส่งเสริมทักษะการคิดเชิงบริหารผ่านกิจกรรมบูรณาการประสาทสัมผัสจำนวน 20 กิจกรรม (MU-EF.SI) แก่เด็กปฐมวัยในช่วงอายุ 3-6 ปี จากการศึกษานำร่องในการใช้โปรแกรม MU-EF.SI ส่งเสริมเด็กเป็นระยะเวลา 8 สัปดาห์ (32 ชั่วโมง) และมีการประเมินทักษะการคิดเชิงบริหารทั้งก่อนและหลังการส่งเสริม พบว่าระดับพัฒนาการด้านการคิดเชิงบริหาร EF ในภาพรวมของเด็กในระดับดีมากเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 46.7 เป็นร้อยละ 70.2 และพบว่าพัฒนาการคิดเชิงบริหารรายด้าน ในด้านความจำขณะทำงานและพัฒนาการคิดเชิงบริหารด้านการวางแผนจัดการเพิ่มขึ้นเช่นกัน จึงมีแผนที่จะเผยแพร่โปรแกรมนี้ในวงกว้างแก่หน่วยงาน ครู และพ่อแม่ นำไปใช้ในการพัฒนา EF เด็กต่อไป

          2) งานวิจัยในกลุ่มเด็กเปราะบาง เด็กยากจน เด็กได้รับสารพิษ เด็กกลุ่มเสี่ยงอื่นๆ

          สาระสำคัญ/เป้าหมายการวิจัยเพื่อส่งเสริมพัฒนาการเด็ก :

         2.1 โครงการวิจัยเพื่อติดตามผลกระทบจากสารโลหะหนักในเขตอุตสาหกรรม และการฟื้นฟูภาวะบกพร่องทางสติปัญญา และการเรียนรู้ในเด็กประถมศึกษาปีที่ 4-6[5] เพื่อติดตามสถานการณ์ภาวะบกพร่องทางสติปัญญา กระบวนการรู้คิด และการเรียนรู้ ของเด็ก รวมทั้งศึกษาปัจจัยทางด้านครอบครัวและสังคมที่มีความสัมพันธ์กับภาวะบกพร่องดังกล่าว เพื่อนำไปสู่การฟื้นฟูภาวะบกพร่องทางสติปัญญาและการเรียนรู้ของเด็กโดยการมีส่วนร่วมของครู ในพื้นที่เสี่ยงอุตสาหกรรมโลหะหนักของจังหวัดพิจิตร พิษณุโลก และเพชรบูรณ์ โดยได้รับการสนับสนุนทุนวิจัย จาก สวรส.

         ผลตรวจพบที่สำคัญพบว่า หลังจากการตรวจประเมินระดับสารหนูในเด็กรอบแรกโดยคณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี ในปี 2559 และมีการยุติการดำเนินกิจการเหมืองทอง ต่อมาในปี 2562 การวิจัยได้ดำเนินการประเมินระดับสารหนูในเด็ก ป.4-ป.6 ไอคิว และความบกพร่องทางการเรียนรู้อีกครั้งในบริเวณพื้นที่เดิม พบว่า สัดส่วนของการมีสารหนูสูงกว่าปกติในร่างกายของกลุ่มเด็กนักเรียน ป.4-6 ของ 6 โรงเรียนเดิม ลดลงจาก 35.6 เหลือร้อยละ 4.5 (9 คน ใน 199 คน) หรือลดลง 12 เท่าตัว ลดลงมากทุกโรงเรียน ทุกชั้นปี และทุกเพศ ขณะที่เด็กที่มีไอคิวต่ำกว่าเกณฑ์ปกติพบ ร้อยละ 40.6 (86 คน ใน 212 คน) ไม่แตกต่างจากเดิม แต่เด็กที่ไอคิวมากกว่าหรือเท่ากับ 90 มีความบกพร่องทางการเรียนรู้ลดลงจากร้อยละ 40.6 เป็นร้อยละ 22.22 (28 คน ใน 126 คน)

 

 

          เครื่องมือ/นวัตกรรม เพื่อส่งเสริมพัฒนาการเด็ก : โครงการวิจัยนี้แบ่งออกเป็น 3 ระยะ ซึ่งระยะแรก คือการประเมินผลเด็กก่อนส่งเสริม (Pre-test) ใน 4 ด้าน คือ 1.ดัชนีชี้วัดทางสุขภาพ ชีวภาพ เช่น น้ำหนักส่วนสูง ปริมาณสารโลหะหนัก 2.พฤติกรรมของเด็กและครอบครัว 3.สติปัญญาและการเรียนรู้ของเด็ก และ 4.การดูแลตนเองด้านอนามัยสิ่งแวดล้อม

