เทคนิคสร้างแรงจูงใจ เปลี่ยนพฤติกรรม สร้างสุขภาพดี ไม่มีโรค

หมวดหมู่กลาง 
เขียนโดย
thitima
เมื่อวันที่
2020-02-19 14:12
แท็ก 
เทคนิคสร้างแรงจูงใจ เปลี่ยนพฤติกรรม สร้างสุขภาพดี ไม่มีโรค
จำนวนผู้อ่าน
148

• NCD โรคพฤติกรรม “เสี่ยงตายแต่ป้องกันได้”
          โรค NCD หรือโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ที่นับวันจะมีผู้ป่วยเพิ่มมากขึ้น นอกจากนั้นในด้านสาธารณสุขหรือระบบสุขภาพของประเทศ พบว่า คนไทยเป็นโรค NCD ประมาณ 14 ล้านคน เสียชีวิตปีละเกือบ 300,000 คน และสถานการณ์มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง  ทั้งนี้ภาครัฐต้องเสียงบประมาณในการรักษาพยาบาลผู้ป่วยจากโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง 5 โรค ได้แก่ 1.โรคหัวใจและหลอดเลือด 2.โรคเบาหวาน 3.โรคความดันโลหิตสูง 4.โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง 5.โรคมะเร็ง มากถึง 335,359 ล้านบาท/ปี ส่งผลต่อเศรษฐกิจและการพัฒนาประเทศ จากการที่ประชากรต้องเสียชีวิตก่อนวัยอันควร
          จากข้อมูลการสำรวจสุขภาพและพฤติกรรมเสี่ยงของคนไทยอายุ 15 ปีขึ้นไป ในปี 2552  พบว่า ประชากรไทยเกือบ 1 ใน 3 มีภาวะน้ำหนักเกิน เป็นโรคอ้วน ร้อยละ 8.5 โดยเพศชายมีสัดส่วนผู้ที่เป็นโรคอ้วนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง   
          อย่างไรก็ตามแม้ว่าสถิติการป่วยและเสียชีวิตจากกลุ่มโรค NCD จะสูงมาก แต่กลุ่มโรค NCD เป็นโรคที่ สามารถป้องกันได้  เนื่องจากปัจจัยเสี่ยงหลักเกิดจากพฤติกรรมเสี่ยงของบุคคล  ซึ่งหากปรับเปลี่ยนพฤติกรรมได้ จะลดโอกาสเสี่ยงในการเป็นโรค NCD ได้มากถึงร้อยละ 80 ลดโอกาสการเป็นโรคมะเร็งได้ร้อยละ 40 โรคหลอดเลือดสมองและหัวใจ และโรคเบาหวาน ได้ถึงร้อยละ 80  

• โรคร้ายยังคงอยู่เพราะ 5 เรื่องที่รู้ - แค่ได้ดู ไม่เปลี่ยนพฤติกรรม
          1. สูบบุหรี่ : ยิ่งสูบยิ่งเสี่ยง การสูบบุหรี่ 1-5 มวนต่อวัน เสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจตีบตัน อย่างน้อย 1.5 เท่า
          2. รับประทานอาหาร หวาน มัน เค็ม : เป็นการบริโภคที่ไม่เหมาะสม รวมทั้งการรับประทานมากเกินไป ร่างกายจะเปลี่ยนเป็นไขมันสะสมตามส่วนต่างๆ         
          3. ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ : คนไทยดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นอันดับที่ 40 ของโลก โดยเฉพาะเหล้ากลั่น ดื่มมากเป็นอันดับ 5 ของโลก โดยมีปริมาณ 13.59 ลิตร/คน/ปี
          4. ความเครียด : ส่งผลให้ภูมิคุ้มกันลดลง และความเครียดจากภาวะซึมเศร้าเป็นปัจจัยเสี่ยงของโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ
          5.ขาดการออกกำลังกาย : จากการสำรวจปี 2553 จากประชากร 47.7 ล้านคน พบว่า 65.7% ของประชากร ออกกำลังกายไม่เพียงพอ
          * ข้อมูลจาก แนวทางลดเสี่ยง เลี่ยงโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง , สำนักโรคไม่ติดต่อ กรมควบคุมโรค

• งานวิจัยเติมเต็มความรู้ - หนุนสร้างแรงจูงใจเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ
          “งานวิจัยเรื่องการประเมินการใช้เทคนิคการสร้างแรงจูงใจในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพในผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง เขตสุขภาพที่ 2” หนึ่งในงานวิจัยของสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) ที่ให้ความสำคัญกับการลดอัตราผู้ป่วยและผู้เสียชีวิตจากโรค NCD ตั้งแต่ต้นทางและการสร้างพฤติกรรมที่ยั่งยืน โดยประเมินการใช้เทคนิคการสร้างแรงจูงใจในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพในผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ในพื้นที่เขตสุขภาพที่ 2 เพื่อใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาสมรรถนะการใช้เทคนิคการสร้างแรงจูงใจฯ ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
**พื้นที่เขตสุขภาพที่ 2 ประกอบด้วย อุตรดิตถ์ พิษณุโลก ตาก สุโขทัย เพชรบูรณ์ และมีหน่วยบริการสุขภาพ 3 ระดับคือ โรงพยาบาลศูนย์หรือโรงพยาบาลทั่วไป  โรงพยาบาลชุมชน  และโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล

