ปัญหาพัฒนาการ สู่แนวทางพัฒนาเด็กไทยในศตวรรษที่ 21

หมวดหมู่กลาง 
เขียนโดย
thitima
เมื่อวันที่
2020-01-20 13:30
แท็ก 
ปัญหาพัฒนาการ สู่แนวทางพัฒนาเด็กไทยในศตวรรษที่ 21
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง
เมื่อวันที่ 17 ก.พ.2563 ที่ผ่านมา สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) และสถาบันรับรองคุณภาพสถานพยาบาล (องค์การมหาชน) (สรพ.) นำโดย ผศ.ดร.จรวยพร ศรีศศลักษณ์ ผู้จัดการงานวิจัยอาวุโส ผู้แทนผู้อำนวยการ สวรส. นพ.ประทีป ธนกิจเจริญ เลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ นพ.กิตตินันท์ อนรรฆมณี ผู้อำนวยการ สรพ. และคณะผู้บริหาร พร้อมบุคลากรทั้ง 3 หน่วยงาน ร่วมประกาศเจตนารมณ์ต่อต้านการทุจริตในองค์กร ภายใต้โครงการป้องกันการทุจริตประพฤติมิชอบและส่งเสริมคุณธรรม ประจำปี 2563
จำนวนผู้อ่าน
18

          ยุทธศาสตร์การศึกษาของชาติเน้นการพัฒนาศักยภาพเด็กไทยทุกคนให้มีทักษะในศตวรรษที่ 21 ซึ่งสิ่งที่เด็กต้องมีคือ มีความรู้พื้นฐานที่ใช้ในชีวิตประจำวัน มีสมรรถนะขีดความสามารถในการจัดการกับปัญหาที่ซับซ้อน และสามารถรับมือกับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงได้ รวมทั้งมีทักษะสมองการคิดวิเคราะห์ การสื่อสาร การทำงานเป็นทีมร่วมกับผู้อื่น และความคิดสร้างสรรค์ โดยหมายรวมไปถึงเด็กในพื้นที่เสี่ยงผลกระทบจากโลหะหนักที่ปนเปื้อนไปกับอาหารและน้ำดื่มจากห่วงโซ่อาหารในสิ่งแวดล้อมทั้งทางดิน น้ำ และอากาศ เช่นพื้นที่อุตสาหกรรม มักส่งผลทำให้เกิดปัญหาสุขภาพ หรือภาวะการเจ็บป่วยหรือโรคเรื้อรัง (กรมอนามัย และกรมควบคุมโรค, 2558)  ทั้งนี้ในปี 2558 สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ ได้รับการร้องเรียนจากประชาชนในพื้นที่รอยต่อ 3 จังหวัดรอบๆ การประกอบกิจการเหมืองทอง ได้แก่ จังหวัดพิษณุโลก พิจิตร และเพชรบูรณ์ ต่อมาได้ทำการตรวจพบสารหนูในร่างกายของเด็กและผู้ใหญ่ในปริมาณสูง ในปี 2559 คณะรัฐบาลมีมติให้ยุติการประกอบกิจการเหมืองทอง และให้กระทรวงสาธารณสุขและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้การดูแลสุขภาพประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ ศูนย์วิจัยเพื่อสร้างเสริมความปลอดภัยในเด็ก คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี ได้ร่วมกับสำนักโรคจากการประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อม กระทรวงสาธารณสุข ทำการประเมินภาวะสารหนู ระดับสติปัญญาหรือไอคิว และภาวะการบกพร่องทางการเรียนรู้ในเด็กนักเรียน ประถมศึกษาปีที่ 4-6 ของ 6 โรงเรียน ที่อยู่ในพื้นที่รอบๆ เหมือง พบว่า ร้อยละ 35.6 (73 คน ใน 205 คน) มีสารหนูในร่างกายสูงกว่าปกติ (≥ 35 μg As/L) ร้อยละ 38.4 (83 คน ใน 216 คน)  มีไอคิวต่ำกว่า 90 ในเด็กที่ไอคิวมากกว่าหรือเท่ากับ 90 มีความบกพร่องทางการเรียนรู้ ร้อยละ 40.6 (86 ใน 212 คน) มีการศึกษาในต่างประเทศพบว่า เด็กเมื่อได้รับสารหนูเข้าสู่ร่างกายจะส่งผลให้มีไอคิวต่ำลง ในเด็กที่ไอคิวปกติยังพบว่าสารหนูมีผลต่อสมองก่อให้เกิดความบกพร่องทางการเรียนรู้ได้