          การใช้เครื่องมือ/และผลการส่งเสริมพัฒนาการเด็ก : จากการประเมินเด็กในระยะทื่ 1 ทำให้ทราบปัญหาและเป้าหมายที่ชัดในการฟื้นฟูและส่งเสริมเด็ก ซึ่งเป็นเป้าสำคัญที่สุดของโครงการนี้

         โดยขณะนี้อยู่ในระยะที่ 2 (Promotion) คือ การฟื้นฟู ส่งเสริมเรียนรู้ และการดูแลตนเองด้านอนามัยสิ่งแวดล้อมในเด็กโดยการมีส่วนร่วมของโรงเรียนและครูในพื้นที่ เริ่มโดยการลงพื้นที่จัดอบรมติดปีกความรู้ให้กับครูทั้ง 6 โรงเรียน เริ่มจากการปรับทัศนคติให้ครูรับรู้ เข้าใจความบกพร่องของเด็ก เข้าถึงจิตใจเด็ก และตระหนักถึงบทบาทของตนเองในการสังเกต ประเมิน ความรู้ต่างๆ แล้วนำความรู้ที่ได้รับดังกล่าวไปส่งเสริมเด็กเริ่มตั้งแต่การกับเด็กสื่อสารอย่างเข้าใจ เทคนิคกระบวนการสอน การร่วมกับเด็กในการจัดทำสื่อ พัฒนาเด็กการเรียนรู้เด็กในห้องเรียนปกติทั้งแบบกลุ่มและรายบุคคล ทั้งทักษะการสะกด อ่าน และเข้าใจภาษาไทย และคณิตศาสตร์การคิดคำนวน และแนะนำพ่อแม่ต่อไป

         นอกจากนั้น ยังเป็นการสร้างเครือข่ายเพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ของครูทั้ง 6 โรงเรียน ในการส่งเสริมเด็กร่วมกัน เนื่องจากเด็กอาศัยในพื้นที่เสี่ยงจึงจัดทำคู่มือพร้อมสื่อการจัดกิจกรรมส่งเสริมทักษะการรู้เท่าทันสิ่งแวดล้อมแก่เด็ก เพื่อให้ครูนำไปส่งเสริมให้ความรู้แก่เด็กในการป้องกันตนเองจากสารพิษ, การลดความเสี่ยงจากการได้รับสัมผัสสารพิษ จากการปนเปื้อนทั้งทางน้ำและทางอากาศ ตัวอย่างวิธีการป้องกันตนเองจากสารพิษ เช่น ล้างผักผลไม้ก่อนรับประทานทุกครั้ง สวมใส่หน้ากากอนามัยเมื่อมีฝุ่นควันสารพิษ อาบน้ำชำระล้างร่างกายทุกครั้ง หลังกลับจากทำกิจกรรม ต่างๆนอกบ้าน ใส่เสื้อผ้าที่มิดชิด ดื่มน้ำที่มาจากขวดปิดสนิท หรือน้ำกรอง เป็นต้น ซึ่งหากเด็กมีความรู้สำหรับการป้องกันตนเองในเบื้องต้นได้อย่างถูกต้อง ย่อมช่วยหล่อหลอมจนเป็นลักษณะนิสัย และเกิดเป็นพฤติกรรมในการดูแลส่งเสริมสุขภาพ ที่ผ่านมาเด็กๆ สนุกกับการเรียนรู้ผ่านกิจกรรมและยังจะช่วยเผยแพร่ความรู้นี้แก่เด็กในโรงเรียน ครอบครัว และชุมชนอีกด้วย  ซึ่งเป็นการพัฒนาเด็กอย่างยั่งยืน

         ส่วนในระยะที่ 3 ที่เป็นระยะต่อไปนั้นคือการประเมินติดตามผลการส่งเสริม (Post-test)

         นอกจากนี้ จากรายงานการวิจัย พบว่าปัญหาความบกพร่องด้านสติปัญญาและการเรียนรู้ของเด็กอาจมีผลเกิดจากสารหนู แต่ยังมีปัจจัยอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น ปัญหาความยากจน เพราะการยุติการประกอบกิจการเหมืองไป ทำให้พ่อแม่เด็กขาดรายได้ทำให้ต้องไปทำงานไกลขึ้น ขาดความใกล้ชิดกับลูก เด็กจึงต้องถูกทิ้งให้อยู่กับปู่ย่าตายายมากขึ้น ที่ขาดความรู้ความเข้าใจในการเลี้ยงดูเด็ก นอกจากนั้นพบว่าเด็กทำกิจกรรมการเล่นสร้างสรรค์ลดลง แต่ไปอยู่กับโซเชียลมีเดีย เล่นมือถือมากเกินไป จึงเกิดความบกพร่องทางการเรียนรู้ได้เช่นกัน