• เทคนิค MI สร้างแรงจูงใจเปลี่ยนพฤติกรรม
          การใช้เทคนิค MI (Motivational Interviewing) หรือเรียกว่าเทคนิคการสร้างแรงจูงใจในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ เป็นเทคนิคการสนทนาสร้างแรงจูงใจ (Motivational Interviewing) คิดค้นโดย Miller & Rollick เพื่อใช้ในการบำบัดผู้ดื่มสุรา โดยเน้นการสร้างแรงจูงใจเพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่มีหลักการสำคัญคือ
          1. การสร้างความร่วมมือมากกว่าการเผชิญหน้าหรือเป็นคนละพวก
          2. การดึงความต้องการและความตั้งใจมาจากผู้รับการปรึกษามากกว่าการแนะนำสั่งสอน
          3. การสร้างความรู้สึกถึงความเป็นไปได้และทำได้ด้วยตนเอง มากกว่าการเชื่อฟังและทำตาม
          โดยใช้ MI ในกลุ่มเสี่ยง จะช่วยป้องกันหรือลดอัตราการป่วยใหม่จากโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง และช่วยให้ควบคุมการดำเนินของโรคและลดอัตราการเกิดภาวะแทรกซ้อนได้  โดยผลลัพธ์การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในกลุ่มเสี่ยงดีกว่ากลุ่มป่วย และในโรคความดันโลหิตสูงดีกว่าโรคเบาหวาน 

• ปัญหา-อุปสรรค-การสนับสนุน
ปัญหา-อุปสรรค การใช้เทคนิค MI
          1) บุคลากรไม่เพียงพอกับปริมาณภาระงาน ร้อยละ 62.9
          2) บุคลากรขาดทักษะการใช้เทคนิค MI ร้อยละ 56.1
          3) ผู้ป่วยไม่ให้ความร่วมมือในการใช้เทคนิค MI ร้อยละ 46.1
          4) ไม่มีงบประมาณดำเนินการ ร้อยละ 40.9
          5) ผู้บริหารไม่เห็นความสำคัญในการใช้เทคนิค MI ร้อยละ 14.3
ความต้องการการสนับสนุน  
          1) สนับสนุนบุคลากรที่ปฏิบัติงานรับผิดชอบการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ร้อยละ 66.3
          2) งบประมาณดำเนินการ ร้อยละ 58.5
          3) นโยบายสนับสนุนการดำเนินงาน ร้อยละ 44.0

• ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย สู่การพัฒนาระบบสุขภาพ
ผู้บริหารเขตสุขภาพที่ 2 ควรให้การสนับสนุนการพัฒนาระบบการใช้เทคนิค MI ในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ  ดังนี้
          1. กำหนดเป็นนโยบายหลัก พร้อมกำหนดตัวชี้วัดในการติดตามและประเมินผลอย่างชัดเจน  
          2. กำหนดรูปแบบการใช้เทคนิค MI ที่ชัดเจน โดยให้บุคลากรระดับปฏิบัติมีส่วนร่วมในการออกแบบและกำหนดรูปแบบการดำเนินงาน เพื่อให้สอดคล้องกับบริบทของแต่ละหน่วยบริการสุขภาพ
          3. ควรมีการพัฒนาทักษะการใช้ MI และจัดทำคู่มือสำหรับใช้ในการดำเนินงาน โดยออกแบบระบบและเครื่องมือต่างๆ ที่มุ่งเน้นความเรียบง่ายและไม่เพิ่มภาระงานให้กับผู้ปฏิบัติ
          4. สนับสนุนทีมพี่เลี้ยงที่มีความเชี่ยวชาญในการใช้ MI เพื่อให้คำปรึกษากับผู้ปฏิบัติในพื้นที่
          5. สนับสนุนบุคลากร อาทิ การสร้างแรงจูงใจแก่ผู้ปฏิบัติงาน สนับสนุนงบประมาณในการดำเนินงาน ทั้งนี้เป็นไปตามความเหมาะสมหรือความเป็นไปได้ในระดับการบริหารจัดการเขตสุขภาพ
ทั้งนี้เขตสุขภาพในพื้นที่อื่นๆ สามารถนำข้อมูลจากงานวิจัยไปปรับใช้กับการดำเนินการป้องกันและดูแลผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง เพื่อให้เกิดการพัฒนาระบบสุขภาพที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ข้อมูลจาก
1) งานวิจัยการประเมินการใช้เทคนิคการสร้างแรงจูงใจในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพในผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง เขตสุขภาพที่ 2 , สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข
2) แนวทางลดเสี่ยง เลี่ยงโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง , สำนักโรคไม่ติดต่อ กรมควบคุมโรค

แสดงความคิดเห็น

Filtered HTML

  • Web page addresses and e-mail addresses turn into links automatically.
  • HTML tags will be transformed to conform to HTML standards.

Plain text

  • No HTML tags allowed.
  • Web page addresses and e-mail addresses turn into links automatically.
  • Lines and paragraphs break automatically.