          โครงการวิจัยเพื่อติดตามผลกระทบจากสารอาร์เซนิก แมงกานีส ไซยาไนด์ และฟื้นฟูภาวะบกพร่องทางสติปัญญา กระบวนการรู้คิด และการเรียนรู้ในเด็กประถมศึกษาปีที่ 4 – 6 จึงติดตามสถานการณ์ภาวะบกพร่องทางสติปัญญา กระบวนการรู้คิด และการเรียนรู้ของเด็ก รวมทั้งศึกษาปัจจัยทางด้านครอบครัวและสังคมที่มีความสัมพันธ์กับภาวะพร่องดังกล่าว ซึ่งจากการศึกษาติดตามผลกระทบในปี พ.ศ. 2562 ในพื้นที่เสี่ยงอุตสาหกรรมหนักของจังหวัดพิจิตร พิษณุโลก และเพชรบูรณ์ ในเด็กวัยเรียนอายุ 8 - 13 ปี จำนวน 199 คน พบว่ากลุ่มเด็กดังกล่าวมีการรับสัมผัสสารหนูอนินทรีย์ในปัสสาวะมากกว่าเกณฑ์ปกติ (≥ 35 μg As/L) ลดลงจากร้อยละ 35.6 เหลือร้อยละ 4.5 (9 ใน 199 คน) ซึ่งลดลงเกือบ 12 เท่าตัว ทั้งเด็กชายและเด็กหญิง ทุกระดับชั้น และในทุกโรงเรียน และสัดส่วนความเสี่ยงของเด็กที่มีระดับสารหนูสูง ลดลงทุกระดับชั้น (ป.4 - ป.6) เมื่อเปรียบเทียบปี 2559 และปี 2562 ขณะที่เด็กที่มีไอคิวต่ำกว่าเกณฑ์ปกติพบ ร้อยละ 40.6 (86 คน ใน 212 คน) ไม่แตกต่างจากเดิม แต่เด็กที่ไอคิวมากกว่าหรือเท่ากับ 90 มีความบกพร่องทางการเรียนรู้ลดลงจากร้อยละ 40.6 เป็นร้อยละ 22.22 (28 คน ใน 126 คน)  นอกจากนี้ปัญหาความบกพร่องด้านสติปัญญาและการเรียนรู้ของเด็กอาจมีผลเกิดจากสารหนู แต่ยังมีปัจจัยอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น ปัญหาความยากจน เพราะการยุติการประกอบกิจการเหมืองแร่ ส่งผลให้พ่อแม่เด็กขาดรายได้ ทำให้ต้องไปทำงานไกลขึ้น ขาดความใกล้ชิดกับลูก เด็กจำเป็นต้องอยู่กับปู่ย่าตายายมากขึ้น รวมถึงเด็กทำกิจกรรมการเล่นเชิงสร้างสรรค์ลดลง แต่ไปอยู่กับโซเชียลมีเดีย เล่นมือถือมากเกินไป จึงเกิดความบกพร่องทางการเรียนรู้ได้เช่นกัน ซึ่งในส่วนของเด็กที่ได้รับผลกระทบจากสารพิษก็ยังจำเป็นต้องได้รับการช่วยเหลือฟื้นฟูต่อไปในระยะยาว ควบคู่กับการขับเคลื่อนและดำเนินงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น การตรวจสอบระดับสารหนูในสภาพแวดล้อมอย่างสม่ำเสมอ และมีการรายงานผลแก่สาธารณะให้รับรู้ข้อมูลได้โดยง่าย ชัดเจน  การจัดสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยสำหรับเด็กจากสารพิษต่างๆ การจัดหาพื้นที่เล่น/เรียนรู้ในชุมชนแก่เด็กและครอบครัวที่เอื้อต่อการพัฒนาทักษะสติปัญญา  การเรียนรู้และรู้เท่าทันตนเองในการดูแลป้องกันตัวเองในสิ่งแวดล้อม/สารพิษในพื้นที่ที่อาศัยอยู่  การพัฒนาศักยภาพพ่อแม่โดยให้ความรู้ความเข้าใจในการเลี้ยงดูเด็กที่ถูกต้อง  การพัฒนาศักยภาพครูในการพัฒนาทักษะสติปัญญา การเรียนรู้และรู้เท่าทันตนเองของเด็ก  การดำเนินนโยบายเฝ้าระวังเพื่อลดความเสี่ยง โดยมีการประเมินผลกระทบจากการรับสัมผัสสารโลหะหนักในเด็กอย่างต่อเนื่อง  ควรมีการเฝ้าระวังและค้นหาแหล่งกำเนิดของสารหนูอนินทรีย์และสารพิษอื่นๆ ในสิ่งแวดล้อม  หน่วยงานทางด้านการศึกษาในพื้นที่ควรมีการประเมินทักษะสติปัญญาการเรียนรู้ของเด็กเป็นระยะอย่างต่อเนื่อง ตลอดจนการพัฒนาระบบและกลไกการทำงานบูรณาการร่วมกันระหว่างครอบครัว ชุมชน โรงเรียน หน่วยงานด้านสาธารณสุขและหน่วยงานด้านการศึกษาในพื้นที่

งานวิจัย : โครงการวิจัยเพื่อติดตามผลกระทบจากสารอาร์เซนิก แมงกานีส ไซยาไนด์ และฟื้นฟูภาวะบกพร่องทางสติปัญญา กระบวนการรู้คิด และการเรียนรู้ในเด็กประถมศึกษาปีที่ 4 - 6
นักวิจัยหลัก : รศ.นพ.อดิศักดิ์  ผลิตผลการพิมพ์  สถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว มหาวิทยาลัยมหิดล

แสดงความคิดเห็น

Filtered HTML

  • Web page addresses and e-mail addresses turn into links automatically.
  • HTML tags will be transformed to conform to HTML standards.

Plain text

  • No HTML tags allowed.
  • Web page addresses and e-mail addresses turn into links automatically.
  • Lines and paragraphs break automatically.