จุดประเด็นครั้งที่แล้ว ผมได้เกริ่นให้ทราบถึงทิศทางการวิจัยเพื่อพัฒนาระบบบริการสุขภาพ ซึ่งจริงๆ แล้ว การวิจัยเรื่องระบบบริการสุขภาพ (health service research) เป็นเพียงส่วนหนึ่งของการวิจัยระบบสุขภาพ (health systems research) เท่านั้น การพัฒนาข้อเสนอทิศทางการวิจัยระบบสุขภาพจึงเป็นเรื่องใหญ่และท้าทายอย่างยิ่ง หากเราไม่ได้มองวัตถุประสงค์ของการวิจัย เพียงเพื่อให้ได้ความรู้ (knowledge) แต่มีเป้าหมายมากกว่านั้นคือ ความรู้นั้นต้องสามารถใช้เพื่อพัฒนา (development) ให้ประชาชนมีชีวิตที่ดีขึ้นด้วย การกำหนดประเด็นวิจัยจากความรู้ที่ขาดหายไป (knowledge gap) โดยไม่เชื่อมโยงกับประเด็นหรือเป้าหมายการพัฒนา จึงอาจเป็นการลงทุนที่ไม่เกิดประโยชน์สูงสุด ประเด็นหรือเป้าหมายการพัฒนาระบบสุขภาพนั้น เราอาจใช้แผนพัฒนาสุขภาพแห่งชาติเป็นกรอบอ้างอิง แต่แผนฯ ดังกล่าวมีข้อจำกัดที่ขาดการมีส่วนร่วมของภาคส่วนต่างๆ อย่างเพียงพอ จนกระทั่งล่าสุด เรามี พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2550(download) และมีการจัดทำธรรมนูญว่าด้วยระบบสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2552(download) ขึ้นตามมาตรา 47 ของ พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ ด้วยการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนอย่างเต็มที่ จึงเริ่มมีการใช้ธรรมนูญฯ เป็นกรอบกำหนดเป้าหมายและยุทธศาสตร์การพัฒนา และแน่นอนกำหนดประเด็นงานวิจัยระบบสุขภาพด้วย มาตรา 47 ของ พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาตินั้น กำหนดให้ธรรมนูญว่าด้วยระบบสุขภาพแห่งชาตินั้นต้องมีสาระสำคัญอย่างน้อยใน 12 ประเด็น (ดู พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ) ซึ่งธรรมนูญฯ นั้นได้จัดทำขึ้นอย่างสอดคล้องกัน แต่แบ่งแต่ละประเด็นออกเป็นอีก 3 ส่วนย่อยๆ คือ ประเด็นหลักการ เป้าหมาย และมาตรการ และมีข้อย่อยรวมทั้งสิ้น 111 ข้อ (ดูธรรมนูญฯ) ความยากของเรื่องนี้คือ จะใช้ประเด็นเหล่านี้ (12 ประเด็นหลักและ 111 ข้อย่อยในธรรมนูญฯ) มากำหนดทิศทางการวิจัยระบบสุขภาพได้อย่างไร คณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (คสช.) ได้แต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นมา 1 คณะโดยมี ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช เป็นประธาน และผู้อำนวยการสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุขเป็นเลขานุการ เพื่อมาทำหน้าที่นี้ คือ การเป็นกลไกพัฒนายุทธศาสตร์การวิจัยระบบสุขภาพเพื่อสนับสนุนธรรมนูญฯ ความคืบหน้าการพัฒนายุทธศาสตร์ดังกล่าวมีหลายประเด็นที่น่าสนใจ 1.ทางเลือกระหว่างการพัฒนาประเด็นงานวิจัยที่สำคัญ (priority research agenda) กับการพัฒนากลไกบริหารจัดการงานวิจัย (research management mechanism) ระยะแรกทีมงานให้น้ำหนักกับการกำหนดประเด็นงานวิจัยที่สำคัญอย่างมาก และพบอุปสรรคมากพอสมควร จนต่อมา Prof. Andrew Green จาก University of Leeds ซึ่งมาเป็นที่ปรึกษาระยะสั้นให้ สวรส. แนะนำว่า จริงๆ แล้วการให้ความสำคัญกับประเด็นงานวิจัยที่สำคัญมากเกินไปอาจไม่ใช่ทางออก เพราะประเด็นงานวิจัยที่สำคัญมีการเปลี่ยนแปลงตลอด เราอาจต้องให้ความสำคัญกับการพัฒนากลไกการจัดการงานวิจัย (ซึ่งรวมถึงกลไกการจัดลำดับความสำคัญประเด็นงานวิจัย) ไปพร้อมๆ กันด้วย 2.การจัดกลุ่มประเด็นวิจัยที่สำคัญ ทีมงานเริ่มต้นจากการจัดกลุ่มประเด็นต่างๆ ใหม่ เพื่อให้ง่ายต่อการพัฒนาและทำให้การเชื่อมโยงระหว่างประเด็นง่ายขึ้น เรื่องการจัดกลุ่มประเด็นวิจัยระบบสุขภาพนั้น จะเห็นความหลากหลายค่อนข้างมาก องค์การอนามัยโลกแบ่งองค์ประกอบย่อยระบบสุขภาพเป็น 6 กลุ่ม แต่ก็โน้มเอียงที่จะมองระบบสุขภาพเหลือเพียงระบบบริการสุขภาพเท่านั้น ทีมงานได้ทดลองจัดกลุ่มใหม่โดยแบ่งเป็น 6 กลุ่มหลัก ซึ่งแต่ละกลุ่มประกอบด้วย 3 มิติย่อย แสดงดังแผนภูมิ
3.การกำหนดประเด็นวิจัยที่สำคัญ เมื่อได้จัดกลุ่มประเด็นวิจัยคร่าวๆ แล้ว สิ่งที่ทีมงานดำเนินการต่อคือ การทบทวนความรู้ที่มีตามกลุ่มประเด็นต่างๆ และกำหนดประเด็นวิจัยที่สำคัญ โดยใช้ทั้งการทบทวนวรรณกรรมและการประชุมกลุ่มผู้เชี่ยวชาญ ขั้นตอนนี้ทีมงานได้มาถึงข้อสรุปที่สำคัญเพิ่มเติม คือ
- ประเด็นวิจัยที่สำคัญในระดับจุลภาค (micro-level) ความพยายามกำหนดประเด็นวิจัยในระดับนี้อาจเกินความจำเป็น เนื่องจากปัญหาแต่ละพื้นที่มีความหลากหลายแตกต่างกันอย่างมาก สิ่งที่ควรทำคือ การพัฒนากลไกการจัดการความรู้ในระดับพื้นที่ขึ้น ใช้รูปแบบการวิจัยเชิงปฏิบัติการ (action research) เป็นเครื่องมือในการพัฒนา ด้วยการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในพื้นที่ - ประเด็นวิจัยที่สำคัญในระดับมหภาค (macro-level) การกำหนดประเด็นวิจัยในระดับนี้มีความสำคัญ เพราะเป็นประเด็นที่มีผลกระทบต่อระบบในวงกว้าง
* กรุณากรอกอักษรตามที่ปรากฏ (ตัวอักษรตัวใหญ่ตัวเล็กมีผล)