         ดังนั้น หากจะมีการอนุญาตให้ประกอบกิจการเหมืองต่อในพื้นที่ รัฐบาลต้องทบทวนให้ดีว่าจะมีมาตรการที่ชัดเจนอย่างไรที่จะป้องกันสารพิษจากโลหะหนักกับเด็กและชุมชนโดยรอบอย่างมีประสิทธิภาพได้อย่างไรไม่ให้ผลกระทบหวนกลับมาอีก หรือเมื่อกลับมาควรจะต้องมีวิธีการควบคุมที่เข้มข้นยิ่งกว่าเดิม ส่วนเด็กๆ ที่ได้รับผลกระทบจากสารพิษก็ยังจำเป็นต้องได้รับการช่วยเหลือฟื้นฟูกันอยู่ต่อไปในระยะยาว  โดยสถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว และ สวรส. ยังคงมุ่งเป้าหมายในการเป็นหน่วยงานกลางทางวิชาการที่เน้นสร้างและขับเคลื่อนองค์ความรู้ไปใช้จริงในการพัฒนาเด็ก และครอบครัว ร่วมกับหน่วยงานทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐ เอกชน หน่วยงานท้องถิ่นด้านสาธารณสุขและการศึกษาให้มีมาตรการต่อเนื่องในการเฝ้าระวังและติดตามผลกระทบกับเด็กอย่างต่อเนื่องในระยะยาวเพื่อนำไปสู่การช่วยเหลือเด็กได้ทันท่วงทีเป็นการแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืนให้เด็กในวันนี้เติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพในอนาคต และยังสามารถเป็นรูปแบบในการขยายผลงานวิจัยในพื้นที่เสี่ยงอุตสาหกรรมอื่นๆ ซึ่งตรงกับยุทธศาสตร์ชาติที่เน้นการพัฒนาศักยภาพเด็กไทยทุกคนต่อไป

 

 

         2.2 ผลกระทบของสื่อดิจิทัลที่มีผลต่อพัฒนาการมนุษย์ในศตวรรษที่ 21 (ดร. นนทสรวง กลีบผึ้ง; ได้รับทุน สวรส.)

         ท่ามกลางยุคดิจิทัลในปัจจุบันที่สะดวกรวดเร็วนี้กลับยิ่งส่งผลให้ความผูกพันและความสัมพันธ์ภายในครอบครัวลดลง  เกิดความห่างเหินระหว่างมนุษย์  ปฏิสัมพันธ์ทางสังคมที่ลดน้อยถอยลงและความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์และเทคโนโลยีนี้เป็นส่วนหนึ่งของการนำไปสู่สถานการณ์ปัญหาทั้งทางด้านกระบวนการคิดและการจัดการอารมณ์ เช่น ความสามารถในการจดจ่อที่ลดลงหรือสมาธิสั้น ความวิตกกังวลที่เพิ่มสูงขึ้น ภาวะซึมเศร้า และการฆ่าตัวตาย (Maffey, G., Homans, H., Banks, K., Arts, K., 2015) ซึ่งปัญหาดังกล่าวปรากฏในรายงานวิจัยหลายชิ้น ดังนั้นงานวิจัยนี้จึงมีวัตถุประสงค์ ในการศึกษาปัจจัยที่เกี่ยวข้องอันจะนำไปสู่ผลกระทบต่อพฤติกรรมเสี่ยงในการใช้สื่อของเด็ก เช่น รูปแบบการเลี้ยงดูและความผูกพันในครอบครัว ความรู้ความสามารถของผู้ปกครองในการกำกับดูแลการใช้สื่อออนไลน์ของเด็กและพฤติกรรมเสี่ยงในการใช้สื่อออนไลน์ของเด็ก ซึ่งกำลังเป็นปัญหาสำคัญในปัจจุบัน ควบคู่กับประเมินทักษะ EF และพัฒนาการเด็ก ซึ่งสามารถนำไปใช้เป็นแนวทางในการให้ความรู้เกี่ยวกับการกำกับดูแลการใช้สื่อออนไลน์ของเด็กและแนวทางการเลี้ยงดูเด็กที่มีอายุระหว่าง 0-13 ปีในศตวรรษที่ 21 อย่างรู้เท่าทันสำหรับผู้ปกครอง ครู และบุคคลทั่วไป  ตลอดจนเป็นข้อมูลในการจัดทำเกณฑ์ระดับความปลอดภัยการใช้สื่อดิจิทัลในเด็ก  วางแผนส่งเสริมความรู้ด้านการเลี้ยงดูบุตรเพื่อลดพฤติกรรมการใช้สื่อที่ไม่เหมาะสมในเด็ก  กำหนดกฎหมายและนโยบายเกี่ยวกับป้องกันและคุ้มครองเด็กจากผลกระทบของสื่อดิจิทัล

