ประวัติ
โครงสร้างองค์กร
แผนยุทธศาสตร์
มติการประชุมบอร์ด
โครงการที่กำลังดำเนินการ
โครงการที่ดำเนินการแล้ว
ค้นหาจากเว็บทั่วโลก
ค้นหาจาก www.hsri.or.th
รวมงานวิจัย สวรส. กว่า 1,000 เรื่องในรูปของ
ไฟล์ PDFเผยแพร่สู่ผู้ใช้ผ่านทางเว็บไซต์ห้องสมุด
ข้อมูลงานวิจัยและนักวิจัยด้านระบบสุขภาพของ
ประเทศไทย(เครือข่ายวิจัยกระทรวง
สาธารณสุขและมหาวิทยาลัย)
ข้อมูลและสารตัวอย่างที่จัดเก็บโดยเครือข่าย
สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข
แนวทางการขอใช้ข้อมูลสารตัวอย่าง
แบบฟอร์ม1
แบบฟอร์ม2
แบบฟอร์ม3
สถาบันพัฒนาและรับรอง
คุณภาพโรงพยาบาล (พรพ.)
สำนักงานกลางสารสนเทศ
บริการสุขภาพ (สกส.)
สำนักงานวิจัยเพื่อการพัฒนา
หลักประกันสุขภาพไทย (สวปก.)
สถาบันพัฒนาการคุ้มครอง
การวิจัยในมนุษย์ (สคม.)
แผนงานพัฒนาระบบตรวจสอบ
การเบิกจ่ายเงินค่ารักษาพยาบาล
สวรส. ร่วมกับธนาคารโลก ประเมินสถานการณ์การกระจายอำนาจ
เมื่อวันที่ 7 เมษายน 2552
เวลา 13.00 น.
สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.)
จัดประชุม
ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกับการกระจายอำนาจด้านสุขภาพในประเทศไทย
โดยมีผู้เข้าร่วมประชุมประมาณ 30 ท่าน อาทิ ผู้แทนจากกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงมหาดไทย กรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น นายกองค์การบริหารส่วนตำบล ปลัดองค์การบริหารส่วนตำบล ผู้อำนวยการโรงพยาบาล นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด สาธารณสุขอำเภอ หัวหน้าสถานีอนามัย รวมถึงผู้แทนจากองค์การอนามัยโลก (WHO), UNAIDS, UNDP, World Bank
การประชุมดังกล่าว เป็นการนำเสนอผลการศึกษาการประเมินอย่างเร่งด่วนเกี่ยวกับสถานการณ์การกระจายอำนาจในรูปแบบการถ่ายโอนสถานีอนามัยไปองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและการนำโรงพยาบาลออกนอกระบบ โดยทีมประเมินได้แก่
Loraine Hawkins
ที่ปรึกษาด้านนโยบายสุขภาพ ธนาคารโลก(World Bank),
ดร.สุทยุต โอสรประสพ
นักวิชาการ ธนาคารโลก(World Bank) และ
ผศ.ดร.จรวยพร ศรีศศลักษณ์
ผู้จัดการงานวิจัย สวรส. ทำการ
ศึกษาและสัมภาษณ์เชิงลึกผู้เกี่ยวข้อง ใน 6 จังหวัดได้แก่ จังหวัดอุดรธานี เชียงใหม่ ภูเก็ต นครศรีธรรมราช สมุทรสาคร และสมุทรสงคราม
ระหว่างวันที่ 18 มีนาคม – 3 เมษายน 2552 กลุ่มตัวอย่างได้แก่ สถานีอนามัยที่ได้ถ่ายโอน 5 แห่ง ที่ยังไม่ได้ถ่ายโอน 5 แห่ง โรงพยาบาลนอกระบบ 1 แห่ง โรงพยาบาลเอกชน 1 แห่ง โรงพยาบาลเทศบาล 1 แห่ง
พบว่า การถ่ายโอนสถานีอนามัยบรรลุวัตถุประสงค์ของการกระจายอำนาจด้านสุขภาพระดับหนึ่ง
กล่าวคือ
1) การตัดสินใจของสถานีอนามัยในเรื่องต่างๆ ได้รวดเร็วขึ้น
สามารถมีความคิดริเริ่มได้มากขึ้น แสดงถึงการมีความยืดหยุ่นในการบริหารจัดการ อย่างไรก็ดี ยังมีประเด็นเรื่องกฎหมาย กฎระเบียบ โดยเฉพาะเรื่องการเงินที่ยังต้องได้รับการแก้ไข
2) การมีส่วนร่วมของภาคประชาชนมากขึ้น
โดยพบว่า นายก อบต. และสภา อบต. มีความกระตือรือร้นที่จะทราบความต้องการของชุมชน ด้านสุขภาวะและบริการสาธารณสุข
3) สามารถตอบสนองต่อความต้องการของชุมชน
โดยได้รับงบประมาณมากขึ้นจาก อบต.เพื่อการเพิ่มการบริการ และให้ สอ.เน้นการทำงานเชิงรุก โดยมีการเยี่ยมบ้านมากขึ้น อย่างไรก็ตาม เนื่องจากการถ่ายโอนเกิดขึ้นมาเพียงปีกว่า จึงอาจจะเร็วเกินไปที่จะประเมินผลลัพธ์และผลกระทบ โดยเฉพาะในด้านประสิทธิภาพและประสิทธิผลของเงินที่ทาง อบต. ให้กับ สอ. เพิ่มเติม ทั้งนี้ พบปัญหาที่เกิดจากการร้องเรียนของ ชุมชนในประเด็นการเลือกปฏิบัติของอบต. ที่มีให้เฉพาะสอ.ที่ได้รับการถ่ายโอนเท่านั้น
ปัจจัยความสำเร็จ
คือ
1) ความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างบุคลากรของอบต.และสอ.