         2.3 โครงการทีมบูรณาการสุขภาพ การพัฒนา และการคุ้มครองเด็ก เพื่อการสร้างเสริมสุขภาวะกลุ่มเด็กยากจนและมีความขาดแคลนแบบพหุปัจจัย (รศ.นพ.อดิศักดิ์ ผลิตผลการพิมพ์; ได้รับทุน สวรส.) จากการที่ประเทศไทย ปี 2558 รัฐได้มีการจัดตั้ง “โครงการอุดหนุนเงินเพื่อเลี้ยงดูเด็กแรกเกิด” เพื่อช่วยเหลือครอบครัวที่ยากจนโดยให้เงินอุดหนุนจำนวน 600 บาทต่อคน โดยเป็นโครงการที่ส่งเงินช่วยเหลือเข้าสู่ครอบครัวโดยตรง (cash transfer) โดยยังไม่มีการเชื่อมโยงข้อมูลสู่เครือข่ายด้านต่างๆเพื่อช่วยเหลือเด็กในภาวะความยากจนแบบบูรณาการ ทั้งที่ความยากจนในเด็กเป็นความขาดแคลนในหลายมิติ (multidimensional deprivation) ซึ่งนำไปสู่ความเสี่ยงทางสุขภาพในหลายด้าน ดังนั้นโครงการนี้จึงเป็นโครงการส่งเสริมเด็กแบบบูรณาการทั้งด้านสุขภาพ พัฒนาการ และการคุ้มครองเด็กในกลุ่มเด็กยากจน เพื่อนำไปสู่การพัฒนาเด็กรอบด้านต่อไป

         2.4 คลินิกพัฒนาการเด็กต้นแบบ และการศึกษาผลการส่งเสริมพัฒนาการเด็กออทิสติกด้วยโปรแกรมไทย (พญ. แก้วตา นพมณีจำรัสเลิศ; ได้รับทุน สวรส.) โดยวัตถุประสงค์การวิจัย

         1. เพื่อพัฒนารูปแบบ/แนวทางการส่งเสริมพัฒนาการเด็กออทิสติกด้วยโปรแกรมไทย (THAI Model) ในบริบทชุมชนต่างจังหวัดของประเทศไทย

         2. เพื่อศึกษาประสิทธิผลของการส่งเสริมพัฒนาการเด็กออทิสติกด้วยโปรแกรมไทย และทดลองใช้เครื่องมือคัดกรองเด็กออทิสติกในเด็กกลุ่มเสียงที่มีพัฒนาการสงสัยล่าช้า

         3. เพื่อศึกษาจุดแข็งของระบบสาธาณสุข และชุมชนของประเทศไทยในด้านการดูแลเด็กพิเศษ เด็กออทิสติก (Strength-based model) โดยเก็บข้อมูลเชิงคุณภาพในบริบทของสังคม วัฒนธรรมไทย

 

[1] แผนงานวิจัยการปฏิรูปสุขภาวะและการพัฒนาเด็กไทยในศตวรรษที่ 21, ปี 2562 โดยสถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว ม.มหิดล

[2] โครงการพัฒนาและหาค่าเกณฑ์มาตรฐานเครื่องมือประเมินการคิดเชิงบริหารในเด็กปฐมวัย, ปี 2560 โดยสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.)

[3] แผนยุทธศาสตร์สถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว ปี 2562-2665, ปี 2562 โดยสถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว ม.มหิดล

[4] โครงการพัฒนาและหาค่าเกณฑ์มาตรฐานเครื่องมือประเมินการคิดเชิงบริหารในเด็กปฐมวัย, ปี 2560 โดยสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.)

[5] โครงการวิจัยเพื่อติดตามผลกระทบจากสารโลหะหนักในเขตอุตสาหกรรม และการฟื้นฟูภาวะบกพร่องทางสติปัญญา และการเรียนรู้ในเด็กประถมศึกษาปีที่ 4-6, ปี 2562 โดยสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.)

แสดงความคิดเห็น

Filtered HTML

  • Web page addresses and e-mail addresses turn into links automatically.
  • HTML tags will be transformed to conform to HTML standards.

Plain text

  • No HTML tags allowed.
  • Web page addresses and e-mail addresses turn into links automatically.
  • Lines and paragraphs break automatically.