เป็นเหตุผลหลักที่บุคลากร สอ. ยอมถ่ายโอน
2) การสนับสนุนทั้งทางด้านการเงิน ความรู้ การฝึกอบรม และการดูแลควบคุม สอ.
โดยสสจ. สสอ. และโรงพยาบาลที่เป็นคู่สัญญา (CUP) เหมือนก่อนถ่ายโอน
3) การเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบ และจัดการเรื่องการโอนเงินจากหน่วยราชการที่ต่างกัน
4) การมีนโยบายที่ชัดเจนในด้านการถ่ายโอนจากกระทรวงสาธารณสุขและกระทรวงมหาดไทย
ปัญหาที่พบในประเทศไทยคล้ายกับประเทศอื่นมีหลังการถ่ายโอน
คือ
1) การไม่เคยมีประสบการณ์ทำงานด้านชุมชนของบุคลากรจึงจำเป็นต้องมีการฝึกอบรมเพิ่มขึ้น
2) ความไม่ชัดเจนในนโยบายและแนวทางการปฏิบัติ
อาทิ การส่งรายงานสุขภาพของสอ. จะยังคงรายงานต่อกระทรวงสาธารณสุขเช่นเดิมหรือไม่
3) อาจมีการจัดซื้อจัดหายาในราคาที่สูงขึ้น
เนื่องจากเป็นการแยกซื้อของแต่ละสถานีอนามัย ไม่เหมือนกับการซื้อเป็นจำนวนมากจากกระทรวงสาธารณสุข
4) การประสานงานที่ไม่มีประสิทธิภาพที่เพียงพอ
อาจส่งผลต่อ ความสามารถในการวินิจฉัยโรคที่ต้องใช้เครื่องมือที่มีราคาแพง ต้องพึ่งพิงความช่วยเหลือจากโรงพยาบาลที่เป็นคู่สัญญา
5) อาจเกิดปัญหาด้านการกระจายทรัพยากรบุคคลไปยังพื้นที่ที่อยู่ห่างไกล
ทั้งนี้ รูปแบบการกระจายอำนาจด้านสุขภาพในรูปแบบโรงพยาบาลออกนอกระบบ เช่น รูปแบบของโรงพยาบาลบ้านแพ้ว ซึ่งถูกออกแบบมาอย่างดี ทำให้ประสบความสำเร็จในการพัฒนาคุณภาพของการบริการและมีรายได้ที่เพิ่มขึ้น โดย
ปัจจัยที่ส่งเสริมความสำเร็จ คือ ความสัมพันธ์กับชุมชนที่เข้มแข็ง
ซึ่งรูปแบบนี้สามารถนำมาใช้ได้กับโรงพยาบาลในสังกัดของกระทรวงสาธารณสุข ทั้งในระดับโรงพยาบาลศูนย์ โรงพยาบาลทั่วไป โรงพยาบาลชุมชน ยกเว้นโรงพยาบาลที่มีขนาดเล็กมากและมีจำนวนประชากรในความดูแลรับผิดชอบน้อย อย่างไรก็ดี
ประเด็นที่ควรพิจารณาสำหรับการจัดการโรงพยาบาลนอกระบบ
คือ 1) การออกนอกระบบ ควรเป็นไปในรูปแบบเครือข่ายให้บริการมากกว่าเป็นสถานบริการเดี่ยวๆ 2) ต้องพัฒนาหน่วยติดตามและดูแลงานเพื่อป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดได้จากการบริหารงานที่อาจผิดพลาด 3) ควรมีนโยบายที่ส่งเสริมการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ โดยเปิดโอกาสให้บุคลากรโยกย้ายได้ง่ายขึ้น ระหว่างบุคลากรในโรงพยาบาลออกนอกระบบ กระทรวงสาธารณสุข องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยเฉพาะความก้าวหน้าในอาชีพของแพทย์
สนใจรายละเอียด สามารถสอบถามได้ที่หน่วยสื่อสารความรู้และขับเคลื่อนสังคม สวรส.
โทร 02-9511286-95 หรือ www.hsri.or.th
วันที่ประกาศ:
19 เมษายน 2552
จำนวนคนอ่าน:
495 คน
หน้าหลัก
|
เกี่ยวกับองค์กร
|
ห้องสมุด สวรส.
|
เอกสารเผยแพร่
|
ติดต่อองค์กร
|
เว็บเมล์
|
แผนที่
สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข
ผู้เยี่ยมชมทั้งหมด 495164
ตึกกรมสุขภาพจิต อาคาร 3 ชั้น 5 กระทรวงสาธารณสุข
Best view with FireFox & IE5..5 or later at 1024x768 resolution
อ.เมือง จ.นนทบุรี 1100 โทร. 0-2951-1286-94
Copyright © 2008 Health Systems Research Institute, All Rights Reserved.
ติดต่อ :
hsri@hsri.or.th